
มิติหุ้น – เราคุยกันเรื่องของกองทุน ETFs และกองทุนที่ลงทุนต่างประเทศมารวม 3 ตอนแล้ว ในครั้งนี้ แอบตัดมาด้วยเรื่องของกองทุนอีกเรื่องหนึ่งที่นักลงทุนหรือแม้แต่ตัวแทนจำหน่ายยังเข้าใจผิดอยู่บ่อย ๆ นั่นก็คือ “ประกันควบการลงทุน (Unit Linked Insuance: Unit Linked)” ซึ่งปัญหาของ Unit Linked ไม่ใช่ว่ามันดีหรือไม่ดี แต่คือหลายคนยังไม่เข้าใจว่า กำลังซื้ออะไรอยู่
แล้วมันเป็น “ประกัน” หรือ “การลงทุน” ล่ะ?
คำตอบคือ “ใช่ทั้งสองอย่าง” และ “ไม่ใช่ทั้งสองอย่าง” เพราะมันเป็นสิ่งที่อยู่ในผลิตภัณฑ์เดียวกัน แต่ทำหน้าที่ต่างกัน
สมมติว่า
นาย A ใช้เงิน 100,000 บาท ซื้อกองทุนโดยตรงผ่านบริษัทจัดการกองทุนหรือตัวแทนจำหน่าย ส่วนนาย B ใช้เงิน 100,000 บาท ซื้อกองทุนผ่านการซื้อกรมธรรม์ประเภท “ประกันควบการลงทุน”
ทั้งสองคนนี้ ทำเหมือนกัน คือลงทุนในกองทุน แต่ต่างกันตรงที่เงิน 100,000 บาท ของนาย A จะลงทุนในกองทุนทั้งจำนวน แต่เงินของนาย B จะลงทุนในกองทุนหลังจากหักค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องออกแล้ว ดังนั้น เงินลงทุนในกองทุนของนาย B จะน้อยกว่า 100,000 บาท
แล้วเงินของนาย B ที่หักไป ไปที่ไหน ?
เงิน 100,000 บาทของนาย B ไม่ได้นำไปลงทุนทั้งหมด แต่จะแยกเป็น 3 ส่วนใหญ่ ๆ ก็คือ ค่าความคุ้มครอง + ค่าบริหารจัดการ + เงินลงทุน ดังนั้น สิ่งที่นาย B จะได้รับ ก็คือ “ความคุ้มครองตามสัญญาประกัน + การลงทุนในกองทุน”
ถ้าใครยังงง มาแยกส่วนกันอีกที !!
ประกันควบการลงทุน หรือ Unit Linked Insurance (หรือที่มักเรียกกันว่า Unit Linked) ชื่อมันก็บอกเนอะว่าเป็น Unit (หน่วยลงทุน) ที่เชื่อมโยงกับ Insurance (ประกัน) แปลว่า…โครงสร้างหลัก ๆ ของสินทรัพย์ประเภทนี้ คือ การนำกรมธรรม์ประกันชีวิตกับหน่วยลงทุน มารวมไว้ในผลิตภัณฑ์เดียว
ทีนี้ มาดูทีละส่วน
ประกัน ทำหน้าที่ในการถ่ายโอนความเสี่ยง เวลาเราซื้อประกัน บริษัทประกันให้ “คำมั่นสัญญา” กับเราไว้ว่า หากเกิดเหตุใด ๆ ตามเงื่อนไขที่บริษัทระบุ บริษัทจะจ่ายเงินชดเชยตามจำนวนที่สัญญาไว้ โดยที่ตัวเราต้องจ่าย “เบี้ยประกัน” หรือต้นทุนในการรักษาสัญญานั้นเอาไว้ (ศัพท์เทคนิคจะเรียกเงินก้อนนี้ว่าเป็น COI = Cost of Insurance) เปรียบเทียบไปก็เหมือนกับที่เราซื้อรถแล้วเราต้องจ่ายค่าประกันรถ เผื่อไว้ในกรณีที่เกิดเหตุไม่คาดฝัน แล้วบริษัทมาช่วยเราจ่ายเงินหรือรับภาระค่าเสียหายแทนเรานั่นแหละค่ะ
อีกส่วน คือ เงินลงทุน ที่บริษัทเอาไปลงทุนในกองทุนต่าง ๆ ตามที่กรมธรรม์ระบุรายละเอียดเอาไว้ เช่น ลงทุนใน S&P500 ลงทุนในทองคำ เป็นต้น ซึ่งเมื่อเป็นการลงทุนในกองทุน มันจึง “ไม่การันตีผลตอบแทน” และเป็นส่วนที่บริษัทประกันไม่ต้องรับผิดชอบ อีกทั้งก่อนลงทุน ลูกค้ายังต้องเซ็นเอกสารยอมรับความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นจากการลงทุนเอาไว้ด้วย นั่นหมายความว่า ลูกค้าที่ซื้อ Unit Linked จะต้องยอมรับความเสี่ยงได้ว่าผลตอบแทนมีโอกาสทั้งทางบวกและทางลบ
