Pi Daily ตลาดหุ้นสหรัฐฯ สลับเปลี่ยนกลุ่มเล่นจาก Tech ไปสู่พลังงานตามคาดหวังการเข้าไปบริหารน้ำมันในเวเนซุเอลา แต่อย่างไรก็ตามยังมองกระแส Tech เป็น Mega Trend

26

มิติหุ้น – Pi Daily ตลาดหุ้นสหรัฐฯ สลับเปลี่ยนกลุ่มเล่นจาก Tech ไปสู่พลังงานตามคาดหวังการเข้าไปบริหารน้ำมันในเวเนซุเอลา แต่อย่างไรก็ตามยังมองกระแส Tech เป็น Mega Trend โดยเมื่อคืนรายงานตัวเลขเศรษฐกิจที่ย่ำแย่แต่ตลาดไม่ได้ให้น้ำหนักมากนัก ประเมินตลาดจะเริ่มลดความร้อนแรงรอดูผลประกอบการ

ตลาดหุ้น Dow Jones เมื่อคืนปิดบวก 594 จุด (+1.2%) ได้แรงหนุนจากหุ้นในกลุ่มพลังงานที่ปรับขึ้นอย่างแข็งแกร่งจากการเข้าควบคุมเวเนซุเอลา ด้านราคาน้ำมันดิบ BRT ปิดบวก 1.6% โดยที่มิได้มีปัจจัยอะไรที่มีนัยยะสำคัญในเชิงบวก

เมื่อคืนที่ผ่านมามีการประกาศตัวเลขเศรษฐกิจอย่างดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคผลิตจากสถาบัน ISM ที่ระดับ 47.9 ต่ำกว่าคาดการณ์จาก Bloomberg Consensus ที่ 48.3 อาจสะท้อนถึงกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่อ่อนแอ แต่อย่างไรก็ตามตลาดไม่ได้ให้น้ำหนักมากนักเพราะมุ่งเป้าไปที่ประเด็นด้านเวเนซุเอลาประกอบกับยังคงคาดหวังกับเรื่องของ AI (หุ้นพลังงานอย่าง Exxon Mobil +2.2% , Chevron +5.1%) สำหรับตัวเลขทางเศรษฐกิจที่ย่ำแย่พบว่ากดดันให้ US Bond Yield ทรงตัวแนวโน้มขาลงในระดับต่ำทั้งรุ่นอายุ 2 ปี บ่งชี้ว่าตลาดคาดหวังเกี่ยวกับปัจจัยด้านลดดอกเบี้ยของ FED ข้อมูลจาก CME FED Watch ล่าสุดให้น้ำหนักราว 17.2% ที่ FED จะปรับลดดอกเบี้ย 0.25% ในการประชุมเดือน ม.ค. หลังจากนี้ประเมินว่านักลงทุนจะเริ่มกลับมาให้น้ำหนักกับเรื่องของผลประกอบการ 4Q25 ที่จะทยอยเริ่มรายงาน เมื่อกลับมามองที่ปัจจัยในประเทศยังคงอยู่ในช่วงหาเสียงเลือกตั้งของแต่ละพรรคการเมืองก่อนที่ช่วงต้นเดือน ก.พ. จะเข้าสู่ช่วงเลือกตั้ง

โดยวานนี้ SET INDEX ปิดบวก 1.6% ด้วยมูลค่าการซื้อขายที่ขยับขึ้นมาในช่วง 4.5 หมื่นล้านบาท นับว่าเพิ่มขึ้นจากช่วงปลายปีที่ 3 หมื่นล้านบาท แต่อย่างไรก็ตามแรงหนุนหลักๆ มาจาก DELTA ที่มีผลต่อดัชนีร่วม 12 จุด ADVANC 1.8 จุด , AOT 1.6 จุด ถือว่ายังค่อนข้างกระจุกตัว ส่วนกลุ่มธนาคารพาณิชย์ก็ปรับขึ้นมาราว 10% จากจุดต่ำสุดล่าสุดก็เริ่มมองว่า Price In ปัจจัยบวกด้านปันผลไปพอสมควรแล้วและจะเริ่มเข้าสู่ช่วงประกาศผลประกอบการที่ 4Q มักจะเป็นช่วงที่ผลประกอบการไม่เด่นจึงเริ่มอาจระมัดระวังแรงขายทำกำไร คืนนี้ไม่มีปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตาม วันนี้ประเมิน SET INDEX เคลื่อนไหวในกรอบ 1270 – 1285 อาจพักตัวบ้างจากวานนี้ที่ปรับขึ้นมาค่อนข้างสูงและ Tech ในสหรัฐฯเมื่อคืนพักตัวอาจกดดัน DELTA เชิงจิตวิทยา แต่ทั้งนี้ในเชิงกลยุทธ์การลงทุนอาจเริ่มมองหาหุ้นที่ยังปรับขึ้นน้อยราคาหุ้นไม่แพงและเริ่มมีปันผลที่น่าสนใจ อาทิ นิคมอุตสาหกรรม (AMATA WHA) ค้าปลีก (CPALL HMPRO) การเงิน (MTC TIDLOR) ท่องเที่ยว (AWC BA) โรงพยาบาล (BDMS) ส่งออก (ITC TU)

BCH (ซื้อ / ราคาเป้าหมาย 12.50 บาท)
กำไรสุทธิปี 2025 จะเติบโตอยู่ที่ 1.2 หมื่นล้านบาท (+9% YoY) หนุนจาก 1) จำนวนผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่ไม่มีผลประทบต่อผลประกอบการปี ด้วยเพียงเลื่อนจากช่วงฤดูกาลสูงสุดเดิมในไตรมาส 3 มาเป็นช่วงไตรมาส 4 ทั้งนี้ คาดหนุนรายได้ใน 4Q25 เติบโต YoY จากฐานต่ำ 2) ไม่มีปัจจัยลบจากการลดเงินค่าโรคซับซ้อมที่มีต้นทุนสูง (Adj. RW >2) เหมือนเช่นในปี 2024 และ 3) การกลับรายการสำรองหนี้สงสัยจะสูญใน 4Q25 หลังภาครัฐของประเทศคูเวตได้ชำระคืนค่ารักษากว่า 240 ล้านบาท

ITC (ซื้อ / ราคาเป้าหมาย 20.40 บาท)
มีปัจจัยบวกจากผลประกอบการงวด 3Q25 ที่ออกมาดีกว่าคาดเล็กน้อย เกิดจากยอดขายในกลุ่มขนมสัตว์เลี้ยง (Pet Treats) ที่เพิ่มขึ้นอย่างมาก และทำให้สัดส่วนสินค้าในกลุ่ม Premium มีสัดส่วนสูงถึง 55% สำหรับแนวโน้มในปี 26 ผู้บริหารตั้งเป้าเติบโตในระดับ 6-9% แม้จะดูต่ำกว่าที่เคยคาดไว้ แต่จะได้รับผลดีจากอัตรากำไรขั้นต้นที่ดีขึ้นหลังจากสินค้าใหม่เป็นกลุ่ม Premium

ติดตามช่องทางมิติหุ้นเพื่อรับข่าวสารตลาดทุนได้ตามลิงค์ด้านล่าง

Web : https://www.mitihoon.com/
Facebook : https://www.facebook.com/mitihoon
Youtube : https://www.youtube.com/@mitihoonofficial7770
Tiktok : www.tiktok.com/@mitihoon