
มิติหุ้น – กรุงเทพฯ, ประเทศไทย, วันที่ 30 มกราคม 2569 – วีซ่า ผู้นำการให้บริการการชำระเงินดิจิทัลระดับโลก และโอมิเซะ ผู้ให้บริการระบบรับชำระเงินชั้นนำในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ร่วมมือกันเพื่อนำโซลูชัน Visa Network Token มาสู่ร้านค้าออนไลน์ทั่วประเทศไทย ความร่วมมือนี้มีเป้าหมายเพื่อเสริมความปลอดภัยในการชำระเงิน และสนับสนุนประสบการณ์ดิจิทัลคอมเมิร์ซที่ราบรื่นและเชื่อถือได้ยิ่งขึ้นสำหรับผู้บริโภคชาวไทย
ทำไม Tokenisation จึงสำคัญ: เสริมเกราะคุ้มกันให้เศรษฐกิจดิจิทัลไทย
ในยุคที่ธุรกรรมออนไลน์เติบโตอย่างก้าวกระโดด ร้านค้าต้องเผชิญกับสองปัญหาหลักที่กระทบรายได้โดยตรง ได้แก่ ความเสี่ยงจากการทุจริต และการปฏิเสธรายการธุรกรรมโดยไม่จำเป็น เทคโนโลยี Network Token ของวีซ่าถูกออกแบบมาเพื่อลดความเสี่ยงเหล่านี้โดยการแทนที่ข้อมูลบัตรที่อ่อนไหวด้วยตัวระบุดิจิทัลที่เข้ารหัสอย่างปลอดภัยหรือที่เรียกว่า “Token”
- ปัญหา: การชำระเงินออนไลน์แบบเดิมที่ใช้ข้อมูลบัตรจริง (Card-Not-Present) อาจถูกขโมยข้อมูลได้หากเกิดการรั่วไหล จึงเพิ่มความเสี่ยงต่อการฉ้อโกงและเรียกคืนเงิน
- ทางออก: การใช้ Token จะซ่อนข้อมูลบัตรจริงไว้แต่ใช้รหัสแทน ทำให้ข้อมูลที่ถูกขโมยไม่สามารถนำไปใช้ได้ในที่อื่น นอกจากนี้ยังเพิ่มชั้นความปลอดภัยด้วยรหัสเฉพาะสำหรับแต่ละธุรกรรม
ด้วยการผสานเทคโนโลยี Tokenisation ระดับโลกของวีซ่าเข้ากับระบบการชำระเงินที่แข็งแกร่งของโอมิเซะ ความร่วมมือนี้ช่วยให้ร้านค้าออนไลน์ในไทยสามารถมอบประสบการณ์การชำระเงินที่ทั้งปลอดภัยและไร้รอยต่อยิ่งขึ้น พร้อมสนับสนุนการเติบโตของระบบการชำระเงินดิจิทัลในประเทศไทยอย่างมีประสิทธิภาพ
ประโยชน์สำหรับร้านค้า: ยกระดับความปลอดภัย สร้างรายได้ และเสริมความเชื่อมั่น
ร้านค้าที่ใช้เทคโนโลยี Network Token จากวีซ่า ผ่านโอมิเซะจะได้รับประโยชน์หลายด้าน เช่น
- ลดความเสี่ยงจากการฉ้อโกง: บางกรณีลดได้มากกว่าครึ่ง (สูงสุดประมาณ 58%[1] ขึ้นอยู่กับร้านค้าและตลาด)
- อัตราการอนุมัติสูงขึ้น: การทำรายการแบบ Tokenisation ช่วยให้อัตราการอนุมัติธุรกรรมสูงขึ้นประมาณ 4%[2] ช่วยลดกรณีที่บัตรถูกปฏิเสธโดยไม่จำเป็น
- ความต่อเนื่องของรายรับ: ระบบสามารถอัปเดตข้อมูลบัตรหมดอายุหรือบัตรใหม่โดยอัตโนมัติ ลดการชำระเงินล้มเหลวสำหรับบริการรายเดือน
- ผลลัพธ์ระดับโลกที่พิสูจน์แล้ว: Tokenisation ช่วยเพิ่มรายได้อีคอมเมิร์ซทั่วโลกกว่า 40,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ[3] และลดความสูญเสียจากการทุจริตได้กว่า 650 ล้านดอลลาร์สหรัฐ[4] ในปีที่ผ่านมา
นางสาวเชิญพร สวัสดิวร ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายดูแลลูกค้าและพัฒนาธุรกิจ วีซ่า ประเทศไทย กล่าวว่า “วีซ่ามุ่งมั่นสนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศไทยด้วยนวัตกรรมด้านการชำระเงินที่ปลอดภัยและน่าเชื่อถือ การร่วมมือกับโอมิเซะเพื่อนำเทคโนโลยี Network Token ของวีซ่ามาใช้ในวงกว้างนั้น ไม่เพียงช่วยลดความเสี่ยงจากการฉ้อโกงและการปฏิเสธธุรกรรมที่ไม่จำเป็นเท่านั้น แต่ยังเป็นการวางรากฐานให้กับระบบนิเวศการค้าดิจิทัลที่ปลอดภัยและมั่นคงยิ่งขึ้น โครงการนี้ช่วยเสริมศักยภาพให้ร้านค้าชาวไทยสามารถมอบประสบการณ์การชำระเงินที่ไร้รอยต่อ ทันสมัย และรองรับอนาคตให้แก่ลูกค้า โดยเฉพาะในยุคที่การชำระเงินแบบสมัครสมาชิก (Recurring) และการบันทึกข้อมูลบัตร (Card-on-file) กำลังกลายเป็นมาตรฐานใหม่ วิสัยทัศน์ของเราคือการส่งเสริมให้ทุกธุรกิจเติบโตได้อย่างมั่นใจ ท่ามกลางสภาพแวดล้อมทางดิจิทัลที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว”
