8 พรรค งัดวิสัยทัศน์เศรษฐกิจ ใครจะพาไทยฝ่ามรสุม

26

มิติหุ้น- การเลือกตั้งปี 2569 ที่จะมีขึ้นในวันที่ 8 กุมภาพันธ์นี้ กำลังเดินหน้าแข็งขันกันอย่างดุเดือด ปี่กลองการเมืองยิ่งร้อนแรงขึ้นทุกขณะ โดยโจทย์ใหญ่ของประเทศในวันนี้ ไม่ได้อยู่แค่การได้รัฐบาลใหม่ แต่คือ “ใครจะพาเศรษฐกิจและตลาดทุนไทยรอดพ้นจากวิกฤต” เวที “ประชันวิสัยทัศน์ รัฐบาลใหม่ ใครพาเศรษฐกิจ–ตลาดทุนไทยรอด?” ที่จัด

โดย FETCO หรือ สภาธุรกิจตลาดทุนไทย จึงกลายเป็นพื้นที่สำคัญ ที่เปิดโอกาสให้ตัวแทนจาก 8 พรรคการเมือง นำเสนอนโยบายเศรษฐกิจและกำหนดทิศทางประเทศต่อภาคธุรกิจ และนักลงทุน

ดัน EEC สู่เวทีโลก ปั้นเศรษฐกิจพรีเมียม 

เริ่มจากต้นจาก นายนิกร ซัจเดว์ ทีมนโยบายด้านเศรษฐกิจพรรคกล้าธรรม มองว่า EEC ไม่ควรเป็นแค่เขตอุตสาหกรรม แต่ต้องปั้นให้เป็น “ของพรีเมียม” บนเวทีโลก ใช้สถานทูตไทยทั่วโลกเป็นเหมือนโชว์รูมประเทศ ช่วยขายสินค้าไทยคุณภาพสูง พร้อมดัน SME และสตาร์ทอัพใช้ AI เจาะนักท่องเที่ยวกระเป๋าหนัก และเร่งคืน VAT ให้ผู้ส่งออกมีเงินหมุน ไม่สะดุดตั้งแต่ต้นทาง

สร้าง New Engine ผสานเศรษฐกิจจริงกับตลาดทุน 

ต่อมา ดร. คเณศ วังส์ไพจิตร หัวหน้าทีมเศรษฐกิจพรรคไทยก้าวใหม่ เสนอสร้าง “New Engine” เครื่องยนต์เศรษฐกิจชุดใหม่ ที่ไม่แยกเศรษฐกิจจริงออกจากตลาดทุน ตั้งทีมเดียวกันระหว่าง BOI, EEC และตลาดหลักทรัพย์ฯ เพื่อดึง FDI ตั้งแต่วันแรกที่นักลงทุนสนใจ พร้อมเคลียร์ระบบราชการที่ซ้ำซ้อน ให้เดินงานได้เร็วขึ้นจริง

แผน 25 ปี ระดมทุนพัฒนาเศรษฐกิจทั่วประเทศ 

ขณะที่ นายสุรเดช ทวีแสงสกุลไทย ประธานยุทธศาสตร์ด้านเศรษฐกิจพรรคไทยสร้างไทย มองยาวถึง 25 ปี ใช้ตลาดทุนเป็นแหล่งเงินทำเมกะโปรเจกต์ผ่านท้องถิ่นทั่วประเทศ ตั้งเป้าให้เงินหมุนเวียนปีละกว่า 2 แสนล้านบาท ควบคู่กองทุนช่วยปลดหนี้ SME และครัวเรือนแบบรัฐสมทบ ลดแรงกดดันหนี้ประเทศในระยะยาว

ปฏิรูปโครงสร้าง ทลายผูกขาด สร้างนิติรัฐ 

ด้าน ดร. ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร รองหัวหน้าพรรค และ ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาชน พูดอย่างตรงไปตรงมา ว่าเศรษฐกิจไทยกำลัง “ทรุดเชิงโครงสร้าง” ทางรอดคือต้องทุบผูกขาด ใช้กฎหมายการแข่งขันจริงจัง เอางบรัฐไปพัฒนาเทคโนโลยีของไทยเอง และทำให้นิติรัฐเข้มแข็ง เพื่อดึงทั้งนักลงทุนและคนเก่งจากทั่วโลก

รัฐต้องเปิดทาง ไม่ใช่ขวางทาง 

ส่วนนายกรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้าพรรคพรรคประชาธิปัตย์ เสนอเปลี่ยนบทบาทรัฐจาก “ผู้ขวางทาง” เป็น “ผู้เปิดทาง” ผ่านการปฏิรูประบบราชการอย่างจริงจัง ยกเลิกกฎหมายล้าสมัย เปิดเสรีไฟฟ้าเพื่อลดต้นทุนภาคผลิต พร้อมยกระดับภาคเกษตรและโลจิสติกส์ ลดต้นทุนการขนส่งของประเทศ

แก้หนี้ทั้งระบบ ฟื้นฐานรากเศรษฐกิจ 

อย่างไรก็ดี ดร. เผ่าภูมิ โรจนสกุล รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย เสนอทางออกโดยเน้นแก้หนี้แบบครบวงจร ตั้ง AMC จัดการหนี้เสีย พักหนี้เกษตรกร 3 ปี ดึงหนี้นอกระบบเข้าระบบ พร้อมประกันกำไรเกษตรกร 30% และสร้างแพลตฟอร์ม E-commerce ของไทยเอง เพื่อเพิ่มโอกาสให้ SME แข่งขันได้จริง

ดัน GDP โตเกิน 3% ใช้ Silver Economy เป็นพลัง 

นอกจากนี้นายอนุชา บูรพชัยศรี ผู้สมัคร สส.แบบบัญชีรายชื่อพรรคภูมิใจไทย กลับมองอีกด้านหนึ่งโดยตั้งเป้าผลักดัน GDP เติบโตเกิน 3% ภายในปี 2569 ผ่านการเพิ่มสัดส่วนงบลงทุนเป็น 30% ของงบประมาณ ชูแนวคิด Silver Economy เปลี่ยนผู้สูงวัยให้เป็นพลังทางเศรษฐกิจ พร้อมใช้เทคโนโลยีดิจิทัลยกระดับความโปร่งใสในภาครัฐ

ลดต้นทุนพลังงาน ดึงอุตสาหกรรมอนาคต 

สุดท้าย ดร. อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี รองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ โฟกัสลดต้นทุนพลังงาน ผ่านนวัตกรรม เสนอเปิดเสรีโซลาร์เซลล์ ลดอุปสรรคด้านพลังงานสะอาด เพื่อดึงดูดอุตสาหกรรมแห่งอนาคต เช่น Semiconductor และ Data Center พร้อมต่อยอดอุตสาหกรรมต้นน้ำภายในประเทศ

.

อย่างไรก็ตามแม้วิสัยทัศน์และแนวทางของแต่ละพรรคจะแตกต่างกัน แต่สิ่งหนึ่งที่สะท้อนชัดจากเวทีนี้ คือทุกพรรคต่างมุ่งหวังเห็นเศรษฐกิจไทยกลับมาแข็งแรง ตลาดทุนมีบทบาทสร้างโอกาส และประเทศเดินหน้าอย่างยั่งยืนอีกครั้ง การเลือกตั้งวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 จึงไม่ใช่เพียงการเลือกผู้แทน แต่คือการเลือกทิศทางอนาคตของประเทศไทย

ติดตามช่องทางมิติหุ้นเพื่อรับข่าวสารตลาดทุนได้ตามลิงค์ด้านล่าง

Web : https://www.mitihoon.com/
Facebook : https://www.facebook.com/mitihoon
Youtube : https://www.youtube.com/@mitihoonofficial7770
Tiktok : www.tiktok.com/@mitihoon