KSAM ฉายภาพรวมเศรษฐกิจ-ลงทุน ปีหมูทอง

31

ผู้สื่อข่าว “มิติหุ้น” รายงานว่า นางสุภาพร ลีนะบรรจง ประธานเจ้าหน้าที่กลุ่มการลงทุน บลจ.กรุงศรี (KSAM) เปิดเผยถึงมุมมองเศรษฐกิจและการลงทุนในปี 2562 ว่า บริษัทมีมุมมองเชิงบวกต่อการลงทุนในตราสารทุนระยะกลางถึงยาว แม้ว่าในระยะสั้นดัชนีตลาดหลักทรัพย์ไทย อาจมีความผันผวนและมีแนวโน้มเคลื่อนไหวตามกระแสเงินลงทุนต่างชาติและปัจจัยภายนอกประเทศอยู่บ้าง แต่ตลาดหลักทรัพย์ไทยยังเป็นที่น่าสนใจลงทุนเมื่อเปรียบเทียบกับตลาดหลักทรัพย์อื่นๆในภูมิภาค

คาดดัชนีหุ้นไทยปีหน้า 1,800 – 1,900 จุด

โดยตลาดหลักทรัพย์ไทยมีค่า P/E ปี 2562 อยู่ที่ 14.0 เท่า ขณะที่อินโดนีเซียและฟิลิปปินส์ อยู่ที่ 14.3 เท่า และ 15.4 เท่า ตามลำดับ ด้านอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลของไทยอยู่ที่ร้อยละ 3.4 ซึ่งสูงกว่าอินโดนีเซียและฟิลิปปินส์เช่นกัน ทั้งนื้ คาดการณ์ว่า SET Index มีโอกาสปรับตัวสูงขึ้นถึงระดับ 1,800 – 1,900 จุดในอีก 12 เดือนข้างหน้า” (ข้อมูลจาก บลจ.กรุงศรี ณ วันที่ 30 พ.ย. 61)

ขณะที่หากมองในระยะกลางถึงยาว การลงทุนในตลาดหุ้นไทยยังได้รับปัจจัยสนับสนุนจากอัตราดอกเบี้ยไทยที่มีแนวโน้มทรงตัวอยู่ในระดับต่ำ การขยายตัวของเศรษฐกิจไทยที่ยังคงแข็งแกร่ง การใช้จ่ายภาครัฐฯที่มีแนวโน้มขยายตัว การเลือกตั้งที่มีความชัดเจนมากขึ้น และผลการดำเนินงานของบริษัทจดทะเบียนฯมีแนวโน้มเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง โดยกำไรสุทธิในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2561 ของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยปรับตัวเพิ่มขึ้นร้อยละ 13.27 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน” (ข้อมูลจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ณ วันที่ 26 พ.ย. 61)

จับตาตลาดตราสารหนี้

สำหรับแนวโน้มการลงทุนในตราสารหนี้ในปี 2562 มีปัจจัยสำคัญทั้งภายในและภายนอกประเทศที่จะส่งผลต่อความเคลื่อนไหวในตลาด โดยปัจจัยต่างประเทศจะมาจากแนวทางการดำเนินนโยบายการเงินแบบตึงตัวของกลุ่มประเทศขนาดใหญ่ และปัญหาการเผชิญหน้าในสงครามการค้าที่อาจจะยืดเยื้อ จนส่งผลกระทบต่อบรรยากาศการลงทุนในตลาดกลุ่มประเทศเกิดใหม่ ซึ่งจะทำให้นักลงทุนต่างประเทศ เพิ่มความระมัดระวังการลงทุนในตลาดกลุ่มประเทศเกิดใหม่ เพราะกลัวผลกระทบจากความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน และจะเลือกลงทุนเฉพาะในประเทศที่มีพื้นฐานเศรษฐกิจ และเสถียรภาพด้านต่างประเทศมั่นคงเป็นหลัก

สำหรับผลกระทบกับตลาดตราสารหนี้จากการขึ้นดอกเบี้ยน่าจะอยู่ในระดับที่จำกัด เนื่องจากภาวะตลาดและ นักลงทุนได้รับรู้ข่าวการขึ้นดอกเบี้ยไปก่อนหน้าแล้ว และคาดว่าทางธนาคารแห่งประเทศไทย จะรอประเมินผลกระทบและทิศทางเศรษฐกิจไทยอีกระยะหนึ่ง ก่อนจะพิจารณาถึงโอกาสในการขึ้นดอกเบี้ยครั้งถัดไป ดังนั้นผลตอบแทนจากการลงทุนในตลาดตราสารหนี้ในปีหน้า น่าจะสร้างผลตอบแทนได้ใกล้เคียงหรือดีกว่าปีนี้ นักลงทุนที่มีวัตถุประสงค์เพื่อการลงทุนระยะยาวไม่ควรวิตกกังวลเรื่องการขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายมากเกินไป