จากนโยบายการเงิน สู่นโยบายการคลัง ดอลลาร์ยังฟื้นลำบาก

121

     การที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ได้แต่งตั้งนายเจอโรม พาวเวลล์ ผู้ว่าการธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) เป็นประธานเฟดคนใหม่ สร้างความโล่งใจให้กับตลาดการเงินอยู่ไม่น้อย เนื่องจากเป็นการส่งสัญญาณว่าธนาคารกลางที่ทรงอิทธิพลของโลก จะสานต่อนโยบายการเงินแบบระมัดระวังของนางเจเน็ต เยลเลน ประธานเฟดคนปัจจุบัน และสหรัฐฯ มีแนวโน้มปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอย่างช้าๆ นายพาวเวลล์ได้ทำงานร่วมกับนางเยลเลนในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา และเห็นพ้องกับทิศทางนโยบายการเงินของนางเยลเลน รวมทั้งมีความกังวลเหมือนกันว่าอัตราเงินเฟ้อต่ำเป็นเหตุผลที่ต้องใช้วิธีปรับสมดุลนโยบายอย่างค่อยเป็นค่อยไป ทั้งนี้ นางเยลเลนจะสิ้นสุดวาระการดำรงตำแหน่ง 4 ปี ในช่วงต้นเดือนกุมภาพันธ์ 2561 และจะเป็นประธานเฟดคนแรกที่ไม่ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นประธานเฟด สมัยที่ 2 นับตั้งแต่ปี 2522 ทั้งนี้ นักลงทุนไม่ได้มีปฏิกิริยาต่อข่าวนี้มากนัก แต่ให้ความสนใจไปที่ร่างกฎหมายปฏิรูปภาษีของสหรัฐฯ ซึ่งเป็นความพยายามในการใช้นโยบายการคลังเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ

     ความหวังเกี่ยวกับการใช้นโยบายการคลังเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจสหรัฐฯ ได้จุดประกายให้นักลงทุนเข้าซื้อเงินดอลลาร์ หลังทรัมป์ชนะเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ เมื่อ 1 ปีก่อน (จากกราฟดัชนีดอลลาร์เทียบกับ 6 สกุลเงินหลัก) แต่นับจากนั้นไม่นาน ปัญหาการขาดเอกภาพภายในได้บั่นทอนความเชื่อมั่นของนักลงทุนเกี่ยวกับการผลักดันมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและเงินเฟ้อผ่านนโยบายการคลัง

     ล่าสุด สมาชิกพรรครีพับลิกันในสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ เปิดเผยร่างกฎหมายปฏิรูปภาษีเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ร่างกฎหมายนี้จะเป็นการปฏิรูประบบภาษีครั้งใหญ่ที่สุดของสหรัฐฯ ในรอบกว่า 30 ปี ซึ่งจะส่งผลให้ยอดขาดดุลงบประมาณของรัฐบาลสหรัฐเพิ่มขึ้น 1.51 ล้านล้านดอลลาร์ในช่วง 10 ปีข้างหน้า ตามข้อเสนอให้ปรับลดอัตราภาษีนิติบุคคลเหลือ 20% จาก 35%การปรับลดภาษีกำไรในต่างประเทศสำหรับผู้ประกอบการ และปรับลดภาษีสำหรับบุคคลธรรมดา แผนการปฏิรูปภาษีถือเป็นบททดสอบความเข้มแข็งของสมาชิกรีพับลิกัน หลังจากที่ไม่สามารถออกกฎหมายสำคัญใดๆ ได้เลยในปีนี้ แม้ว่าจะครองเสียงข้างมากทั้งในวุฒิสภาและสภาผู้แทนราษฎรก็ตาม ขณะที่พรรคเดโมแครตประณามร่างกฎหมายฉบับนี้ว่า เป็นการเอื้อประโยชน์ต่อคนรวย

     จากหลักคิดสำหรับนักค้าเงินที่ว่า ราคาสินทรัพย์ในตลาดการเงินสะท้อนการคาดการณ์สิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคต เราประเมินว่า ในระยะถัดไปค่าเงินดอลลาร์ยังคงเผชิญความเสี่ยงด้านขาลง และดอลลาร์จะมีแนวโน้มอ่อนค่าในปี 2561 ขณะที่เฟดใกล้ถึงช่วงปลายของวัฎจักรการปรับขึ้นดอกเบี้ยแล้ว ความเห็นของนายพาวเวลล์เกี่ยวกับภาวะเงินเฟ้อต่ำได้สะท้อนจากข้อมูลตลาดแรงงานเดือนตุลาคมของสหรัฐฯ ซึ่งตอกย้ำว่า ค่าจ้างไม่สามารถปรับตัวขึ้นได้ ทำให้อัตราเงินเฟ้อยังต่ำ ทั้งๆ ที่เศรษฐกิจเติบโตได้ดี แม้เราคาดว่าเฟดจะตัดสินใจขึ้นดอกเบี้ยในการประชุมครั้งถัดไปเดือนธันวาคมและมีความเป็นไปได้ว่าจะปรับขึ้นอีกราว 2 รอบ ในปี 2561 แต่ตลาดได้รับรู้แนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยเดือนธันวาคมไปแล้วกว่า 90%  อีกทั้งยังไม่แน่นอนว่าสภาคองเกรสจะอนุมัติร่างกฎหมายปฏิรูปภาษีหรือไม่ ซึ่งหมายความว่าเงินเฟ้อในสหรัฐฯ จะยังคงขาดแรงส่งด้านอุปสงค์ และเฟดไม่จำเป็นต้องขึ้นดอกเบี้ยอย่างเข้มงวด

     ส่วนประเทศเศรษฐกิจสำคัญแห่งอื่นๆ เริ่มปรับนโยบายการเงินจากเดิมที่มีลักษณะผ่อนคลายมากเป็นพิเศษ ดังนั้น แม้ว่าในระยะนี้เงินบาทอาจอ่อนค่าได้บ้างเล็กน้อย จากแรงซื้อคืนดอลลาร์ช่วงปลายปี โดยกระแสเงินทุนเคลื่อนย้าย หรือ Fund flows น่าจะลดลง รวมถึง มีเงินทุนไหลออกไปบ้าง ตามปัจจัยฤดูกาล แต่ผู้ประกอบการควรทำการป้องกันความเสี่ยงอย่างสม่ำเสมอ เนื่องจากความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนอาจสูงขึ้นได้ในอนาคต

     ดัชนีดอลลาร์ซื้อขายอยู่ใน New York Board of Trade ใช้วัดมูลค่าของเงินดอลลาร์เทียบกับตะกร้าเงินสกุลหลักตามความสัมพันธ์ด้านการค้าระหว่างกัน โดยเงินยูโรมีน้ำหนัก 57.6%, เงินเยนญี่ปุ่น 13.6%, เงินปอนด์สเตอริงอังกฤษ 11.9%, เงินดอลลาร์แคนาดา 9.1%, เงินโครนาสวีเดน 4.2%, และเงินฟรังก์สวิส 3.6%

โดย คุณรุ่ง สงวนเรือง ผู้อำนวยการ ผู้บริหารฝ่ายส่งเสริมธุรกิจและกำกับดูแลโกลบอลมาร์เก็ตส์ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน)