
มิติหุ้น – บล.เอเซีย พลัส ชี้ตัวเลขจ้างงานสหรัฐฯ ชะลอแรงหนุนเฟดชะลอขึ้นดอกเบี้
บล.เอเซีย พลัส ประเมินทิศทางตลาดทุนโลกและตลาดหุ้นไทย หลังตลาดหุ้นสากลดีดตัวขานรับตัวเลขการจ้างงานนอกภาคการเกษตรของสหรัฐฯ เดือนกันยายนที่ชะลอตัวลงอย่างเห็นได้ชัด ส่งผลให้แรงกดดันด้านเงินเฟ้อฝั่งอุปสงค์ปรับตัวลดลง และเพิ่มโอกาสให้ธนาคารกลางสหรัฐฯ (FED) เว้นช่วงการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุมเดือนตุลาคมนี้ อย่างไรก็ดี ตลาดหุ้นไทยยังคงเผชิญปัจจัยกดดันรอบด้าน ทั้งจากแรงขายสุทธิของนักลงทุนต่างชาติที่เร่งตัวขึ้นทำสถิติสูงสุดของปี 2569 มูลค่ากว่า 2.68 หมื่นล้านบาทในสัปดาห์ที่ผ่านมา แรงกดดันจากอัตราเงินเฟ้อในประเทศที่มีแนวโน้มเร่งตัวขึ้นสู่ระดับ 3.0% YoY และภัยน้ำท่วมฉับพลันที่อาจบั่นทอนการเติบโตของเศรษฐกิจในไตรมาส 3 และ 4 จึงแนะนำกลยุทธ์การลงทุนแบบเน้นหุ้นที่มีปัจจัยบวกเฉพาะตัวและทนทานต่อความผันผวน
- เกาะติดทิศทางเศรษฐกิจโลกและนวัตกรรมเทคโนโลยีสากล
ตลาดการเงินโลกในฝั่งสหรัฐฯ และยุโรปปรับตัวเพิ่มขึ้นราว +0.5% ถึง +1.2% ขานรับสัญญาณการชะลอตัวของตลาดแรงงานสหรัฐฯ ประจำเดือนกุมภาพันธ์ 2569 โดยตัวเลขการจ้างงานนอกภาคการเกษตร (Nonfarm Payrolls) เพิ่มขึ้นเพียง 29,000 ตำแหน่ง ต่ำกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ที่ 90,000 ตำแหน่ง และชะลอลงจากเดือนก่อนหน้าที่ระดับ 133,000 ตำแหน่ง ขณะที่อัตราการว่างงานปรับตัวขึ้นสู่ระดับ 4.2% สูงกว่าคาดการณ์ที่ 4.1% สะท้อนถึงการสูญเสียโมเมนตัมในภาคแรงงาน นำโดยกลุ่มหน่วยงานรัฐบาลท้องถิ่น เทคโนโลยีสารสนเทศ บริการวิชาชีพ และกิจกรรมทางการเงิน ปัจจัยดังกล่าวนำไปสู่การคาดการณ์ผ่าน FedWatch Tool โดยตลาดเพิ่มน้ำหนักถึง 78% (จากเดิม 38%) ว่า FED จะตัดสินใจคงอัตราดอกเบี้ยในการประชุมรอบเดือนตุลาคมนี้
อย่างไรก็ตาม ตลาดการเงินโลกยังต้องติดตามความผันผวนจากราคาน้ำมันดิบที่เผชิญแรงดันจากความเสี่ยงเชิงภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลางที่ยืดเยื้อ แม้จะมีแรงกดดันด้านอุปทานเพิ่มขึ้นจากการที่กลุ่ม G7 เตรียมระบายน้ำมันดิบและดีเซลฉุกเฉินสูงสุด 100 ล้านบาร์เรลภายในระยะเวลา 4 เดือน ขณะเดียวกัน ตลาดพันธบัตรรัฐบาลในประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่ยังคงเห็น Bond Yield ปรับตัวสูงขึ้น โดยเฉพาะส่วนต่าง Bond Yield 10 ปีระหว่างฝรั่งเศสและเยอรมนีที่ขยายกว้างขึ้นแตะ 140 bps สะท้อนความกังวลต่อการชะลอตัวทางเศรษฐกิจ
