เงินบาทแข็งค่ารองท็อปของเอเชีย แต่ส่งออกไทยยังโต

50

เมื่อต้นสัปดาห์นี้ ข้อมูลจากสภาพัฒน์บ่งชี้ว่าเศรษฐกิจไทยในไตรมาส 3/2560 เติบโตถึง 4.3% เมื่อเทียบปีต่อปี ซึ่งขยายตัวจากระดับ 3.8% ในไตรมาสก่อนหน้า และเป็นอัตราการเติบโตโดดเด่นสูงสุดในรอบ 18 ไตรมาสเลยทีเดียว ส่งผลให้ในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2560 เศรษฐกิจไทยขยายตัวเฉลี่ยที่ 3.8% โดยแรงขับเคลื่อนหลักยังมาจากภาคส่งออก ขณะที่การบริโภคและการลงทุนเริ่มมีสัญญาณฟื้นตัวดีขึ้นเช่นกัน สิ่งที่หลายฝ่ายอาจตั้งข้อสงสัยอยู่ไม่น้อยว่าการเติบโตของจีดีพีนั้นกระจุกหรือกระจายตัวแล้ว หรือพูดง่ายๆว่าเศรษฐกิจไทยดีจริงหรือไม่ ซึ่งเชื่อว่ามีหลายสำนักได้ให้ทัศนะไปบ้างแล้ว วันนี้กลุ่มงานโกลบอลมาร์เก็ตส์ กรุงศรี จะขออธิบายในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการแข็งค่าของเงินบาทและการส่งออกของไทยนะคะ

     ภาพรวมเศรษฐกิจโลกถือว่าสามารถประคองแรงส่งเชิงบวกได้ต่อเนื่องในปีนี้ ขณะที่การค้าระหว่างประเทศ รวมถึงราคาสินค้าโภคภัณฑ์ฟื้นตัวขึ้นชัดเจน และเป็นปัจจัยสนับสนุนสำคัญให้การส่งออกของประเทศส่วนใหญ่ในภูมิภาค รวมถึงไทยขยายตัวได้ดีเกินคาด โดยกระทรวงพาณิชย์รายงานว่ามูลค่าส่งออกของไทยในเดือนตุลาคม เพิ่มขึ้น 13.1% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งเป็นการเติบโตระดับสูงติดต่อกันเป็นเดือนที่ 8 และส่งผลให้ในช่วง 10 เดือนแรกของปี 2560 ยอดส่งออกของไทยเพิ่มขึ้น 9.7% นับเป็นอัตราการขยายตัวสูงสุดในรอบ 6 ปี ถึงแม้ว่าเงินบาทจะแข็งค่ากว่า 9% และแข็งค่ามากเป็นอันดับที่สองรองจากเงินวอนของเกาหลีใต้ (กราฟด้านล่าง) ขณะที่ท้ายสัปดาห์นี้ต่อเนื่องต้นสัปดาห์หน้า ตลาดจะให้ความสนใจกับการจับจ่ายใช้สอยของผู้บริโภคในสหรัฐอเมริกา หลังเทศกาลขอบคุณพระเจ้า เปิดฉากฤดูกาลช็อปปิ้ง เริ่มด้วย Black Friday และ Cyber Monday  ซึ่งน่าจะเป็นหนึ่งในมาตรวัดความแข็งแกร่งของกำลังซื้อของชาวอเมริกัน

     ขณะที่ภาคส่งออกของไทย ซึ่งได้รับอานิสงส์จากการวัฎจักรขาขึ้นของการค้าโลก ช่วยกระตุ้นกิจกรรมด้านการผลิตอีกทางหนึ่ง เศรษฐกิจไทยยังมีแรงหนุนจากรายได้การท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้น แม้ปัจจัยด้านอุปสงค์หรือความต้องการสินค้าดูเหมือนจะมีผลมากกว่าราคาในระยะนี้ แต่การแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างอย่างเป็นรูปธรรม จำเป็นต้องได้รับความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ผ่านการเพิ่มมูลค่าสินค้า นวัตกรรมและความคิดสร้างสรรค์ เพื่อลดความเสี่ยงจากการเป็นเพียงผู้รับจ้างผลิต อีกทั้งพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้สอดคล้องกับกระแสความต้องการที่เปลี่ยนแปลงไปของตลาดโลก อย่างไรก็ตาม สัญญาณการชะลอตัวของกิจกรรมด้านเศรษฐกิจในจีนอาจเพิ่มความเปราะบางต่อบรรยากาศการค้าโลกได้เช่นกัน

     อนึ่ง หากพิจารณาปัจจัยพื้นฐานแล้ว พบว่า ไทยเกินดุลบัญชีเดินสะพัดในช่วง 9 เดือนแรกของปีนี้ สูงถึง 3.5 หมื่นล้านดอลลาร์ ขณะที่ความไม่แน่นอนเกี่ยวกับนโยบายด้านเศรษฐกิจของสหรัฐฯ มีส่วนดึงดูดกระแสเงินทุนไหลเข้าสู่ตราสารหนี้ และตราสารทุนของไทย ซึ่งนับตั้งแต่ต้นปี มีมูลค่าราว 8 พันล้านดอลลาร์ ตัวเลขนี้สะท้อนว่าการเกินดุลเป็นปัจจัยที่มีน้ำหนักมากกว่า Fund flow ส่วนเงินเปโซของฟิลิปปินส์ ซึ่งอ่อนค่าสุดในภูมิภาค เป็นผลของการขาดดุลบัญชีเดินสะพัด แต่เศรษฐกิจฟิลิปปินส์เติบโตได้อย่างร้อนแรงถึง 6.9% ในไตรมาส 3/2560  นำโดยการใช้จ่ายที่แข็งแกร่งของภาครัฐ

โดย คุณรุ่ง สงวนเรือง ผู้อำนวยการ ผู้บริหารฝ่ายส่งเสริมธุรกิจและกำกับดูแลโกลบอลมาร์เก็ตส์ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน)