วันพฤหัสบดี 22 มกราคม 2026
หน้าแรก มิติร้อน

TISCO ESU ชี้ ธปท. ผ่อนคลายเกณฑ์การนำรายได้กลับประเทศ โดยเพิ่มวงเงินเป็น 10 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ อาจยังไม่เพียงพอที่จะช่วยลดแรงกดดันเงินบาทแข็งค่า จากราคาทองคำที่ปรับสูงขึ้นต่อเนื่อง

11

Today’s Data Releases
  • ญี่ปุ่น: ยอดส่งออก-นำเข้า (Export-Import) เเละดุลการค้า (Trade Balance) เดือน ธ.ค.
  • สหรัฐฯ: GDP Annualized ไตรมาส 3/2024, ยอดขอรับสวัสดิการว่างงานครั้งแรก (Initial Jobless Claims) สิ้นสุดสัปดาห์ ณ วันที่ 17 ม.ค., ดัชนีรายจ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคล (PCE), รายได้ส่วนบุคคล (Personal Income) และการใช้จ่ายส่วนบุคคล (Persoanl Spending) เดือน พ.ย.
  • ยูโรโซน: ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค (Consumer Confidence) เบื้องต้น เดือน ม.ค.
Key economic indicators
Source: Bloomberg, TISCO Economic Strategy Unit (TISCO ESU)
Source: Bloomberg, TISCO Economic Strategy Unit (TISCO ESU)
  • ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ประกาศผ่อนคลายเกณฑ์การนำรายได้กลับประเทศ (Repatriation) โดยมีการขยับเพิ่มวงเงินรายได้ต่างประเทศของคนไทยและผู้ประกอบการไทยสามารถนำกลับเข้ามาในไทยได้สูงสุด 10 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อครั้ง (จากเดิมที่กำหนดไว้ไม่เกิน 1 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อครั้ง) โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 19 ม.ค. 2026 การผ่อนคลายมาตรการนี้จะครอบคลุมธุรกรรมการส่งออกที่ต่ำกว่า 10 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือประมาณ 92% ของมูลค่าการส่งออกทั้งหมด และคาดว่ามาตรการนี้จะช่วยลดแรงกดดันต่อทิศทางเงินบาทแข็งค่า จากการที่ผู้ส่งออกจะสามารถนำเงินดอลลาร์สหรัฐฯไปชำระค่าสินค้าหรือเก็บไว้บริหารจัดการต่อได้ โดยไม่ต้องแลกขายเงินดอลลาร์สหรัฐฯ กลับมาเป็นเงินบาท
  • เงินบาทแข็งค่าต่อเนื่องตั้งแต่ช่วงปลายปีที่ผ่านมา และล่าสุดแข็งค่าทะลุระดับ 31 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งถือเป็นระดับแข็งค่าสุดในรอบ 4 ปี 10 เดือน ประเด็นเรื่องการแข็งค่าดังกล่าวไม่ได้สะท้อนปัจจัยพื้นฐานของเศรษฐกิจไทยเป็นหลัก หากแต่เกิดจากปัจจัยภายนอกเป็นสำคัญ โดยงานวิจัยระบุว่าแรงกดดันจากปัจจัยภายนอกที่ไม่ใช่ปัจจัยพื้นฐาน (non-fundamental shocks) มีสัดส่วนต่อการเคลื่อนไหวของค่าเงินบาทสูงถึง 61% และปัจจัยพื้นฐานของสหรัฐฯ (US fundamental shock) ราว 13% โดยราคาทองคำในตลาดโลกที่เพิ่มสูงขึ้น จากสถานการณ์ความตึงเครียดทางด้านภูมิรัฐศาสตร์ ยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่กดดันค่าเงินบาทอย่างต่อเนื่อง
