
BCP–VGI–MFC ถูกจับตา! แกะรอยเครือข่าย “เบน–ยิม” เงินข้ามชาติวนกลับซื้อหุ้นไทย จี้ ก.ล.ต.–โบรกเกอร์ ใครตรวจสอบเจ้าของเงินตัวจริง?
ตลาดหุ้นไทยสะเทือนอีกระลอกค่ะคุณขา! หลัง ก.ล.ต. ผนึก บก.ปอศ. เปิดปฏิบัติการตรวจสอบเครือข่ายต้องสงสัยฟอกเงินข้ามชาติ “เบนจามิน–ยิม” แกะรอยเส้นทางเงินผ่านธนาคารและกองทุนต่างประเทศหลายชั้น ก่อนย้อนกลับเข้ามาลงทุนในหุ้นบิ๊กแคปของไทย ท่ามกลางรายงานทรัพย์สินถูกอายัดมูลค่าราว 2.6 หมื่นล้านบาท เป็นมูลค่าหุ้น 1.6 หมื่นล้าน โดยมีชื่อหุ้น BCP–VGI–MFC ปรากฏในกระแสข่าวเกี่ยวกับการอายัดทรัพย์สิน แต่รายละเอียดการถือครองและมูลค่าหุ้นแต่ละรายการยังต้องตรวจสอบให้ชัดเจน
โดยที่ผ่านมา ก.ล.ต. ติดตามเรื่องนี้ตั้งแต่ปี 2567 โดยพบว่า บริษัท VGI ออกหุ้นเพิ่มทุนเสนอขายให้บุคคลในวงจำกัด (Private Placement หรือ PP) รวม 5,900 ล้านหุ้น มูลค่า 8,850 ล้านบาท จัดสรรให้กองทุนต่างประเทศ 3 กลุ่มกลุ่มแรกได้ 2,900 ล้านหุ้น กลุ่มที่สองได้ 2,200 ล้านหุ้น กลุ่มที่สามได้ 800 ล้านหุ้นเมื่อ ก.ล.ต. ประสานข้อมูลกับหน่วยงานกำกับดูแลในต่างประเทศ ก็พบว่า ผู้รับผลประโยชน์ที่แท้จริง (UBO) ของ 3 กองทุนนี้ เป็นคนกลุ่มเดียวกัน ภายใต้การวางแผนของผู้ต้องหารายหนึ่ง
ก.ล.ต. ระบุว่า กลุ่มนี้เข้าข่ายตกลงร่วมกันถือหลักทรัพย์ และใช้นอมินี โดยซ่อนตัวผ่านกองทุนต่างประเทศ เพื่อถือหุ้นรวมกันเกิน 25% ของสิทธิออกเสียงเจ๊เรย์บอกเลยว่าเรื่องนี้ไม่ใช่แค่คดีฟอกเงินธรรมดา แต่เป็นบททดสอบครั้งใหญ่ของระบบกำกับดูแลตลาดทุนไทย!
คำถามที่เจ๊เรย์อยากขยี้คือ เงินมหาศาลผ่านเข้าตลาดหุ้นไทยได้อย่างไร? หากพบการโยกเงินผ่านบัญชีธนาคาร บริษัท และกองทุนต่างประเทศหลายทอดจริง ใครคือผู้รับผลประโยชน์ที่แท้จริง หรือ Ultimate Beneficial Owner (UBO)? โบรกเกอร์ ธนาคาร และผู้รับฝากทรัพย์สินมีระบบตรวจสอบเข้มข้นเพียงพอหรือไม่? ที่สำคัญยังมีประเด็น Acting in Concert หรือการร่วมกันถือหุ้นเพื่อใช้อำนาจควบคุมกิจการ ซึ่งอาจเกี่ยวข้องกับการหลีกเลี่ยงเกณฑ์ Tender Offer และการรายงานการได้มาซึ่งหลักทรัพย์ หากข้อกล่าวหาได้รับการพิสูจน์ว่าเป็นจริง ย่อมกระทบสิทธิของผู้ถือหุ้นรายย่อยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้!
ส่วน BCP–VGI–MFC เจ๊เรย์ขอย้ำว่าต้องแยกบริษัทจดทะเบียนออกจากผู้ถือหุ้นให้ชัด! การที่หุ้นปรากฏในรายการอายัด ไม่ได้หมายความว่าบริษัทนั้นมีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำผิด แต่สิ่งที่นักลงทุนต้องได้รับคำตอบคือ หุ้นที่ถูกอายัดเป็นของใคร จำนวนเท่าไร คิดเป็นสัดส่วนกี่เปอร์เซ็นต์ และกระทบโครงสร้างผู้ถือหุ้นใหญ่หรืออำนาจควบคุมกิจการหรือไม่? เพราะหากมีหุ้นจำนวนมากถูกอายัดจริง ย่อมเกิดคำถามต่อสิทธิออกเสียงและแนวทางจัดการทรัพย์สินในอนาคต ซึ่งอาจส่งผลต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุน แม้ไม่ได้หมายความว่าจะมีแรงขายหุ้นเข้าสู่ตลาดทันที
เจ๊เรย์ขอฝากถึง ก.ล.ต. ปปง. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องว่า ถึงเวลาต้องเปิดความจริงให้กระจ่าง! การดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดเป็นเพียงปลายทาง แต่สิ่งสำคัญกว่าคือการอุดช่องโหว่ของระบบตรวจสอบเงินทุนและผู้ถือหุ้นที่แท้จริง เพราะหากตลาดหุ้นไทยถูกใช้เป็นปลายทางของเงินที่มีที่มาต้องสงสัยได้ ความเสียหายที่ใหญ่กว่ามูลค่าทรัพย์สินที่อายัดก็คือความเชื่อมั่นของนักลงทุนทั้งประเทศ ทั้งนี้ ทุกข้อกล่าวหายังต้องพิสูจน์ตามกระบวนการยุติธรรม เจ๊เรย์ทิ้งท้าย…“อายัดหุ้นหมื่นล้านอาจเป็นข่าวใหญ่ แต่ใครเป็นเจ้าของเงินตัวจริง ใครมีหน้าที่ตรวจสอบ และช่องโหว่อยู่ตรงไหน นั่นต่างหากคือคำตอบที่ตลาดหุ้นไทยต้องการ!”
Facebook : https://www.facebook.com/Raymitihoon/



































