วันพุธ 4 กุมภาพันธ์ 2026
หน้าแรก บทวิเคราะห์

TISCO ESU คาดการณ์ส่วนต่างการเติบโตระหว่างกำไรของบริษัท Magnificent 7 vs. S&P 493 มีแนวโน้มแคบลงอย่างมีนัยในปี 2026-2027 ส่งผลให้เกิด Sector rotation ครั้งใหญ่จากเม็ดเงินที่กระจายเข้าสู่กลุ่มอุตสาหกรรมอื่นๆ ที่ยังมีระดับราคาไม่สูงมาก และได้รับประโยชน์จากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ

8

Today’s Data Releases
  • ญี่ปุ่น, จีน, ยูโรโซน และสหรัฐฯ: ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคบริการ (Services PMI) เดือน ม.ค.
  • ยูโรโซน: ดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) เดือน ธ.ค. และดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) g[nhv’9ho เดือน ม.ค.
  • สหรัฐฯ: รายงานปริมาณการยื่นขอสินเชื่อที่อยู่อาศัย (MBA Mortgage Applications) สิ้นสุดสัปดาห์ ณ วันที่ 30 ม.ค.
Key economic indicators
Source: Bloomberg, TISCO Economic Strategy Unit (TISCO ESU)
Source: Bloomberg, TISCO Economic Strategy Unit (TISCO ESU)
  • ตลาดหุ้นสหรัฐในเดือนแรกของปี 2026 แสดงสัญญาณการขยายตัวของความกว้างตลาด (Market breadth improvement) อย่างชัดเจน หลังนักลงทุนเริ่มกระจายเงินลงทุนออกจากหุ้นกลุ่ม Magnificent 7 ไปยังภาคอุตสาหกรรมอื่น ส่งผลให้ผลตอบแทนของตลาดโดยรวมไม่ได้ผูกติดกับหุ้นเทคโนโลยีขนาดใหญ่เหมือนกับหลายปีที่ผ่านมา
  • นับตั้งแต่ต้นปี ดัชนี Russell 2000 ซึ่งเป็นตัวแทนของหุ้นขนาดเล็ก ปรับตัวขึ้นสูงถึง +5.6% YTD และกลายเป็นดัชนีที่ให้ผลตอบแทนโดดเด่น ขณะที่ดัชนี S&P 500 ex-Magnificent 7 เพิ่มขึ้นราว +2% มากกว่า ดัชนี S&P 500 โดยรวมที่ปรับเพิ่มขึ้นเพียง +0.8% สะท้อนว่าหุ้นนอกกลุ่ม Big Tech ยังคงเป็นแรงขับเคลื่อนของตลาดในช่วงต้นปี
  • ในทางตรงกันข้าม ดัชนี Magnificent 7 ปรับตัวลดลงราว -1.1% YTD หลังจากเผชิญแรงขายอย่างรุนแรงในช่วงกลางเดือนมกราคม และสามารถฟื้นตัวกลับมาได้เพียงบางส่วน สะท้อนธีม Sector rotation ที่ยังคงดำเนินต่อเนื่องจากช่วงปลายปี 2025 โดยเงินทุนหมุนออกจากหุ้นเทคโนโลยีขนาดใหญ่ไปยังหุ้นขนาดเล็ก และหุ้นที่อยู่นอกกลุ่ม Big Tech
  • นักวิเคราะห์จำนวนมากประเมินว่าตลาดกำลังเข้าสู่ช่วง “พิสูจน์ผลงาน” สำหรับบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ โดยบริษัทจำเป็นต้องแสดงให้เห็นถึงการเติบโตของรายได้และกำไรที่สอดคล้องกับระดับความคาดหวังของนักลงทุน ประกอบกับราคาหุ้นที่เริ่มอยู่ในระดับที่ตึงตัว
  • ประเด็นสำคัญจึงไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการเปลี่ยนแปลงของราคาหุ้น แต่สะท้อนถึงการตั้งคำถามของตลาดต่อ ความเหนือกว่าด้านการเติบโตของกำไร (Earnings advantage) ของหุ้นกลุ่ม Magnificent 7 เมื่อบริษัทนอกกลุ่มเทคโนโลยีเริ่มกลับมาเติบโตได้เร็วขึ้น จนทำให้ความแตกต่างระหว่างการเติบโตของกำไรเมื่อเทียบระหว่าง S&P Mag 7 vs. S&P 493 ที่เคยต่างกันมากถึง 20-50% ในช่วงปี 2023-2025 ค่อยๆ ปรับแคบลง ส่งผลให้นักลงทุนกระจายเม็ดเงินเข้าสู่หุ้นในวงกว้างมากขึ้น
  • นอกจากนี้ ในฝั่งนโยบายการเงินของสหรัฐฯ ซึ่งเราคาดว่า Fed ยังสามารถลดดอกเบี้ยนโยบายของได้อีก 1-2 ครั้งในปีนี้ (-25 ถึง -50 bps) จะเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยลดต้นทุนทางการเงินของภาคธุรกิจลงต่อเนื่อง โดยเฉพาะบริษัทขนาดเล็กซึ่งมีการพึ่งพาแหล่งเงินกู้ในสัดส่วนที่สูงกว่า และมีต้นทุนทางการเงินสูงกว่าบริษัทขนาดใหญ่ ส่งผลให้ศักยภาพในการขยายการลงทุนและการเติบโตของผลประกอบการเพิ่มขึ้น และเอื้อต่อการปรับตัวขึ้นของราคาหุ้นในระยะถัดไป
  • โดยสรุป เราประเมินว่าตลาดหุ้นกำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านจากยุคที่หุ้นเทคโนโลยีขนาดใหญ่ครองความได้เปรียบเชิงโครงสร้างอย่างกระจุกตัว ไปสู่กลุ่มอุตสาหกรรมอื่นที่ยังมีระดับราคาไม่สูงมาก และได้รับประโยชน์จากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ อาทิ หุ้นกลุ่มพลังงาน (Energy +15.8% YTD), วัสดุพื้นฐาน (Basic Materials, +11.6%), และสินค้าบริโภคอุปโภคจำเป็น (Consumer Staple, +11.1%)

ติดตามช่องทางมิติหุ้นเพื่อรับข่าวสารตลาดทุนได้ตามลิงค์ด้านล่าง

Web : https://www.mitihoon.com/
Facebook : https://www.facebook.com/mitihoon
Youtube : https://www.youtube.com/@mitihoonofficial7770
Tiktok : www.tiktok.com/@mitihoon