วันศุกร์ 18 กันยายน 2026

ศาลปกครองคืนความเป็นธรรม “ชญานี โปขันเงิน” ถูกกล่าวโทษ จาก ก.ล.ต.

 

มิติหุ้น –  โดย นางสาวชญานี โปขันเงิน ผู้บริหารบริษัทหลักทรัพย์ คิงส์ฟอร์ด จำกัด (มหาชน) ระบุ “มิติหุ้น” ว่า จากคำตัดสินของศาลปกครองสูงสุดยืนยันตามคำสั่งศาลชั้นต้นเพิกถอนคำสั่งลงโทษสำนักงาน ก.ล.ต. ออกมาเป็นการพิสูจณ์ถึงการกระทำที่ไม่ถูกต้องตามกระบวนการกฎหมาย ทำให้เกิดความสบายใจต่อไปนี้วิธีการกล่าวโทษมีการปรับระบบครั้งใหญ่ภายใต้มาตรฐานการร้องขอเอกสาร และพยานหลักฐานจนกว่าจะสิ้นสงสัย และยังหวังจะเป็นการยกระดับขององค์กรในการตรวจสอบให้มีความโปร่งใสและเป็นธรรมอีกด้วย

@ไทม์ไลน์คดีประวัติศาสตร์ “ ชญานี ชนะเด็ดขาด ก.ล.ต”

ช่วงปี 2553 บริษัท investment banking “ OSK” จากมาเลเซียสนใจอยากซื้อบริษัทหลักทรัพย์ในประเทศไทย ชญานี โปขันเงิน และชยันต์ อัคราทิตย์ ผู้บริหาร บล. แห่งหนึ่งในขณะนั้น ได้รับการติดต่อจาก ตัวแทน “OSK “ ในไทย ปัจจุบันดำรงตำแหน่ง เป็น CEO ของ บล.แห่งหนึ่ง ให้ช่วยหา บล.ที่อยากขาย

ทางบล. บีฟิท ซึ่งเป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ชื่อ “BSEC” ผู้ถือหุ้นใหญ่สนใจที่จะขายหุ้นที่ตัวเองถืออยู่ และชญานี- ชยันต์ รู้จักผู้ถือหุ้นใหญ่รายนี้   ตัวแทน “OSK” ในประเทศ ขอร้องให้ชญานี – ชยันต์ ติดต่อผู้ถือหุ้นใหญ่ “BSEC” ให้พบปะพูดคุยทำความรู้จักกับตัวแทน “OSK” ที่มาจากมาเลเซีย

ดังนั้นมีการนัดพบปะกันที่โรงแรมแห่งหนึ่ง โดยชยันต์ ไม่ได้ไปในวันนั้น การพูดคุยระหว่าง “OSK” และ ”BSEC” เป็นลักษณะการแนะนำตัว และพูดถึงเรื่องการซื้อขาย ในลักษณะทั่วๆไป เพราะ “ BSEC” เป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ การเปลี่ยนแปลงผู้ถือหุ้นต้องมีกระบวนการอีกมากมาย และเป็นครั้งเดียวที่ชญานีได้ร่วมพูดคุยกับทั้ง “OSK”และ “BSEC” ปี 2554 “OSK” ก็ได้ซื้อ ”BSEC” เปลี่ยนชื่อเป็น บล. “OSK”

@ถูกกล่าวหาบิดเบือนข้อมูล

ปี 2558 ชญานี- ชยันต์ ได้รับหนังสือจาก ก.ล.ต ขอให้เข้าไปให้ถ้อยคำในฐานะพยาน กรณี insider trading ให้เล่าเหตุการณ์ในวันแรกที่มีการนัดหมายกันระหว่าง “OSK“ กับ “BSEC” ซึ่งทั้งสองก็ให้ความร่วมมือกับ ก.ล.ต. เป็นอย่างดี เล่าเหตุการณ์ไปตามความเป็นจริงที่เกิดขึ้น จน ปี 2559 ก.ล.ต.ส่งหนังสือกล่าวหาทั้งสองคนว่าให้การบิดเบือนข้อมูลในวันแรกที่ “OSK” และ ”BSEC” พบกันเพื่อช่วยเหลือบุคคลที่ ก.ล.ต. กล่าวโทษ

