วันพุธ 21 ตุลาคม 2026

เงินรอบโลก EP.02 : อเมริกา ตลาด ETFs ที่ใหญ่ที่สุดในโลก

มิติหุ้น – EP ที่แล้วเราคุยกันเรื่องของ ETFs เบื้องต้นไปแล้ว สัปดาห์นี้เลยจะพาไปท่องตลาด ETFs ที่ต่างประเทศกันบ้างค่ะ สาเหตุที่ยกเรื่องของ ETFs ต่างประเทศขึ้นมา เพราะมีกองทุนไทยหลายกองที่ลงทุนใน ETFs ต่างประเทศ วันนี้เลยอยากเล่าให้ฟังว่าตลาดเขาอลังการกว่าตลาดบ้านเราขนาดไหน โดยเริ่มจาก “ETFs ในอเมริกา” ก่อนค่ะ

สหรัฐอเมริกา เป็นตลาด ETFs ที่ใหญ่ที่สุดในโลก โดยกำเนิด ETF กองแรกมาตั้งแต่ปี 1993 (SPY: SPDR S&P 500 ETF Trust, ปัจจุบัน (ข้อมูล ณ เดือน พ.ค. 2569) มีขนาด AUM 7.9 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ) และตลาด ETFs ปัจจุบัน มีมูลค่า AUM (Asset Under Management) รวมกว่า 15 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ มีจำนวนกองทุนมากกว่า 5,000 กองทุน โดยมีบริษัทจัดการกองทุนชั้นนำหลายแห่งเป็นผู้จัดการกองทุน ได้แก่

– Blackrock Inc. (iShare)

– The Vanguard Group, Inc.

– State Street Corporation (SPDR)

– Invesco

– Charles Schwab

แต่ละชื่อที่กล่าวมา สำหรับนักลงทุน ETFs น่าจะคุ้นเคยชื่อกันดี เพราะต่างก็เป็นบริษัทจัดการกองทุนที่มีขนาดใหญ่และมีชื่อเสียงในสหรัฐอเมริกา เพราะนอกจาก ETFs แล้ว กองทุนต่าง ๆ ของเขาก็ยังเป็นที่นิยมอีกด้วย อย่างไรก็ตาม เฉพาะ 3 รายใหญ่อย่าง Blackrock, Vanguard และ State Street กีครองส่วนแบ่งตลาดรวมกว่า 70% ของตลาด ETFs ทั้งหมดในสหรัฐอเมริกาแล้วล่ะ

ทีนี้เรามาดูกันบ้างว่า 10 อันดับ ETFs ที่มีมูลค่าสูงสุดในตลาดสหรัฐอเมริกา ได้แก่อะไรบ้าง เรียงลำดับตามขนาดของ AUM ณ เดือน พ.ค. 2569  มีดังนี้

  1. Vanguard S&P 500 ETF (ชื่อย่อ VOO) มีมูลค่า AUM=02 ล้านล้านดอลลาร์ ลงทุนในดัชนี S&P 500
  2. SPDR S&P 500 ETF Trust (ชื่อย่อ SPY) มีมูลค่า AUM ≈ 790 พันล้านดอลลาร์ ลงทุนในดัชนี S&P 500
  3. iShares Core S&P 500 ETF (ชื่อย่อ IVV) มีมูลค่า AUM ≈ 660 พันล้านดอลลาร์ ลงทุนในดัชนี S&P 500
  4. Vanguard Total Stock Market ETF (ชื่อย่อ VTI) มีมูลค่า AUM ≈ 540 พันล้านดอลลาร์ ลงทุนใน หุ้นสหรัฐทั้งตลาด
  5. Invesco QQQ Trust (ชื่อย่อ QQQ) มีมูลค่า AUM ≈ 390 พันล้านดอลลาร์ ลงทุนในดัชนี Nasdaq-100
  6. Vanguard FTSE Developed Markets ETF (ชื่อย่อ VEA) มีมูลค่า AUM ≈ 165 พันล้านดอลลาร์ เป็น ETF ที่ลงทุนในหุ้นต่างประเทศ โดยลงทุนในหุ้นประเทศที่พัฒนาแล้ว
  7. Vanguard Growth ETF (ชื่อย่อ VUG) มีมูลค่า AUM ≈ 190 พันล้านดอลลาร์ โดยลงทุนในหุ้นเติบโต (Large Growth)
  8. iShares Core MSCI EAFE ETF(ชื่อย่อ IEFA) มีมูลค่า AUM ≈ 140 พันล้านดอลลาร์ ลงทุนในหุ้นต่างประเทศ (EAFE) อ้างอิงดัชนี MSCI EAFE Investable Market Index (IMI) หรือเรียกได้ว่าลงทุนในหุ้นที่อยู่นอกสหรัฐอเมริกาและแคนาดา โดย EAFE ย่อมาจาก E=ยุโรป A=ออสเตรเลีย และ FE =Far East
  9. Vanguard Value ETF (ชื่อย่อ VTV) มีมูลค่า AUM ≈ 185 พันล้านดอลลาร์ ลงทุนในหุ้นคุณค่า (Large Value)
  10. SPDR Gold Shares (ชื่อย่อ GLD) มีมูลค่า AUM ≈ 115 พันล้านดอลลาร์ ลงทุนในทองคำแท่ง และถือทองคำแท่งจริง (Physical Gold)