  • ทั้งนี้ มาตรการดังกล่าวถือเป็นหนึ่งในหลายมาตรการที่ ธปท. ดำเนินการเพื่อชะลอการแข็งค่าของเงินบาท โดยที่ผ่านมา ธปท. ได้ยกระดับความเข้มงวดในการกำกับดูแลธุรกรรมเงินตราต่างประเทศขาเข้า โดยเรียกตรวจเอกสารทุกธุรกรรมที่มีมูลค่าตั้งแต่ 200,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ ขึ้นไป สะท้อนว่าคือการส่งสัญญาณจาก ธปท. ว่าจับตาดูประเด็นเรื่องค่าเงินบาทอย่างใกล้ชิด และพร้อมจะออกมาตรการเพิ่มเติมหากบาทยังไม่หยุดแข็งค่า และการขยับเพดานจาก 1 ล้าน เป็น 10 ล้านดอลลาร์ ถือเป็นการเพิ่มวงเงินที่สูงราว 10 เท่าจากเดิม ครอบคลุมมากกว่า 90% ของมูลค่าการส่งออกทั้งหมด ซึ่งแสดงให้เห็นว่า ธปท. ค่อนข้างกังวลกับสถานการณ์ปัจจุบัน การส่งสัญญาณนี้อาจช่วยลดการเก็งกำไรในตลาดได้ในระดับหนึ่ง อย่างไรก็ดี แม้ ธปท. จะทยอยออกมาตรการอย่างต่อเนื่อง เรามองว่าค่าเงินบาทจะยังคงเคลื่อนไหวผันผวนอยู่ในกรอบใกล้ระดับ 31 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ และยังไม่สามารถกลับไปที่ระดับ 32 บาทได้ในระยะเวลาอันใกล้
  • นอกจากนี้ ล่าสุด ธปท. ยังมีการเตรียมออกประกาศเพิ่มเติมอีก 2 ฉบับที่เกี่ยวข้องกับธุรกรรมทองคำ ได้แก่ (1) การกำหนดให้ร้านทองรายงานธุรกรรมการแลกเปลี่ยนเงิน เพื่อเพิ่มการกำกับดูแลและติดตามข้อมูลการซื้อขายทองคำ และ (2) การพิจารณากำหนดเพดานการซื้อขายทองคำผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ในสกุลเงินบาท โดยอาจกำหนดวงเงินอยู่ที่ประมาณ 50–100 ล้านบาทต่อคนต่อวัน ซึ่งในปัจจุบันธุรกรรมดังกล่าวมีสัดส่วนเพียงราว 1–1.5% ของมูลค่าการซื้อขายทองคำทั้งหมด มาตรการเพิ่มเติมทั้งสองยังคงมีเป้าหมายเพื่อลดแรงกดดันด้านการแข็งค่าของเงินบาท อย่างไรก็ดี คาดว่ามาตรการจะเริ่มมีผลบังคับใช้ได้ภายในเดือนมีนาคม 2026 ซึ่งยังไม่ช่วยส่งสัญญาณเชิงบวกต่อตลาดในระยะปัจจุบัน
  • ในระยะสั้น เราประเมินว่าเงินบาทจะมีทิศทางแข็งค่าต่อเนื่อง และอาจแข็งค่าลงไปแตะระดับ 30.5 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ทั้งนี้ แม้มาตรการที่ทยอยออกมาอาจช่วยชะลอความร้อนแรงของการแข็งค่าได้บ้างในระยะสั้น แต่ยังไม่เพียงพอที่จะเปลี่ยนแปลงปัจจัยพื้นฐานที่กดดันให้เงินบาทแข็งค่า ซึ่งส่วนใหญ่มาจากปัจจัยภายนอก ได้แก่ การอ่อนค่าของเงินดอลลาร์สหรัฐและการปรับเพิ่มขึ้นของราคาทองคำ นอกจากนี้ ทิศทางเงินบาทในระยะถัดไปยังขึ้นอยู่กับการพิจารณาปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายในการประชุมเดือน ก.พ. 2026 รวมถึงความเป็นไปได้ของมาตรการอื่นๆ ที่ไม่ใช่อัตราดอกเบี้ย หากไม่มีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยในการประชุมดังกล่าว เงินบาทอาจยังคงแข็งค่าต่อเนื่องไปจนถึงช่วงเดือน เม.ย. 2026 ซึ่งเป็นช่วงที่คาดว่าการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายอาจเกิดขึ้น รวมถึงเป็นช่วงที่ปัจจัยฤดูกาลเริ่มเอื้อต่อการอ่อนค่าของเงินบาท

ติดตามช่องทางมิติหุ้นเพื่อรับข่าวสารตลาดทุนได้ตามลิงค์ด้านล่าง

Web : https://www.mitihoon.com/
Facebook : https://www.facebook.com/mitihoon
Youtube : https://www.youtube.com/@mitihoonofficial7770
Tiktok : www.tiktok.com/@mitihoon