ด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยีระดับโลก อีลอน มัสก์ (Elon Musk) ได้ยืนยันการหารือร่วมกับ TSMC ในการผลิตชิปประมวลผลสำหรับโรงงานระดับเมกะอย่าง “TeraFab” เพื่อผลิตชิป AI ปริมาณมหาศาลรองรับระบบนิเวศของบริษัท ทั้ง Tesla, SpaceX และ xAI โดยมี Intel ร่วมเป็นพันธมิตรในการสนับสนุนเทคโนโลยีการผลิต 14A ซึ่งการดึง TSMC เข้ามาร่วมเพิ่มจะเป็นปัจจัยบวกต่อกลุ่มผู้ผลิตเครื่องจักรเซมิคอนดักเตอร์ (Semi Equipment) ขณะที่บริษัท Marvell Technology (MRVL US) เตรียมจัดงาน Investor Day แบบเต็มรูปแบบในวันที่ 6 ตุลาคมนี้ เพื่อแถลงเป้าหมายการเติบโตจนถึงปี 2030 ดีลการผลิตชิปให้ Google และการเปิดตัวเทคโนโลยีใหม่อย่าง Optical DSP 2 นาโนเมตร
เจาะลึกความเคลื่อนไหวเศรษฐกิจและทิศทางตลาดทุนไทย
ในส่วนของเศรษฐกิจและตลาดทุนไทย กำลังเผชิญความท้าทายจากทิศทางนโยบายการเงินและปัจจัยธรรมชาติพร้อมกัน โดยนับตั้งแต่เกิดความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ธนาคารกลางส่วนใหญ่ทั่วโลกปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยตามทิศทางราคาน้ำมัน ขณะที่ คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ของไทยได้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงเหลือ 1.00% เนื่องจากเศรษฐกิจเติบโตต่ำกว่าประเทศเพื่อนบ้านและมีหนี้สาธารณะสูง อย่างไรก็ดี อัตราเงินเฟ้อเดือนกันยายน 2569 ที่คาดการณ์ว่าจะพุ่งแตะระดับ +3.0% YoY (เพิ่มขึ้นจาก +2.5% YoY ในเดือนก่อนหน้า) อาจกลายเป็นปัจจัยเร่งให้ กนง. ต้องกลับมาพิจารณาปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในอนาคต หากเงินเฟ้อยังทรงตัวอยู่ในระดับกรอบบนของเป้าหมายนานเกินไป
นอกจากนี้ ประเทศไทยยังต้องเผชิญกับเตือนภัยสภาพอากาศช่วงวันที่ 4–7 ตุลาคม 2569 จากฝนตกหนักและเสี่ยงน้ำท่วมฉับพลันในพื้นที่ไทยตอนบน โดยการประเมินเบื้องต้นกรณีน้ำท่วมขังราว 1 สัปดาห์ คาดว่าจะสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจราว 5,000 – 10,000 ล้านบาท และฉุดให้การเติบโตของ GDP ในไตรมาส 3/2569 ชะลอลงเหลือ 2.1% – 2.3% พร้อมส่งผลกระทบต่อเนื่องไปยังไตรมาส 4
