วันอังคาร 27 มกราคม 2026
หน้าแรก บทวิเคราะห์

TISCO ESU ชี้ราคาทองคำทำจุดสูงสุดใหม่ทะลุ 5,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อออนซ์ จากทั้งปัจจัยหนุนด้านความกังวลต่อวินัยการคลัง ความเชื่อมั่นที่ถดถอยของสกุลเงิน Fiat และการเปลี่ยนแปลงเชิงภูมิรัฐศาสตร์ครั้งใหญ่ในรอบหลายสิบปี

10

Today’s Data Releases
  • ญี่ปุ่น: ดัชนีราคาผู้ผลิตภาคบริการ (PPI Services) และ ยอดคำสั่งซื้อเครื่องจักร (Machine Tool Orders) เบื้องต้น เดือน ธ.ค.
  • สหรัฐฯ: ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค (Consumer Confidence) เบื้องต้น เดือน ม.ค.
  • ยูโรโซน: ยอดจดทะเบียนรถยนต์ใหม่ (New Car Registration) เดือน ธ.ค.
Key economic indicators
Source: Bloomberg, TISCO Economic Strategy Unit (TISCO ESU)
Source: Bloomberg, TISCO Economic Strategy Unit (TISCO ESU)
  • ในปี 2025 ราคาทองคำสร้างปรากฏการณ์พุ่งขึ้นถึง +65% นับเป็นผลตอบแทนรายปีที่โดดเด่นที่สุดในรอบเกือบครึ่งศตวรรษ และยังทำจุดสูงสุดใหม่ต่อเนื่องจนขึ้นมาทรงตัวเหนือระดับ 5,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อออนซ์ คิดเป็นการปรับสูงขึ้นแล้วกว่า +17% นับตั้งแต่ต้นปี 2026 (ณ วันที่ 27 ม.ค.) จากแรงหนุนปัจจัยความเชื่อมั่นที่ถดถอยของสกุลเงิน Fiat (Debasement Trade) และปัญหาความขัดแย้งทางด้านภูมิรัฐศาสตร์
  • โดยหนึ่งในมุมมองที่เป็นปัจจัยหนุนต่อราคาทองคำในช่วงหลัง คือบทบาทของทองคำในฐานะ “Anti-Fiat Currency” หรือสินทรัพย์ที่ใช้ป้องกันความเสื่อมถอยของสกุลเงิน Fiat ซึ่งได้เข้ามามีบทบาทท่ามกลางความกังวลต่อเสถียรภาพของสกุลเงินหลักที่เพิ่มสูงขึ้น จากการขยายตัวของหนี้สาธารณะในประเทศเศรษฐกิจหลักขนาดใหญ่หลายๆ ประเทศ
  • รวมไปถึงความกังวลที่มีต่อบทบาทของธนาคารกลางที่ถูกกดดันให้ปรับนโยบายการเงินให้เป็นไปในทิศทางที่ช่วยพยุงนโยบายการคลังที่ขนาดใหญ่ขึ้น ส่งผลให้เกิดการตั้งคำถามต่อระดับความเป็นอิสระของธนาคารกลางสหรัฐฯ โดยเฉพาะในบริบทที่ประธานาธิบดีสหรัฐฯ แสดงท่าทีในการกดดันให้ Fed ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ และลดมูลค่าที่แท้จริงของหนี้สินผ่านการกดอัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง (Real interest rates) ให้อยู่ในระดับต่ำ
  • ปัจจัยดังกล่าวส่งผลให้เกิดกระแสการลงทุนแบบ “Debasement Trade” ท่ามกลางความกังวลของนักลงทุนว่าแรงกดดันในการปรับลดอัตราดอกเบี้ยในระยะต่อไปอาจนำไปสู่การลดค่าของสินทรัพย์ที่อ้างอิงกับเงินดอลลาร์สหรัฐ สร้างแรงหนุนให้ราคาของโลหะมีค่าปรับตัวขึ้นทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์
  • ขณะเดียวกัน อุปสงค์เชิงโครงสร้างจากภาคธนาคารกลางทั่วโลกก็ยังคงเป็นแรงหนุนที่แข็งแกร่ง จากแนวโน้มในการเข้าสะสมทองคำอย่างต่อเนื่องเพื่อกระจายความเสี่ยงของทุนสำรองของแต่ละประเทศ แม้ว่าราคาทองคำจะปรับตัวสูงขึ้นมามากแล้วก็ตาม โดยเฉพาะในกรณีของจีน และกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา (Global South) ซึ่งมีแรงจูงใจเชิงยุทธศาสตร์ในการลดการพึ่งพาสินทรัพย์ที่อยู่ภายใต้อิทธิพลของสหรัฐฯ ทำให้ทองคำเป็นอีกหนึ่งทางเลือกเชิงยุทธศาสตร์ที่สำคัญ ท่ามกลางความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่ยังคงทวีความตึงเครียด จากความขัดแย้งระหว่างประเทศในหลายพื้นที่ อาทิ เหตุการณ์ในเวเนซุเอลา และกรณี Greenland ยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่เร่งกระแสความต้องการถือครองสินทรัพย์ที่มีความมั่นคงสูงในหมู่นักลงทุน
  • นอกจากนี้ สัดส่วนการถือครองทองคำของนักลงทุนรายย่อย โดยเฉพาะในสหรัฐฯ ยังคงอยู่ในระดับที่ต่ำมากเมื่อเทียบกับอดีต แม้ราคาทองคำจะปรับตัวขึ้นมามากแล้วก็ตาม สะท้อนว่าราคาทองคำยังมีพื้นที่ให้ปรับขึ้นได้ หาก Sentiment ในตลาดยังคงร้อนแรงต่อเนื่อง
  • โดยสรุป เราจึงประเมินว่าโครงสร้างพื้นฐานของราคาทองคำยังคงมีความแข็งแกร่ง จากปัญหาเชิงโครงสร้างด้านวินัยการคลังที่ลากยาวมาตั้งแต่ช่วง COVID ประกอบกับภาวะแวดล้อมเชิงภูมิรัฐศาสตร์ที่กำลังเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในรอบหลายสิบปี หนุนให้นักลงทุนทั่วโลกเล็งยกระดับ (Revaluate) บทบาทของทองคำจากเดิมในฐานะสินทรัพย์ทางเลือก ขึ้นเป็นสินทรัพย์เชิงยุทธศาสตร์ของพอร์ตการลงทุน เป็นแรงส่งสำคัญที่อาจทำให้ราคาทองคำสามารถปรับตัวขึ้นสู่ระดับฐานราคาใหม่ที่สูงขึ้นในปี 2026

ติดตามช่องทางมิติหุ้นเพื่อรับข่าวสารตลาดทุนได้ตามลิงค์ด้านล่าง

Web : https://www.mitihoon.com/
Facebook : https://www.facebook.com/mitihoon
Youtube : https://www.youtube.com/@mitihoonofficial7770
Tiktok : www.tiktok.com/@mitihoon