
มิติหุ้น – บล.เอเซีย พลัส (ASPS) ชี้ มรสุมฮอร์มุซกดดันน้ำมันพุ่งทะลุ 102 ดอลลาร์ ดัน Bond Yield สูงสวนทางส่งออกเกาหลีใต้ทุบสถิติ ชู 5 หุ้นเด่นรับมือตลาดผันผวน
บล.เอเซีย พลัส ประเมินทิศทางตลาดทุนโลกและตลาดหุ้นไทย ภายใต้สภาวะความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลางที่ทวีความร้อนแรงอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบโลกขยับตัวพุ่งสูงขึ้นและเป็นตัวเร่งความเสี่ยงด้านอัตราเงินเฟ้อ ขณะที่ผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลปรับตัวสูงขึ้นกดดันประมาณการมูลค่าหุ้นทั่วโลก อย่างไรก็ดี ภาคอุตสาหกรรมเทคโนโลยีและเซมิคอนดักเตอร์ยังคงโชว์ความแข็งแกร่ง นำโดยยอดส่งออกเกาหลีใต้ที่ทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ พร้อมแนะนำกลยุทธ์การลงทุนเน้นเพิ่มสัดส่วนเงินสดและคัดสรรหุ้นเด่นประจำวันรับมือความผันผวน
เกาะติดทิศทางเศรษฐกิจโลกและนวัตกรรมเทคโนโลยีสากล บรรยากาศการลงทุนในตลาดการเงินโลกกำลังเผชิญกับการคานอำนาจระหว่างปัจจัยกดดันด้านการเมืองระดับโลกกับความแข็งแกร่งของภาคอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง โดยมีประเด็นสำคัญที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิดดังนี้:
- ความตึงเครียดสหรัฐฯ-อิหร่านเร่งราคาน้ำมันดิบทะลุ 102 ดอลลาร์: สถานการณ์ในอ่าวเปอร์เซียสุ่มเสี่ยงยกระดับความรุนแรงขึ้น หลังมีรายงานว่ากระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ (Pentagon) เตรียมพร้อมส่งเรือบรรทุกเครื่องบินเพิ่มเติมอีก 1 ลำพร้อมกำลังพลนาวิกโยธินกว่า 10,000 นาย เข้าสู่พื้นที่ หากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ตัดสินใจยกระดับการปฏิบัติต่างๆ ต่ออิหร่าน ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบ Brent ปรับตัวพุ่งขึ้นแตะระดับ 102.3 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล สร้างแรงกดดันต่ออัตราเงินเฟ้อโลกและวัฏจักรการขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารกลางหลัก
- เงินเฟ้อยุโรปเร่งตัวเกินคาดส่งสัญญาณ ECB คงดอกเบี้ยสูง: อัตราเงินเฟ้อในภูมิภาคยุโรปเดือนกันยายนออกมาสูงกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ในหลายประเทศหลัก อาทิ ฝรั่งเศส (3.0% YoY), สเปน (4.9% YoY), อิตาลี (4.1% YoY) และเยอรมนี (3.3% YoY) ส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อรวมของยูโรโซนมีแนวโน้มขยับขึ้นสู่ 3.7% YoY สะท้อนว่าแรงกดดันด้านราคายังไม่คลี่คลาย และอาจกดดันให้ธนาคารกลางยุโรป (ECB) ต้องดำเนินนโยบายการเงินเข้มงวดนานกว่าที่คาด
