Twin Deficit ภาวะขาดดุลแฝด ที่กดดันค่าดอลลาร์

316

ช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา มีความคืบหน้ามากขึ้นเกี่ยวกับการผลักดันแผนปฏิรูปภาษีครั้งสำคัญของสหรัฐอเมริกา โดยวุฒิสภาลงมติด้วยเสียง 51-49 ผ่านร่างกฎหมายดังกล่าวที่สร้างความประหลาดใจให้กับตลาดการเงินอยู่ไม่น้อย ขณะที่ขั้นตอนต่อไปจะเป็นการหารือในสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ ซึ่งจะมีการปรับเนื้อหาเพื่อหาจุดร่วมระหว่างสองสภาในคองเกรส โดยประธานาธิบดีทรัมป์แสดงความมั่นใจว่าเขาจะสามารถลงนามได้ก่อนวันคริสต์มาส ทั้งนี้ มีความเป็นไปได้สูงที่กฎหมายนี้จะมีผลบังคับใช้ในช่วงต้นปี 2561

     เราได้เห็นค่าเงินดอลลาร์และตลาดหุ้นวอลล์สตรีทขานรับข่าวดังกล่าวในเชิงบวก อย่างไรก็ดี ตลาดพันธบัตรสหรัฐฯ กลับสะท้อนว่านักลงทุนยังขาดความเชื่อมั่นเกี่ยวกับประสิทธิผลที่แท้จริงในการกระตุ้นเศรษฐกิจจากแผนการปฏิรูปภาษี นอกจากนี้ สิ่งที่สร้างความกังวลให้กับนักเศรษฐศาสตร์ รวมถึง คุณเจเน็ต เยลเลน ประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) คนปัจจุบัน นั่นคือ ยอดขาดดุลงบประมาณและการก่อหนี้ของรัฐบาลสหรัฐฯ จะพุ่งขึ้นมากจนอาจนำมาซึ่งปัญหาด้านเสถียรภาพในระยะถัดไป

     การที่สหรัฐฯ ขาดดุลทั้งบัญชีเดินสะพัดและดุลงบประมาณ หรือที่เรียกว่า ภาวะขาดดุลแฝด (Twin Deficit) จะกดดันเงินดอลลาร์ให้อ่อนค่าลงในระยะยาว (กราฟด้านล่าง) การขาดดุลบัญชีเดินสะพัดเรื้อรังของสหรัฐฯ เกิดจากโครงสร้างเศรษฐกิจที่เน้นการบริโภคขณะที่อัตราการออมต่ำ ตรงกันข้ามกับกลุ่มเศรษฐกิจชั้นนำแห่งอื่น เช่น ยุโรป และญี่ปุ่น ซึ่งมียอดเกินดุลบัญชีเดินสะพัด ส่วนการขาดดุลด้านการคลังของสหรัฐฯ จะเพิ่มความเสี่ยงต่อระบบเศรษฐกิจอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ทั้งนี้ คาดว่ารัฐจะสูญเสียรายรับสูงกว่า 1.4 ล้านล้านดอลลาร์ในระยะสิบปีข้างหน้าจากมาตรการปรับลดภาษี แต่การเติบโตของจีดีพีที่สมาชิกส่วนใหญ่ของพรรครีพับลิกันคาดหวังไว้จากการใช้นโยบายขาดดุลการคลังเพื่อกระตุ้นอุปสงค์ในประเทศโดยการปรับลดภาษีครั้งใหญ่อาจไม่เพียงพอที่จะชดเชยยอดขาดดุลนี้ นอกจากนี้ เราตั้งข้อสังเกตว่าการอัดฉีดการขยายตัวทางเศรษฐกิจผ่านเครื่องมือดังกล่าวจะส่งผลต่อการใช้จ่ายและลงทุนของภาคเอกชนอย่างจำกัดเนื่องจากเศรษฐกิจสหรัฐฯ ในปัจจุบันกำลังเข้าใกล้ภาวะการจ้างงานเต็มที่ (Full Employment) และอาจไม่มีความจำเป็นสำหรับนโยบายการคลังลักษณะผ่อนคลายมากเกินไป

“รุ่ง สงวนเรือง” ผู้อำนวยการ ผู้บริหารฝ่ายส่งเสริมธุรกิจและกำกับดูแลโกลบอลมาร์เก็ตส์”
ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน)