
มิติหุ้น – ครั้งที่แล้ว คุยกันเรื่องประกันควบการลงทุน หรือ Unit Linked ไปแล้วเบื้องต้น สรุปได้ว่า Unit Linked เป็นทั้งประกันและการลงทุนที่รวมมาอยู่ในผลิตภัณฑ์เดียวกัน มีความเสี่ยงเหมือนการซื้อกองทุน เพราะ Unit Linked ก็มีการนำเงินไปลงทุนในกองทุนรวมเช่นกัน แตกต่างกันตรงที่เงินลงทุนที่เราจ่ายเป็นเบี้ยประกันไปนั้น ไม่ได้นำไปลงทุนทั้งก้อน แต่เป็นเงินที่เหลือจากการหักค่าความคุ้มครอง และค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องออกไปแล้ว
เลยมีคนถามว่า แล้วถ้าวางแผนลงทุนเอง โดยให้มีองค์ประกอบเหมือนกับ Unit Linked จะเหมือนหรือแตกต่างจากการซื้อ Unit Linked อย่างไร และอะไรดีกว่า?
งั้นทบทวนกันอีกรอบก่อนว่า Unit Linked คือ ประกัน + การลงทุน
ประกันเป็นความคุ้มครอง ที่เราจ่ายค่าเบี้ยประกันไว้ เพื่อให้บริษัทประกันจ่ายเงินชดเชย หรือลดภาระค่าใช้จ่ายให้เราหากเกิดเหตุการณ์ต่าง ๆ ตามที่ระบุไว้ในกรมธรรม์
ส่วนการลงทุน คือการนำเงินที่เราจ่ายให้บริษัทไว้ ไปลงทุนในกองทุนต่าง ๆ ที่อยู่ในขอบเขตที่กรมธรรม์กำหนด บางที่อาจอนุญาตให้สับเปลี่ยนกองทุนที่ไปลงทุนได้ บางที่เป็น fixed term หรือมีการกำหนดระยะเวลาลงทุน ขึ้นกับรายละเอียดที่ระบุในกรมธรรม์นั้น ๆ
ข้อดีก็คือ เราจ่ายเงินครั้งเดียว ครอบคลุมทั้งความคุ้มครอง ค่าใช้จ่าย และการนำเงินไปลงทุน ซึ่งถ้าเราต้องการลงทุนเพิ่ม อาจจะต้องดูรายละเอียดที่ระบุไว้ในกรมธรรม์ เช่น เพิ่มเบี้ย ซื้อกรมธรรม์เพิ่มเติม หรืออย่างอื่น ตามเงื่อนไขที่บริษัทประกันกำหนด
นอกจากนี้ ยังช่วยในเรื่องของวินัยในการลงทุน เพราะเราจ่ายเบี้ยประกันทุกปี ตามระยะเวลาที่กรมธรรม์ระบุไว้ ทำให้มีการลงทุนอย่างสม่ำเสมอ นอกจากนี้ บริษัทประกันยังเป็น “ผู้จัดการเงินทุน” บริษัทประกันทำหน้าที่เป็นผู้ให้บริการและจัดเตรียมกองทุนที่สามารถเลือกลงทุนได้ ขณะที่ผู้เอาประกันสามารถเลือกหรือสับเปลี่ยนกองทุนได้ตามเงื่อนไขของกรมธรรม์ เราจึงเหมือนกับมี “ผู้ช่วยส่วนตัว” ที่คอยดูแลเรื่องการลงทุนให้เรา
ที่สำคัญ หัวใจของผลิตภัณฑ์ Unit Linked อย่างหนึ่งก็คือ พอเป็นเรื่องของกรมธรรม์แล้ว เรายังสามารถส่งต่อผลตอบแทนจากการลงทุนนั้นให้กับผู้รับผลประโยชน์ได้ในคราวเดียว ตามเงื่อนไขที่ระบุในกรมธรรม์
ส่วนข้อเสีย คือ บางครั้งหากไม่ได้พิจารณาเรื่ององค์ประกอบของผลิตภัณฑ์ หรือตัวแทนไม่มีความรู้ในเรื่องการลงทุน หรือไม่ได้เข้าใจองค์ประกอบของผลิตภัณฑ์ได้ดีพอ ก็อาจทำให้นักลงทุนหรือลูกค้าไม่เข้าใจผลิตภัณฑ์หรือเข้าใจแบบผิด ๆ ไปได้ นอกจากนี้ การปรับเปลี่ยนเงินลงทุนไปยังกองทุนที่เราต้องการ ก็อาจจะมีความยืดหยุ่นน้อยกว่า