ทั้งสองคนทำหนังสือชี้แจงว่าให้การตามความจริง ตามความทรงจำที่จำได้เพราะเวลาผ่านมาถึง 5 ปีแล้ว รวมทั้งขอดูพยานหลักฐานที่ ก.ล.ต. อ้างว่าเป็นพยานหลักฐานสำคัญที่ขัดแย้งกับที่ทั้งคู่ให้ถ้อยคำไว้กับ ก.ล.ต.ทั้งขอทราบชื่อคณะกรรมการวินัย ที่จะเป็นผู้พิจารณาทั้งสองคนในกรณีนี้  เป็นเวลาหลายเดือนกว่าที่ ก.ล.ต.จะให้ทั้งสองเข้าไปดู พยานหลักฐานที่ ก.ล.ต. อ้างเป็นพยานหลักฐานสำคัญและเมื่อเข้าไปดูพบว่าเป็น คล้ายเศษกระดาษที่การพิมพ์ไม่คมชัดตัวหนังสือเลอะเลือน จนดูไม่ออกว่าเป็นเอกสารจริงหรือปลอม รวมทั้ง ก.ล.ต. ไม่ให้จดบันทึก ถ่ายรูปหรือทำสำเนาของหลักฐานที่ ก.ล.ต. อ้างเป็นหลักฐานสำคัญ

โดย “ชญานี  และ ชยันต์ ” ได้โต้แย้งว่าพยานหลักฐานของ ก.ล.ต ว่า มีลักษณะที่ไม่น่าเชื่อถือขอให้นำส่งพยานหลักฐานที่เป็นไปตาม นิติวิทยาศาสตร์และเนื่องจากโครงสร้างของคณะกรรมการวินัยของ ก.ล.ต. มีที่มาจากบุคคลที่อยู่ในกลุ่มก้อนเดียวกัน โดยมาจากสมาคมบริษัทหลักทรัพย์ไทย สมาคมนักลงทุนไทย บางคนอาจเป็นกรรมการของคณะกรรมการกำกับตลาดทุนของ ก.ล.ต. ซึ่งก็หมายถึง เป็นบุคลากรของ ก.ล.ต. จึงคล้ายว่า ก.ล.ต. ชงเองเล่นเอง และมีทั้งที่เป็นผู้บริหารของตลาดหลักทรัพย์ซึ่งเป็นหน่วยงานภายใต้การควบคุมของ ก.ล.ต. และอาจเป็นคู่ขัดแย้งกันมาก่อน ทั้งคู่จึงขอคัดค้านคณะกรรมการทั้งคณะ เพราะ ก.ล.ต. ไม่ยอมส่งรายชื่อกรรมการเพื่อให้ตรวจสอบดูว่ามีใครบ้างที่อาจเป็นคู่ขัดแย้ง หรืออาจไม่เป็นกลาง ตามที่กฏหมายกำหนดให้ทำ

@ต่อสู้พิสูจณ์ความจริงศาลปกครอง

กระทั่ง สิงหาคม 2560 ก.ล.ต.ได้ส่งหนังสือแจ้งการลงโทษมายังทั้งสองคน โดยให้พักการปฏิบัติหน้าที่เป็นบุคลากรในตลาดทุนเป็นเวลาหนึ่งปี ทำให้ “ชญานี -ชยันต์”  ยื่นฟ้องต่อศาลปกครองกลางให้เพิกถอนคำสั่งลงโทษของ ก.ล.ต. เพราะพิจารณาว่า เป็นการตัดสินลงโทษโดยที่ทั้งสองคนไม่ได้เห็นพยานหลักฐานที่ใช้เพื่อกล่าวโทษเพียงพอ และคณะกรรมการวินัยที่เป็นผู้ตัดสินน่าจะไม่เป็นกลาง