- สหรัฐฯ จ่อคุม Optical Transceivers จีน หนุนกลุ่ม Photonics: สหรัฐฯ มีแผนจะบังคับใช้มาตรการข้อจำกัดการนำเข้าโมดูลรับส่งสัญญาณแสง (Optical Transceivers) จากประเทศจีน ซึ่งเป็นชิ้นส่วนสำคัญในระบบโครงข่ายไฟเบอร์ออปติกของ Data Center ปัจจัยดังกล่าวส่งผลบวกโดยตรงต่อหุ้นกลุ่ม Photonics ของสหรัฐฯ อาทิ Coherent (+11%) และ Lumentum (+7%) หนุนแรงเก็งกำไรผ่าน DR: LITE80 และ DR: COHR23
- ส่งออกเกาหลีใต้ทุบสถิติใหม่ 1.2 แสนล้านดอลลาร์ ยืนยัน Memory Cycle ยังไม่พีค: เกาหลีใต้รายงานยอดส่งออกเดือนกันยายนพุ่งแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 1.20 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ (+84% YoY และ +23% MoM) โดยได้แรงหนุนหลักจากยอดส่งออกชิปเซมิคอนดักเตอร์ โดยเฉพาะชิปหน่วยความจำ DRAM, NAND และ HBM จากค่าย Samsung Electronics และ SK Hynix ยืนยันว่าวัฏจักรชิปความจำยังคงเติบโตแข็งแกร่ง แนะนำเก็งกำไรผ่าน DR: MICRON01 และ DR: SNDK80
เจาะลึกความเคลื่อนไหวเศรษฐกิจและทิศทางตลาดทุนไทย สำหรับสถานการณ์ภายในประเทศ ตลาดหุ้นไทยและทิศทางฟันด์โฟลว์กำลังเผชิญแรงกดดันจากทั้งปัจจัยอัตราดอกเบี้ยต่างประเทศและภัยธรรมชาติในประเทศ:
- Bond Yield โลกพุ่งกดดัน Valuation และเร่งเงินบาทอ่อนค่า: อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอายุ 10 ปีทั่วโลกปรับตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว 20–150 bps ในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา ตามความเสี่ยงด้านพลังงานและเงินเฟ้อ ส่งผลให้ส่วนต่างผลตอบแทนตลาดหุ้นเทียบพันธบัตร (MEYG) ของไทยลดลงเหลือ 3.7% (จาก 5.3% ช่วงต้นปี) ลดความน่าสนใจของสินทรัพย์เสี่ยง นอกจากนี้ ดัชนีดอลลาร์ที่แข็งค่าตามทิศทางดอกเบี้ยเฟด ได้กดดันให้เงินบาทมีแนวโน้มอ่อนค่าสู่กรอบ 35–37 บาทต่อดอลลาร์
- ฟันด์โฟลว์ต่างชาติไหลออกซ้ำเติมด้วยปัจจัยอุทกภัย: กระแสเงินทุนต่างชาติ (Foreign Fund Flow) ขายสุทธิกระจายตัวในหลายตลาดหุ้นเอเชีย โดยตลาดหุ้นไทยเผชิญแรงกดดันเพิ่มเติมจากสถานการณ์น้ำท่วมในหลายพื้นที่ ส่งผลให้มูลค่าการขายสุทธิของนักลงทุนต่างชาติปรับตัวขึ้นแตะ 771 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งสูงกว่าประเทศเพื่อนบ้านที่มีขนาดตลาดใกล้เคียงกัน
- เปิดโผ 3 กลุ่มอุตสาหกรรมรับอานิสงส์เงินบาทอ่อนค่า: สภาวะเงินบาทอ่อนค่ากลายเป็นปัจจัยหนุนเชิงบวกต่อผลประกอบการของ 3 กลุ่มธุรกิจหลัก ได้แก่ 1) กลุ่มส่งออก: ได้ประโยชน์จากรายได้รูปดอลลาร์ (TU, ITC, CPF) 2) กลุ่มการแพทย์: รับอานิสงส์รายได้คนไข้ต่างชาติ (BH, BDMS, BCH, PR9) และ 3) กลุ่มท่องเที่ยว: ดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้าประเทศ (AOT, CENTEL)