เหตุที่บริษัทประกันไม่การันตีผลตอบแทน ก็เพราะนี่เป็นการลงทุนในกองทุนเหมือนที่เราลงทุนในกองทุนโดยตรง ซึ่งผลตอบแทนจากการลงทุนขึ้นกับสภาวะตลาด ปัจจัยที่เกี่ยวข้องต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นการเมือง เศรษฐกิจ นโยบายของบริษัทที่ไปลงทุน ราคาน้ำมัน ทองคำ ดีมานต์ซัพพลาย และอื่น ๆ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเหตุการณ์ที่บริษัทประกันไม่สามารถควบคุมได้ และผู้จัดการกองทุนทำหน้าที่ในการบริหารการลงทุนให้ได้ผลตอบแทนตามนโยบายการลงทุนที่ระบุไว้
โดยสรุปก็คือ กองทุนทำหน้าที่สร้างผลตอบแทนจากการลงทุน ส่วนประกันทำหน้าที่โอนความเสี่ยงเมื่อเกิดเหตุไม่คาดฝัน แม้จะอยู่ในผลิตภัณฑ์เดียวกัน แต่หน้าที่ของทั้งสองส่วนแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง
ถ้าอย่างนั้น Unit Linked จะเหมาะกับใคร
- เหมาะกับคนที่ต้องการลงทุน และความคุ้มครองในระบบเดียวกัน
- เหมาะกับคนที่ต้องการลงทุนอย่างมีวินัย โดยให้ระบบตัดเงินอัตโนมัติ(หรือจ่ายเบี้ยประกันแต่ละรอบโดยอัตโนมัติ)
- เหมาะกับคนที่ต้องการส่งต่อผลประโยชน์จากการลงทุนให้แก่ผู้รับผลประโยชน์ตามกรมธรรม์
แม้ Unit Linked จะรวมเอากรมธรรม์ประกันชีวิตและหน่วยลงทุนมาไว้ในผลิตภัณฑ์เดียว แต่ทั้งสองส่วนก็ทำหน้าที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน กองทุนทำหน้าที่สร้างสินทรัพย์ ขณะที่ประกันทำหน้าที่ในการโอนความเสี่ยง การเข้าใจความแตกต่างและลักษณะของแต่ละผลิตภัณฑ์ คือก้าวแรกของการเลือกผลิตภัณฑ์ทางการเงินให้เหมาะกับเป้าหมายของตนเอง
และเหมือนเดิม…. “การลงทุนมีความเสี่ยง” ก่อนที่จะซื้อ Unit Linked ก็ต้องดูว่าบริษัทนำเงินไปลงทุนในกองทุนชนิดใด ให้ผลตอบแทนแบบใด แล้วคราวหน้า เราจะมาคุยลงรายละเอียดกันว่า ระหว่างซื้อ Unit Linked กับลงทุนในกองทุนโดยตรง มีองค์ประกอบไหนที่แตกต่างกันบ้าง และถ้าหากเราเลียนแบบการลงทุน Unit Linked ด้วยตนเอง จะคุ้มค่าหรือไม่
ขอให้ลงทุนอย่างมีความสุข
ติดตามคอลัมน์ “เงินรอบโลก” ได้ทางมิติหุ้น แล้วพบกันค่ะ
========================
Did You Know?
COI = Cost Of Insurance คือราคาที่ผู้เอาประกันจ่ายเพื่อโอนภาระความเสี่ยงให้บริษัทประกันเป็นผู้รับผิดชอบตามเงื่อนไขของกรมธรรม์ ยกตัวอย่างเช่น ทุนประกัน 10 ล้านบาท เราจ่ายเบี้ยปีแรก 1 ล้านบาท หากเราเสียชีวิตหลังจากนั้น ผู้รับผลประโยชน์จะได้เงิน 10 ล้านบาท ดังนั้น เงิน 1 ล้านบาทที่เราจ่ายไป คือ COI ที่เราจ่ายเพื่อซื้อ “ภาระผูกพันที่บริษัทประกันจะต้องจ่ายเมื่อเกิดเหตุตามสัญญา”
ติดตามช่องทางมิติหุ้นเพื่อรับข่าวสารตลาดทุนได้ตามลิงค์ด้านล่าง
Web : https://www.mitihoon.com/
Facebook : https://www.facebook.com/mitihoon
Youtube : https://www.youtube.com/@mitihoonofficial7770
Tiktok : www.tiktok.com/@mitihoon

