นายคเณศร์ เลื่อนไธสง ผู้อำนวยการฝ่ายพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ โอมิเซะ กล่าวว่า “ทุกวันนี้ การชำระเงินไม่ได้เป็นเพียงขั้นตอนสุดท้ายของการซื้อขายอีกต่อไป แต่กลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของธุรกิจดิจิทัล เทคโนโลยี Network Token ของวีซ่าที่ผสานเข้ากับระบบของโอมิเซะ ช่วยให้ร้านค้าในประเทศไทยสามารถออกแบบระบบการชำระเงินที่ปลอดภัยได้ตั้งแต่ต้น ลดความเสี่ยงจากการเปิดเผยข้อมูลบัตร เพิ่มโอกาสการอนุมัติธุรกรรม และการรับชำระเงินอย่างราบรื่น ความร่วมมือนี้จึงเป็นการวางรากฐานสำหรับประสบการณ์การชำระเงิน ตั้งแต่การชำระเงินแบบคลิกเดียว ไปจนถึงบริการแบบสมัครสมาชิก เพื่อให้ธุรกิจออนไลน์ในอนาคตสามารถสร้างสรรค์โมเดลธุรกิจใหม่ ๆ และเติบโตได้อย่างมั่นใจ”
ตัวอย่างความสำเร็จจากผู้ประกอบการชั้นนำในไทย
เพื่อแสดงให้เห็นถึงคุณค่าของเทคโนโลยีนี้ ผู้ประกอบการรายใหญ่ในประเทศไทย อย่าง Coway และ TrueMoney ได้เริ่มนำโซลูชัน Network Token ของวีซ่าไปใช้ผ่านความร่วมมือกับโอมิเซะแล้ว
Coway ได้ยืนยันถึงประสิทธิภาพของโซลูชัน Tokenisation นี้ โดยกล่าวถึงการพัฒนาด้านประสิทธิภาพหลักและผลเชิงบวกต่อรูปแบบธุรกิจสมัครสมาชิก นายคิรยง ชอย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โคเวย์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “ความปลอดภัยและความเชื่อมั่นเป็นหัวใจสำคัญในคำมั่นสัญญาที่เรามีต่อลูกค้า นับตั้งแต่เราเริ่มใช้ระบบ Network Token ของวีซ่าผ่านโอมิเซะ เราพบว่าปัญหาการชำระเงินที่สะดุดลดลง และความเสถียรของระบบการชำระเงินดิจิทัลดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะบริการแบบ Subscription เช่น การเช่าเครื่องกรองน้ำ เทคโนโลยี Token ช่วยลดอัตราความล้มเหลวของการชำระเงิน และทำให้ยอดธุรกรรมเพิ่มขึ้นถึง 8.5% ช่วยให้เรามอบประสบการณ์ที่ราบรื่นและต่อเนื่องยิ่งขึ้นแก่ลูกค้า”
ด้าน TrueMoney ผู้ให้บริการกระเป๋าเงินดิจิทัลชั้นนำของไทย ก็เน้นย้ำถึงประโยชน์ด้านความปลอดภัยที่เพิ่มขึ้นสำหรับผู้ใช้งานเช่นกัน นางสาวณัฐวดี สงวนกุลชัย ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายพัฒนาธุรกิจ บริษัท ทรูมันนี่ จำกัด กล่าวว่า “นวัตกรรมและความปลอดภัยคือสิ่งสำคัญสำหรับผู้ใช้งานดิจิทัลวอลเล็ตของเรา โซลูชัน Network Token ของวีซ่าที่เชื่อมต่อผ่านโอมิเซะช่วยให้ธุรกรรมมีความปลอดภัยมากขึ้น และสามารถใช้งานได้อย่างไม่สะดุด ความร่วมมือนี้สอดคล้องกับพันธกิจของเราในการมอบประสบการณ์การชำระเงินที่ปลอดภัย รวดเร็ว และราบรื่นให้แก่ผู้บริโภคและร้านค้าทั่วประเทศไทย”
เมื่อการค้าดิจิทัลของประเทศไทยเติบโตอย่างรวดเร็ว Tokenisation ได้กลายเป็นรากฐานสำคัญของการชำระเงินออนไลน์ที่ปลอดภัยและไร้รอยต่อยิ่งขึ้น ช่วยลดความเสี่ยงจากการเปิดเผยข้อมูลบัตรของผู้บริโภค และสร้างประสบการณ์การชำระเงินที่เชื่อถือได้มากขึ้น ความร่วมมือระหว่าง วีซ่า และ โอมิเซะ จึงมีเป้าหมายเพื่อทำให้เทคโนโลยี Network Tokenisation เข้าถึงร้านค้าไทยได้อย่างกว้างขวาง เพื่อส่งเสริมการเติบโตอย่างมั่นคง ปลอดภัย และสร้างความไว้วางใจที่ยั่งยืนระหว่างธุรกิจกับลูกค้าในโลกดิจิทัล
ติดตามช่องทางมิติหุ้นเพื่อรับข่าวสารตลาดทุนได้ตามลิงค์ด้านล่าง
Web : https://www.mitihoon.com/
Facebook : https://www.facebook.com/mitihoon
Youtube : https://www.youtube.com/@mitihoonofficial7770
Tiktok : www.tiktok.com/@mitihoon




















