วันศุกร์ 25 กันยายน 2026

MAKRO ทุ่ม1.1 หมื่นลบ.ขยายสาขาเพิ่ม โบรกฟันธงกำไรปี 65โตแรง


ผู้สื่อข่าว “มิติหุ้น” รายงานว่า บมจ.สยามแม็คโคร (MAKRO) โดย บล.แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ ระบุว่า MAKRO ตั้งงบลงทุน 1.1 หมื่นล้านบาทในปี 2565 ขยายเพิ่ม 35 สาขา แบ่งเป็นสาขาในประเทศไทย 35 สาขา โดยเน้นเป็นการเปิด Makro Food Service ขนาดพื้นที่ราว 1-2 พันตรม. ลดลงจากเดิมที่มีพื้นที่ 5 พันตรม. เพื่อจะได้มีสาขาใกล้ลูกค้ามากขึ้น และใช้เงินลงทุนไม่มาก ขณะในต่างประเทศจะเปิดเพิ่ม 5 สาขา คือในอินเดีย 3 สาขา และที่กัมพูชาอีก 2 สาขา ซึ่งในขณะนี้อยู่ระหว่างการก่อสร้าง
 
ขณะที่ MAKRO ได้รุกธุรกิจ O2O ซึ่งผสมผสานช่องทางออนไลน์และออนไลน์มาตั้งแต่ปี 2562 ด้วยการเปิดตัว MakroClick ที่เปรียบเสมือนการยกห้างแม็คโครมาไว้บนออนไลน์ทั้ง Website และ Mobile Application และล่าสุดได้พัฒนา B2B MarketPlace หรือตลาดค้าส่งสำหรับผู้ประกอบการ ภายใต้ชื่อ Maknet ซึ่งมีจุดเด่นคือ การเป็นตลาดค้าส่งออนไลน์ ภายใต้ กลยุทธ์ End to End Solution ตอบสนองความต้องการกลุ่มลูกค้าร้านอาหารแบบครบวบจร ทั้งสินค้าและบริการ และยังขยายสินค้าเพิ่มเติมจากร้านค้าพันธมิตรอีกกว่า 1 พันรายที่เข้ามาอยู่ในแพลตฟอร์ม Maknet ซึ่งจะเปิดตัวอย่างเป็นทางการในในงวด 2Q65 ในพื้นที่กรุงเทพ โดยตั้งงบลงทุน 2 พันล้านบาทในช่วง 4 ปี (2564-2567)
 
Maknet ถือเป็น New S-Curve โดยตั้งเป้าร้านค้าที่เข้าร่วมแพลตฟอร์มจะเพิ่มขึ้นเป็น 7 พันรายในปี 2567 และจะมีลูกค้าผู้ประกอบการ 5 แสนราย และจะช่วยเพิ่มสัดส่วนรายได้ผ่านช่องทางออนไลน์จาก 12% เป็น 30% ภายใน 3 ปีข้างหน้า
 
ด้านความเห็นฝ่ายวิจัยประเมินว่าแนวโน้ม 1Q65 ผลประกอบการของเฉพาะ MAKRO มีแนวโน้มดีขึ้น YoY โดยเฉพาะร้านอาหารและโรงแรมน่าจะดีขึ้นจากมาตรการ Test & Go บวกกับการรับรู้กำไรจากโลตัสเต็มไตรมาสเป็นไตรมาสแรก ขณะที่โลตัสมีการรุกธุรกิจออนไลน์ผ่าน Mobile Application Lotus’s smart app รวมถึงปรับเปลี่ยน Lotus Express เป็น Lotus’s go fresh โดยในปี 64 ได้ upgrade ไปแล้ว 885 สาขาจาก 2,197 สาขา และจะ upgrade ที่เหลือทั้งหมดภายในปีนี้ ช่วยหนุนการเติบโตของยอดขายโลตัส
 
ทั้งนี้คาดว่ากำไรปกติปี 65 จะเติบโตจากปี 64 ราว 65% มาอยู่ที่ 1.18 หมื่นล้านบาท โดยมี EPS ที่ 1.12 บาท ซึ่งยังต่ำกว่า EPS ปี 63 ราว 18% จากผลกระทบ Dilutiion effect ที่เกิดขึ้นจากการเพิ่มทุนในงวด 4Q64 อย่างไรก็ตามคาดทั้งกำไรและ EPS จะเห็นการเติบโตที่ชัดเจนตั้งแต่ปี 66 เป็นต้นไป กำหนดราคาเป้าหมายปีนี้ที่ PER 40 เท่า ได้ราคาเป้าหมายที่ 45 บาท upside 13.2% บวกกับราคาหุ้นได้ลงมาตอบรับผลกระทบ Dilution Effect ของการเพิ่มทุน จึงเป็นโอกาสเข้าซื้อสะสม
@mitihoonwealth
https://lin.ee/cXAf0Dp