วันจันทร์ 2 กุมภาพันธ์ 2026
หน้าแรก ปักหมุด

KTBST ประเมินปัจจัยการลงทุนในวันนี้

350

คุณชาตรี  โรจนอาภา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายกลยุทธ์และพัฒนาผลิตภัณฑ์  บริษัทหลักทรัพย์ เคทีบี (ประเทศไทย) จำกัด (KTBST) บริษัทหลักทรัพย์ เคทีบี (ประเทศไทย) จำกัด หรือ KTBST ประเมินปัจจัยการลงทุนในวันนี้ (3 พ.ค.) ว่า ผลการประชุม Fed เมื่อคืนที่ผ่านมาเป็นไปตามที่ตลาดคาด โดยคงดอกเบี้ยไว้ที่ 1.75% จากในช่วงก่อนหน้า ด้วยมุมมองด้านเงินเฟ้อในปัจจุบันเข้าใกล้ระดับเป้าหมายที่ 2% ส่งผลให้ความน่าจะเป็นในการปรับขึ้นดอกเบี้ยประจำเดือนมิถุนายนขยับขึ้นจาก 91.6% เป็น 96.7% จากช่วงก่อนหน้า ทาง KTBST ยังคงประมาณการว่าในปีนี้จะมีการปรับขึ้นดอกเบี้ยทั้งหมด 4 ครั้ง จะเป็นการปรับครั้งละ 0.25% และการปรับขึ้นจะเกิดทุกๆไตรมาส ขณะที่ตัวเลขตลาดแรงงานประกาศออกมาอยู่ที่ 2.04 แสนตำแหน่ง สูงกว่าที่ตลาดคาดเล็กน้อยที่ 2 แสนตำแหน่ง แต่ชะลอลงจากช่วงก่อนหน้าที่ 2.3แสนตำแหน่ง

โดยมุมมองตลาดหุ้นไทยในวันนี้ คาดว่าดัชนีฯอาจผันผวนและอ่อนตัวลงจากวันก่อน แม้ Fed คงดอกเบี้ย ไม่กังวลเงินเฟ้อ ทำให้ Bond Yield 10 ปี สหรัฐฯลดลงมาอยู่ที่ 2.96% แต่ค่าเงินดอลล่าร์ หรือ Dollar Index แข็งค่าต่อ ประเด็นที่น่าสนใจวันนี้ คือสหรัฐฯ-จีน จะเริ่มเจรจาการค้ากัน โดยทางจีนก็ยังไม่มีท่าทีประนีประนอมกับสหรัฐฯ ซึ่งอาจทำให้นักลงทุนชะลอการลงทุน ด้วยตลาดยังไม่คลายความกังวลต่อปัจจัยภายนอกทั้งดอกเบี้ยสหรัฐฯ-สงครามการค้า อีกทั้งราคาน้ำมันดิบปรับตัวลงด้วย ดังนั้นในระหว่างวันจึงต้องติดตามแรงซื้อขายของนักลงทุนต่างประเทศ ว่าจะขายต่อหรือกลับเข้ามาซื้อหุ้นหลังทราบผลประชุม Fed  ไปแล้ว

สำหรับกลยุทธ์ลงทุน ยังแนะนำเน้นลงทุนสั้นๆเพราะความไม่แน่นอนของทิศทางตลาด เน้นกลุ่มหุ้นขนาดใหญ่ที่มีปัจจัยเฉพาะตัวในกลุ่ม Commodity แนะนำ IVL  และ BANPU จากราคาถ่านหินที่ปรับตัวขึ้นมาแตะ $100 เหรียญ/ตัน กลุ่มโทรศัพท์ได้แก่  TRUE มองว่าได้ประเด็นบวกจากการประมูลคลื่นโทรศัพท์ในอีกไม่นานและร่วมถ่ายทอดฟุตบอลโลกปีนี้ (เริ่ม 14 มิ.ย.) ขณะเดียวกันตัวเลขความเชื่อมั่นผู้บริโภคที่สูงขึ้น จาก 79.9 เป็น 80.9 แนะนำ CPALL, ROBINS

ส่วนปัจจัยที่ต้องติดตามคือรายงานอัตราเงินเฟ้อยุโรป คาดว่าจะทรงตัวที่ระดับ 1.3% จากช่วงก่อนหน้าและอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานคาดว่าจะออกอยู่ 0.9% ชะลอลงจากช่วงก่อนหน้าเล็กน้อยที่ 1% และทางสหรัฐฯจะมีการรายงานดุลการค้าระหว่างประเทศ คาดว่าจะขาดดุล 50 พันล้านเหรียญ ขาดดุลลดลงจากช่วงก่อนหน้าที่ 57.6 พันล้านเหรียญ และตัวเลขด้านการผลิตอย่าง ISM  โดยคาดว่าจะออกมาอยู่ที่ 58.1 ลดลงจากช่วงก่อนหน้าที่ 58.8