แต่ถ้าหากเราลงทุนเอง โดย Copy โครงสร้างผลิตภัณฑ์นี้มา สิ่งที่เราจะต้องทำก็คือ
1) ซื้อประกันชีวิต ซึ่งส่วนมากเมื่อแยกออกจากกันแล้ว เบี้ยที่ต้องจ่ายอาจแตกต่างจาก Unit Linked ขึ้นอยู่กับอายุ สุขภาพ ความคุ้มครอง และรูปแบบกรมธรรม์
2) ซื้อกองทุน ซึ่งเราจะต้องมาเลือกกองทุนเอง พิจารณาปัจจัยต่าง ๆ เอาเอง และหากต้องการลงทุนทีละจำนวนน้อย ๆ อาจไม่คุ้มค่าการบริหาร หรือไม่คุ้มค่าใช้จ่าย (เหตุเพราะถ้าเป็นประกัน ค่าใช้จ่ายส่วนนี้อาจจะถัว ๆ กันไปได้ จากการที่นำเงินลงทุนมาจากลูกค้าหลายรายรวมกัน)
ข้อดีของการลงทุนเอง ก็คือ เราสามารถเลือกความคุ้มครองได้ตามใจเรามากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นจำนวนวงเงินคุ้มครอง เบี้ยที่จะจ่าย หรือแม้แต่เงื่อนไขความคุ้มครองที่ Unit Linked อาจไม่ครอบคลุม
นอกจากนี้ ยังสามารถที่จะปรับเปลี่ยนได้ดั่งใจ การซื้อขายกองทุนที่ต้องการมีความ flexible มากกว่า เลือกได้มากกว่า แต่ก็แลกมาด้วยการที่เราจะต้องใช้เวลาในการเลือกเอง ดูเอง รับความเสี่ยงเองทั้งหมดด้วย
| Unit Linked | ลงทุนเอง | |
| โครงสร้างผลิตภัณฑ์ | รวมความคุ้มครอง + การลงทุนไว้ในผลิตภัณฑ์เดียว | แยกผลิตภัณฑ์ชัดเจน |
| การจัดพอร์ต | มีบริษัทประกันเป็นผู้คัดเลือกกองทุนให้ ผู้ซื้อประกันเลือกกองทุนเองตามที่กรมธรรม์กำหนด | ต้องบริหารจัดการพอร์ตเอง ผ่านบริษัทประกันที่ดูแลเรื่องกรมธรรม์ และบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนที่ดูแลเรื่องการลงทุน |
| ผลิตภัณฑ์ที่ลงทุน | ประกัน & กองทุน | ประกัน & กองทุน |
| จำนวนเงินลงทุนในกองทุน | เงินลงทุนหลังหักค่าความคุ้มครองและค่าใช้จ่ายออกแล้ว | เงินลงทุนเท่ากับทั้งจำนวนที่จ่าย |
| การส่งต่อผลประโยชน์ | ส่งต่อผลประโยชน์ได้ในคราวเดียว ตามเงื่อนไขในกรมธรรม์ | ส่งต่อผลประโยชน์ได้ แต่ต้องแยกดำเนินการตามแต่ละผลิตภัณฑ์ และอาจมีความยุ่งยากมากขึ้นหากเจ้าของทรัพย์สินเสียชีวิต |
| ความยืดหยุ่นในการลงทุน | ความยืดหยุ่นต่ำ อาจปรับการลงทุนได้บ้างตามที่กรมธรรม์กำหนด | ความยืดหยุ่นสูง ปรับเปลี่ยนได้ตามใจ |
| วินัยในการลงทุน | สร้างวินัยในการลงทุนจากการที่ต้องชำระเบี้ยตามรอบ | วินัยในการลงทุนต้องสร้างด้วยตัวเอง มอนิเตอร์เอง |
