
มิติหุ้น – SET หรือ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ดำเนินการมาตรการคุมเข้มการซื้อขายขั้นสุดตั้งแต่ปี 2567 เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับตลาดหุ้นไทยที่เจอโจทย์ท้าทายจากการซื้อขายที่ไม่เหมาะสม ราคาผันผวนบรรดา บจ. แตกแถวเป็น”ดีแตก” และช่องโหว่งไฮเทคโนโลยีเกิด กลุ่ม High Frequency Trading (HFT) จนสร้างความสั่นคลอนในกลุ่มผู้ลงทุนในประเทศ
เกิดมาตรการโฟกัสลดความผันผวนของราคา จากการขายชอร์ต (short ) ใช้ Uptick Rule หรือการขายชอร์ตทุกหลักทรัพย์ได้ที่ราคาสูงกว่าราคาซื้อขายครั้งสุดท้าย การลดพฤติกรรมซื้อขายไม่เหมาะสม ในกลุ่ม HFT ด้วยการให้ขึ้นทะเบียนและติดตามการซื้อขาย การกำหนดระยะเวลาขั้นต่ำส่งคำสั่งซื้อขายต้องคงอยู่ในระบบ (Minimum Resting Time) ที่กำหนดระยะเวลาขั้นต่ำไม่น้อยกว่า 250 มิลลิวินาที หรือ 0.250 เป็นต้น
ด้วยพัฒนาการตลาดหุ้น ปี 2568 มีปัจจัยบวกและลบมากขึ้นทำให้ มาตรการที่เข้มเกินไปจึงไม่สามารถตอบโจทย์การแข่งขันกับตลาดหุ้นต่างประเทศ จากวอลุ่มการซื้อขายที่หดหายไปเหลือระดับเฉลี่ย 30,000 ล้านบาทต่อวัน จากเฉลี่ยระดับ 60,000-70,000 ล้านบาทต่อวัน
ดังนั้นตลาดหลักทรัพย์ฯจึงต้องทำการบ้านอย่างหนักจะสร้างสมดุลระหว่างการเพิ่มสภาพคล่องและยังคงการตรวจสอบการซื้อขายและพฤติกรรมนักลงทุนไม่ใด้ลดหย่อนจนเปิดช่องได้ไปพร้อมกัน
กรรมการและผู้จัดการตลท. “อัสสเดช คงสิริ” สร้างความมั่นใจให้กับนักลงทุนปรับมาตรการใหม่ซึ่งอยู่ระหว่างการเปิดรับฟังความคิดเห็นถึง 29 พ.ค. นี้
“คงมาตรการไม่ต่ำกว่า 18 เดือนไม่มีการเปลี่ยนแปลงอะไรทั้งสิ้น เพื่อให้นักลงทุนในและต่างประเทศไม่สับสน ซึ่งเบื้องต้นได้มีการพูดคุยกับทางทีม MSCI ว่ามีการพิจารณาด้านไหนและพิจารณาแต่ละประเทศในการให้น้ำหนักลงทุนอย่างไร ซึ่งไทยอยู่ในกลุ่มตลาดหุ้น Emerging Markets – EM น่าจะคงไว้ต่อไป มีผลดีต่อ Fund Flow “
ดังนั้น ปี 2569 จึงมีการปรับเกณฑ์ครั้งใหญ่เพื่อให้สอดคล้องการหนุนสภาพคล่องที่กลับมาคึกคักและยังดูแลกลุ่มนักลงทุนในประเทศให้มั่นใจระบบการตรวจสอบการซื้อขายอย่างต่อเนื่อง
ประกอบด้วย กลุ่มที่ 1 มาตรการเพิ่มเติมเพื่อยกระดับคุณภาพตลาด เสริมสร้างความเท่าเทียม (Fairness) และประสิทธิภาพของตลาดในเชิงโครงสร้างและต้นทุน
- ปรับลดช่วงราคาซื้อขาย (Tick Size) สำหรับหลักทรัพย์ที่มีราคาตั้งแต่ 5-50 บาทต่อหุ้นให้แคบลง ช่วยลดส่วนต่างราคา เพิ่มโอกาสจับคู่คำสั่งซื้อขาย ซึ่งจะส่งผลให้ต้นทุนการซื้อขายของผู้ลงทุนทุกกลุ่มลดลง และเป็นการเพิ่มสภาพคล่องให้กับตลาด
- เก็บค่าธรรมเนียมเพิ่มเติม (Extra Charge) จากบัญชีที่มีการส่งคำสั่งซื้อขาย (Order) ในปริมาณมากแต่เกิดการจับคู่การซื้อขาย (Deal) น้อย (High Order-to-Trade Ratio: OTR) โดยในกรณีที่บัญชีใดมี OTR มากกว่า 100 เท่า และมีการส่งคำสั่งมากกว่า 50 ครั้งต่อนาที (Active Minute) บัญชีดังกล่าวจะถูกจัดเก็บค่าธรรมเนียมเพิ่มเติมในอัตรา 0.15 บาทต่อรายการ (15 สตางค์) เฉพาะส่วนที่เกิน 30,000 รายการ/วัน ทั้งนี้ เพื่อให้สะท้อนต้นทุนที่แท้จริงของการส่งคำสั่งซื้อขายและลดภาระของระบบซื้อขายโดยรวม