เปิดโผกลุ่มอุตสาหกรรมรับอานิสงส์และกลยุทธ์การลงทุน ฝ่ายวิจัยฯ ประเมินว่าภายใต้ภาวะที่ Bond Yield ปรับตัวขึ้นจนกดดัน Valuation ของตลาดหุ้น แนะนำให้นักลงทุนปรับเปลี่ยนกลยุทธ์มาเน้นการบริหารความเสี่ยงด้วยการ “เพิ่มสัดส่วนการถือเงินสดเป็น 30% – 40% ของพอร์ต” เพื่อรอจังหวะสะสมหุ้นพื้นฐานดีเมื่อตลาดปรับฐาน พร้อมเลือกลงทุนอย่างพิถีพิถัน (Selective Buy) ในกลุ่มอุตสาหกรรมที่มีปัจจัยบวกเฉพาะตัว ได้แก่:
- กลุ่มเทคโนโลยีและฮาร์ดแวร์ไอทีระดับโลก: หุ้นที่ได้ประโยชน์จากงบลงทุน CapEx ชิปความจำ และอุปกรณ์ Photonics
- กลุ่มธุรกิจที่ได้ประโยชน์จากเงินบาทอ่อนค่า: โรงพยาบาลรับคนไข้ต่างชาติตามฤดูกาล และผู้ส่งออกอาหาร/อิเล็กทรอนิกส์
- กลุ่มรับเหมาก่อสร้างและวัสดุก่อสร้าง: ได้รับอานิสงส์จากการเดินหน้าเร่งเบิกจ่ายโครงการโครงสร้างพื้นฐานภาครัฐในไตรมาส 3 และ 4
แนะนำหุ้นเด่นและทิศทางเทคนิคประจำวัน
- AMAT01 : ได้รับปัจจัยบวกจากการที่ Micron ประกาศเพิ่มงบลงทุน CapEx ส่งผลให้ความต้องการสั่งซื้อเครื่องจักรผลิตเซมิคอนดักเตอร์ปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ (แนวรับ 4.94 บาท / แนวต้าน 5.20 บาท / จุดตัดขาดทุน 4.86 บาท)
- MRVL06 : ได้รับ Sentiment เชิงบวกจากงาน Investor Day ในสัปดาห์หน้า ซึ่งคาดว่าบริษัทจะทำการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่พร้อมแสดงทิศทางผลการดำเนินงานที่เติบโตแกร่ง (แนวรับ 8.85 บาท / แนวต้าน 10.00 บาท / จุดตัดขาดทุน 8.35 บาท)
- KCE : คาดการณ์กำไรช่วงไตรมาส 3 ถึงไตรมาส 4 มีแนวโน้มฟื้นตัวขึ้นทั้ง QoQ และ YoY โดยได้รับอานิสงส์โดยตรงจากปัญหาการขาดแคลนแผ่นวงจรอิเล็กทรอนิกส์ (PCB) ทั่วโลก (แนวรับ 75.50 บาท / แนวต้าน 80.50 บาท / จุดตัดขาดทุน 73.25 บาท)
- SCC : ตลาดตอบรับเชิงบวกต่อการตัดสินใจไม่รวม (Consolidate) ธุรกิจโอเลฟินส์ ซึ่งช่วยลดภาระผลขาดทุน และคาดว่าจะเกิดประโยชน์จากการทำงานร่วมกัน (Synergy) กับ PTTGC ในระยะยาว (แนวรับ 242.00 บาท / แนวต้าน 260.00 บาท / จุดตัดขาดทุน 230.00 บาท)
- CK : ได้รับอานิสงส์จากการเดินหน้าเร่งประมูลและก่อสร้างโครงการภาครัฐอย่างต่อเนื่อง คาดการณ์ผลประกอบการงวดไตรมาส 3 จะเป็นจุดสูงสุด (Peak) ของปีนี้ (แนวรับ 18.20 บาท / แนวต้าน 19.30 บาท / จุดตัดขาดทุน 17.80 บาท)
ติดตามช่องทางมิติหุ้นเพื่อรับข่าวสารตลาดทุนได้ตามลิงค์ด้านล่าง
Web : https://www.mitihoon.com/
Facebook : https://www.facebook.com/mitihoon
Youtube : https://www.youtube.com/@mitihoonofficial7770
Tiktok : www.tiktok.com/@mitihoon