ข้อเสียของการลงทุนเอง ก็คือเรื่องของการบริหารจัดการ ที่เราจะต้องดูแลเอง มอนิเตอร์เอง และคำนวณสัดส่วนการลงทุนเอง ซึ่งใช้เวลาค่อนข้างมากและต้องพิจารณาปัจจัยการลงทุนต่าง ๆ ด้วยตนเอง รวมทั้งค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ที่จะต้องจ่าย เช่น Management Fee ของกองทุน
สรุปแล้วก็คือ ทั้งสองวิธีสามารถทำได้ ไม่ว่าจะเป็นการลงทุนผ่าน Unit Linked หรือลงทุนกองทุนด้วยตนเอง ความเสี่ยงของการลงทุนขึ้นอยู่กับสินทรัพย์ที่กองทุนเลือกลงทุนเป็นสำคัญ ไม่ใช่ว่าลงทุนผ่าน Unit Linked หรือผ่านกองทุนรวมโดยตรง อาจจะมีความต่างในรายละเอียดเรื่องค่าใช้จ่าย และการส่งต่อผลประโยชน์ไปยังผู้รับผลประโยชน์ โดยเฉพาะในกรณีที่เกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน ทั้งนี้ ด้วยปัจจัยดังกล่าว จึงทำให้การลงทุน Unit Linked อาจเกิดการขาดทุนได้ เหมือนกับการลงทุนในกองทุนทั่วไป อันเนื่องมาจากความเสี่ยงที่เกี่ยวข้อง เช่น สถานการณ์เศรษฐกิจโลก ปัจจัยเฉพาะอุตสาหกรรม ความผันผวนของสินทรัพย์ที่ไปลงทุน และอื่น ๆ
Unit Linked ในประเทศไทย อาจจะไม่ได้มีบริษัทประกันหลายเจ้ามากนัก หากเทียบกับจำนวนบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน ดังนั้น การเลือกลงทุน ควรเป็นการแบ่งสัดส่วนการลงทุนให้เหมาะสมกับความเสี่ยงที่ยอมรับได้ และความสะดวกของผู้ลงทุนเป็นหลัก ยกตัวอย่างเช่น ลงทุนใน Unit Linked 60% เพื่อรับความคุ้มครองที่มาด้วยกัน และลงทุนในกองทุนอื่น ๆ เพิ่มอีก 40% เพื่อบริหารผลตอบแทน เป็นต้น
หากมีเรื่องไหนที่นักลงทุนอยากเข้าใจเพิ่มเติม ก็สามารถทักมาบอกทางมิติหุ้นได้ ไม่ว่าจะเป็นทาง facebook หรือช่องทางต่าง ๆ ของมิติหุ้น สัปดาห์หน้าจะเอาเรื่องอะไรมาเล่าสู่กันฟัง อย่าลืมติดตามนะคะ
========================
Did You Know?
ผู้ถือกรมธรรม์ Unit Linked สามารถสับเปลี่ยนกองทุน (Switching) ได้ตามเงื่อนไขของกรมธรรม์ โดยไม่ต้องซื้อกรมธรรม์ใหม่ ทำให้สามารถปรับพอร์ตการลงทุนให้สอดคล้องกับเป้าหมายและภาวะตลาดได้ ขณะเดียวกัน ในประเทศไทย เบี้ยประกัน Unit Linked ยังคิดเป็นเพียงประมาณ 5% ของเบี้ยประกันชีวิตทั้งหมด สะท้อนว่าตลาดนี้ยังมีโอกาสเติบโตได้อีกมาก
ติดตามช่องทางมิติหุ้นเพื่อรับข่าวสารตลาดทุนได้ตามลิงค์ด้านล่าง
Web : https://www.mitihoon.com/
Facebook : https://www.facebook.com/mitihoon
Youtube : https://www.youtube.com/@mitihoonofficial7770
Tiktok : www.tiktok.com/@mitihoon

