กลุ่มที่ 2 มาตรการลดความผันผวนที่ผิดปกติของราคาหลักทรัพย์
- ปรับปรุง Uptick Rule สำหรับการขายชอร์ต ในกรณีที่หลักทรัพย์ใดมีราคาลดลงตั้งแต่ 10% จากราคาปิดของวันก่อนหน้า จะใช้เกณฑ์ Uptick เป็นรายหลักทรัพย์สำหรับหลักทรัพย์นั้นในวันทำการถัดไป เพื่อช่วยชะลอแรงขายในช่วงที่ตลาดผันผวน และรักษาสมดุลควบคู่กับการลดผลกระทบต่อสภาพคล่อง และต้นทุนการซื้อขาย ทั้งนี้ หากเป็นสภาวะปกติจะใช้เกณฑ์ Zero-Plus Tick
- ทบทวนหลักทรัพย์ที่ขายชอร์ตได้ โดยจำกัดให้ขายชอร์ตได้เฉพาะในหุ้นที่มีสภาพคล่องสูงเท่านั้น ได้แก่หลักทรัพย์ในกลุ่ม SET100, หลักทรัพย์ประเภท ETF และ DR และหลักทรัพย์อ้างอิงของ Single Stock Futures เท่านั้น โดยจะห้ามขายชอร์ตในหลักทรัพย์อ้างอิงของ ETF และ DW
- ยกเลิกกรอบราคาซื้อขายแบบ Dynamic Price Band (DPB) รายหลักทรัพย์ เพื่อลดอุปสรรคในการซื้อขายโดยเฉพาะในหุ้นที่มีสภาพคล่องต่ำ
กลุ่มที่ 3 มาตรการกำกับพฤติกรรมการซื้อขายที่ไม่เหมาะสม
- ขึ้นทะเบียน (Register) ผู้ซื้อขายความเร็วสูง (HFT) โดยจะเปลี่ยนไปใช้แนวทางการพิจารณาจากพฤติกรรมการซื้อขายในลักษณะ Post-Trade เช่น ความถี่/ความเร็วในการส่งคำสั่งซื้อขาย สถานะสิ้นวัน มูลค่าการซื้อขายรายวัน เป็นต้น หรือมีช่องทางการส่งคำสั่งซื้อขายสำหรับผู้ลงทุนเฉพาะราย (Dedicated API) เพื่อให้การกำกับดูแลเป็นไปตามข้อเท็จจริงและสามารถติดตามพฤติกรรมการซื้อขายได้อย่างเหมาะสม
- ยกเลิกการจำกัดหลักทรัพย์ที่ HFT ซื้อขายได้ เนื่องจากมีการปรับปรุงหลักเกณฑ์ของหลักทรัพย์ที่สามารถขายชอร์ตได้ให้ครอบคลุมเฉพาะหลักทรัพย์ที่มีสภาพคล่องสูงเท่านั้น ประกอบกับจะมีการกำกับดูแล HFT ตามพฤติกรรมการซื้อขายที่เกิดขึ้นจริงแล้ว
- ยกเลิก Minimum Resting Time (MRT) เนื่องจากพบว่าธุรกรรมที่ Trigger ตามมาตรการนี้มีจำนวนน้อยมากซึ่งไม่ได้ส่งผลในเชิงการกำกับพฤติกรรมการซื้อขายได้อย่างมีประสิทธิภาพ และจะเป็นการช่วยลดภาระในเชิงระบบ รวมทั้งยังไม่สอดคล้องตามแนวทางของตลาดหลักทรัพย์ในต่างประเทศ นอกจากนี้ ตลาดหลักทรัพย์ฯ มีกลไกการกำกับดูแลพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมอื่น ๆ อยู่แล้ว เช่น การใช้ AI ช่วยในการวิเคราะห์และตรวจจับพฤติกรรมการซื้อขายที่ผิดปกติ และมาตรการเก็บ Extra Charge กับบัญชีที่มีพฤติกรรม High OTR เป็นต้น
มาตรการทั้งหมดนี้จะเปิดรับฟังความคิดเห็นจากผู้ลงทุนและผู้เกี่ยวข้องในหัวข้อ “การปรับปรุงมาตรการเพื่อยกระดับความเชื่อมั่น” ตั้งแต่วันที่ 13-29 พฤษภาคม 2569 ผู้ที่เกี่ยวข้องสามารถร่วมแสดงความคิดเห็นได้ที่ https://forms.microsoft.com/r/EFQF82bt4c
ติดตามช่องทางมิติหุ้นเพื่อรับข่าวสารตลาดทุนได้ตามลิงค์ด้านล่าง
Web : https://www.mitihoon.com/
Facebook : https://www.facebook.com/mitihoon
Youtube : https://www.youtube.com/@mitihoonofficial7770
Tiktok : www.tiktok.com/@mitihoon

