โดยหลักฐานที่ ก.ล.ต.ส่งเข้าไปยังศาล อ้างว่าเป็นพยานหลักฐานสำคัญที่ใช้ลงโทษคืออีเมลพูดคุยกันของบุคคล 2 คน แล้วส่งต่อมายังชยันต์ จากบุคคลใดก็ไม่สามารถทราบได้เพราะ ก.ล.ต.ปกปิดชื่อผู้รับผู้ส่ง แต่ภายหลังชยันต์ ได้ทำการตรวจสอบการขอใช้บริการตาม email address ที่ ก.ล.ต.อ้างว่าเป็นของชยันต์ พบว่า ผู้ให้บริการ email address ดังกล่าว ยืนยันว่า ณ เวลา ที่ ก.ล.ต.อ้างว่าชยันต์ ได้รับอีเมลนั้น ชยันต์ ยังไม่ได้เปิดใช้บริการกับผู้ให้บริการตาม email address ดังกล่าว

ด้าน “ชญานี – ชยันต์” ร้องต่อคณะกรรมการข้อมูลข่าวสารของทางราชการ ให้เปิดเผยชื่อผู้จัดทำอีเมลที่ส่งต่อให้กับชยันต์ แต่ ก.ล.ต. คัดค้าน อ้างว่าอาจจะเป็นอันตรายกับชีวิตของผู้จัดทำอีเมลคนนั้น พร้อมฟ้องร้องเลขาธิการ ก.ล.ต.ในขณะนั้น เป็นคดีอาญาตามมาตรา 157 แต่ศาลพิพากษาว่าการลงนามในหนังสือคำสั่งลงโทษของเลขาธิการ ก.ล.ต. เป็นการลงนามในฐานะงานธุรการ

โดยก.ล.ต. ส่งหลักฐานที่เป็นอีเมลที่อ้างเป็นหลักฐานสำคัญเข้าศาล ชญานี- ชยันต์ ให้ผู้เชี่ยวชาญทางด้าน IT forensics ตรวจสอบ และได้ให้ความเห็นว่า หลักฐานไม่น่าเชื่อถือ เพราะบาง email address ยังไม่เคยถูกเปิดใช้ และการจัดเก็บพยานหลักฐานทางดิจิตัลไม่ได้มาตรฐานสากล เป็นต้น

@ศาลปกครองสูงสุดพิพากษาสิ้นสุด

กระทั่ง  31 มีนาคม 2563 ศาลปกครองกลางพิพากษาให้ ก.ล.ต.เพิกถอนคำสั่งการลงโทษทั้งสองคน เนื่องจากพิจารณาว่าเป็นคำสั่งลงโทษที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย  ทั้งสองคนได้ส่งหนังสือให้ ก.ล.ต. ลบการโฆษณาคำสั่งลงโทษ ออกจากเว็บไซต์ของ ก.ล.ต. แต่ ก.ล.ต. ยืนยันว่า ตนได้ยื่นอุทธรณ์กับศาลปกครองสูงสุด ทำให้คำสั่งลงโทษยังมีผลอยู่

ทั้งนี้ “ชญานี – ชยันต์ ” ฟ้องศาลแพ่งเรียกค่าเสียหายจาก คณะกรรมการวินัย ฐานไม่ปฏิบัติหน้าที่ในการพิจารณาพยานหลักฐานว่า เป็นหลักฐานที่เป็นจริงและชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ แต่เนื่องจาก การฟ้องร้องดำเนินคดีเรียกค่าเสียหายนี้ต้องฟ้องกับหน่วยงานรัฐภายในหนึ่งปี และขาดอายุความไปแล้ว  ซึ่ง ชยันต์ ฟ้องดำเนินคดีกับเจ้าพนักงานเพื่อดำเนินคดีกับผู้จัดทำพยานหลักฐานที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย แต่กระบวนการ การดำเนินคดีเป็นไปโดยล่าช้า และท้ายสุดอัยการสั่งไม่ฟ้อง และคดีหมดอายุความ จนชยันต์ไม่สามารถฟ้องร้องเองโดยตรงได้ เมื่อ 15 กันยายน 2569 ศาลปกครองสูงสุดมีคำพิพากษาให้เพิกถอนคำสั่งลงโทษของ ก.ล.ต.ที่ลงโทษชญานี โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์โทษตัดสินให้มีการลงโทษ

 

ติดตามช่องทางมิติหุ้นเพื่อรับข่าวสารตลาดทุนได้ตามลิงค์ด้านล่าง

Web : https://www.mitihoon.com/
Facebook : https://www.facebook.com/mitihoon
Youtube : https://www.youtube.com/@mitihoonofficial7770
Tiktok : www.tiktok.com/@mitihoon