สำหรับความเคลื่อนไหวของ Fund Flow นักลงทุนต่างชาติได้เร่งขายสุทธิหุ้นไทยในสัปดาห์ที่ผ่านมาสูงถึง 26,800 ล้านบาท (2.68 หมื่นล้านบาท) ซึ่งถือเป็นการขายสุทธิรายสัปดาห์ที่สูงที่สุดในรอบ 39 สัปดาห์ของปี 2569 สถิติชี้ชัดว่าในสัปดาห์ใดก็ตามที่ต่างชาติขายสุทธิเกิน 5,000 ล้านบาท ดัชนี SET Index จะปรับตัวลดลงเสมอทุกครั้ง (เกิดขึ้น 9 ครั้งในปีนี้ และ SET ปรับลงทั้ง 9 ครั้ง) ประกอบกับสัดส่วนการซื้อขายของต่างชาติที่หมุนเวียนสูงกว่า 60% ต่อวัน ทำให้ทิศทางเงินทุนต่างชาติตามการเคลื่อนไหวของ Bond Yield โลกยังคงเป็นปัจจัยชี้ขาดจังหวะการฟื้นตัวของ SET Index
เปิดโผกลุ่มอุตสาหกรรมรับอานิสงส์และกลยุทธ์การลงทุน จากการประเมินผลกระทบจากสถานการณ์น้ำท่วมฉับพลันต่อกลุ่มอุตสาหกรรมต่างๆ ได้จำแนกกลุ่มหุ้นออกเป็น 4 ระดับดังนี้:
- กลุ่มสวนกระแสน้ำ (ได้รับประโยชน์): กลุ่มวัสดุก่อสร้าง ที่ได้รับแรงหนุนจากการซ่อมแซมสิ่งปลูกสร้างและโครงสร้างพื้นฐานหลังน้ำลด
- กลุ่มยังพอได้แรงหนุน: กลุ่มค้าปลีก กลุ่มโรงพยาบาล และกลุ่มอาหาร จากความต้องการสินค้าอุปโภคบริโภคจำเป็น ยารักษาโรค และการดูแลสุขภาพ
- กลุ่มอยู่ในโซนเฝ้าระวัง: กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ กลุ่มโรงไฟฟ้า กลุ่มรับเหมาก่อสร้าง กลุ่มเกษตร และกลุ่มธนาคารพาณิชย์
- กลุ่มเริ่มถูกน้ำกด (ได้รับผลกระทบทางลบ): กลุ่มท่องเที่ยว กลุ่มพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ และกลุ่มเช่าซื้อ (Non-Bank) จากอุปสรรคในการเดินทางและการชะลอตัวของกำลังซื้อ
แนะนำหุ้นเด่นและทิศทางเทคนิคประจำวัน ภายใต้สภาวะตลาดที่มีความผันผวนสูงและต่างชาติเร่งขายสุทธิ ฝ่ายวิจัยฯ แนะนำกลยุทธ์การลงทุนโดยมุ่งเน้นหุ้นที่มีปัจจัยบวกเฉพาะตัว สามารถต้านทานความผันผวนได้ดี และได้ประโยชน์จากโครงสร้างผลประกอบการที่แข็งแกร่ง:
- CPALL : ได้รับแรงหนุนจากกำลังซื้อในกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภคและธุรกิจค้าปลีกที่มีความจำเป็นต่อชีวิตประจำวัน เหมาะเป็นหุ้นหลบภัยในช่วงที่ตลาดผันผวน
- THAI : หุ้น Recovery Play ที่ได้รับผลดีจากการฟื้นตัวของการเดินทางและจำนวนผู้โดยสารระหว่างประเทศอย่างต่อเนื่อง แม้ต้องเฝ้าระวังความผันผวนของต้นทุนน้ำมันดิบ
- BH : โดดเด่นด้วยคุณภาพกำไร (Earnings Quality) รายได้จากกลุ่มคนไข้ต่างชาติแข็งแกร่ง และได้รับประโยชน์โดยตรงจากเทรนด์การท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ (Medical Tourism)
ติดตามช่องทางมิติหุ้นเพื่อรับข่าวสารตลาดทุนได้ตามลิงค์ด้านล่าง
Web : https://www.mitihoon.com/
Facebook : https://www.facebook.com/mitihoon
Youtube : https://www.youtube.com/@mitihoonofficial7770
Tiktok : www.tiktok.com/@mitihoon


