ภาพ: ChatGPT

ในประเทศไทย บริษัทจัดการกองทุนหลายบริษัทก็มีการลงทุนใน ETFs สหรัฐอเมริกา ยกตัวอย่างเช่น

  • B-USPASSIVE โดย บลจ.บัวหลวง จำกัด (BBLAM) ลงทุนใน SPDR S&P 500 ETF Trust (SPY)
  • KT-US500 โดย บลจ.กรุงไทย จำกัด (KTAM) ลงทุนใน iShares Core S&P 500 ETF (IVV)
  • SCBWORLD โดย บลจ. ไทยพานิชย์ จำกัด (SCBAM) ลงทุนใน iShares MSCI World ETF (URTH) ซึ่งลงทุนในหุ้นประเทศพัฒนาแล้วทั่วโลก
  • K-USXNDQ-A(A) โดย บลจ.กสิกรไทย จำกัด (KASSET) ลงทุนใน Invesco NASDAQ 100 ETF

เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม เวลาที่กองทุนไทยไปลงทุนใน ETFs ต่างประเทศ โดยทั่วไปแล้วจะลงทุนแบบ Feeder Fund คือการลงทุนในกองทุนต่างประเทศขนาดใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นของ Blackrock,  Vanguard, State Street หรืออื่น ๆ แต่บางกองทุนก็เป็นการลงทุนใน Index Fund ในต่างประเทศที่มีนโยบายการลงทุนใกล้เคียงกันอีกที ดังนั้น นักลงทุนจะต้องอ่านหนังสือชี้ชวนหรือสรุปข้อมูลสำคัญของกองทุนก่อนการลงทุนเสมอ

ETF ส่วนใหญ่เป็น Passive ETF ที่มีวัตถุประสงค์สร้างผลตอบแทนให้ใกล้เคียงกับดัชนีอ้างอิง ไม่ได้มุ่งหวังเอาชนะตลาด ซึ่งช่วยให้นักลงทุนได้รับความสะดวกสบายในการลงทุน เช่น ไม่ต้องซื้อหรือมอนิเตอร์สินทรัพย์หลายตัว และสามารถซื้อขายได้ตลอดเวลาทำการ (ถ้าเป็นกองทุนทั่วไป จะซื้อขายได้วันละครั้งเท่านั้น) ทำให้ ETFs กลายเป็นเครื่องมือการลงทุนที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก อย่างไรก็ตาม ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา Active ETF ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้น เนื่ององจากผู้จัดการกองทุนสามารถเลือกหลักทรัพย์เพื่อสร้างผลตอบแทนให้เหนือกว่าดัชนีอ้างอิง ขณะเดียวกันก็มี ETF อีกกลุ่มหนึ่งที่เรียกว่า Leveraged ETF และ Inverse ETF ซึ่งออกแบบมาเพื่อสร้างผลตอบแทน 2 เท่า 3 เท่า หรือเคลื่อนไหวสวนทางกับดัชนีอ้างอิง เหมาะกับนักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้สูง

ETFs ยังแบ่งการลงทุนตามธีมอีกด้วย เช่น Index ETFs ลงทุนในดัชนีอ้างอิง  Sector ETFs ลงทุนในกลุ่มอุตสาหกรรมกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง   Growth Stock ETFs ลงทุนในหุ้นเติบโต  Value Stock ETFs ลงทุนในหุ้นคุณค่า  Gold ETFs ลงทุนในทองคำ  Bond ETFs ลงทุนในพันธบัตรและตราสารหนึ้  Alternative ETFs คือ ETF ที่ลงทุนในตราสารทางการเงินหรือสินทรัพย์ทางเลือกอื่น ๆ เช่น Bitcoin ETFs เป็นต้น

ครั้งหน้าอยากให้เจาะลึกประเด็นไหน หรืออยากให้เขียนถึงผลิตภัณฑ์ทางการเงินตัวไหนก็คอมเม้นต์กันเข้ามาได้ทางมิติหุ้นนะคะ แล้วจะเอาเรื่องราวดี ๆ แบบนี้ มาย่อยให้เข้าใจง่าย ๆ และเขียนมาให้อ่านกันอีก

========================

Did You Know?
ETF 10 อันดับแรก มี AUM รวมกันคิดเป็นประมาณ 30% ของอุตสาหกรรม ETF สหรัฐฯ ขณะที่ บริษัทจัดการกองทุน 10 อันดับแรก ครองสินทรัพย์รวมกันประมาณ 89% ของตลาด ETF สหรัฐฯ และหากแบ่งส่วนแบ่งตลาดตามบริษัทจัดการจะพบว่า iShares มีส่วนแบ่งตลาดประมาณ 29% Vanguard มีส่วนแบ่งตลาดประมาณ 29% และ SPDR มีส่วนแบ่งตลาดประมาณ 13%  รวมกว่า 71% นั่นเอง

ติดตามช่องทางมิติหุ้นเพื่อรับข่าวสารตลาดทุนได้ตามลิงค์ด้านล่าง

Web : https://www.mitihoon.com/
Facebook : https://www.facebook.com/mitihoon
Youtube : https://www.youtube.com/@mitihoonofficial7770
Tiktok : www.tiktok.com/@mitihoon