วันจันทร์ 9 กุมภาพันธ์ 2026
หน้าแรก บทวิเคราะห์

Pi Daily การเมืองไทยชัดเจนมากขึ้นและดูมีเสถียรภาพ เชื่อพรรคภูมิใจไทยจะเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลพร้อมกับพรรคร่วมอื่นๆทีมีโอกาสจะครองเสียงข้างมากในสภา ประเด็นตลาดน่าจะตอบรับเชิงบวกอย่างแน่นอน ส่วนกลุ่มที่น่าสนใจได้แก่ค้าปลีก รับเหมา การเงิน คาดว่าโครงการชูโรงอย่าง คนละครึ่งพลัสจะเกิดขึ้น (+CPAXT MTC SAWAD) อื่นๆรับเหมาก่อสร้างและกลุ่มปี๊มน้ำมัน (PTG STECON)

18

มิติหุ้น – ตลาดหุ้น Dow Jones คืนวันศุกร์ปิดบวก 1206 จุด (+2.5%) รับแรงหนุนจากหุ้น NVIDIA (+7.9%) นักลงทุนมองว่าการใช้จ่ายมหาศาลของ Tech NVIDIA จะได้ประโยชน์ ด้านราคาน้ำมันดิบ BRT ปิดบวก 0.7% พลิกฟื้นจากการปรับลงในวันก่อนหน้า

คืนวันศุกร์ที่ผ่านมาสหรัฐฯประกาศความเชื่อมั่นผู้บริโภคมหาวิทยาลัยมิชิแกนพบว่าดีกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ ถ้อยแถลงภายในระบุว่ากลุ่มที่ความเชื่อมั่นเพิ่มขึ้นค่อนข้างมากได้แก่กลุ่มที่มีพอร์ตการลงทุนในหุ้นแต่หากพิจารณาที่ประชาชนที่ไม่มีพอร์ตการลงทุนพบว่าความเชื่อมั่นค่อนข้างย่ำแย่ โดยถูกกดดันจากราคาสินค้าที่สูงรวมถึงความเสี่ยงที่อาจจะตกงาน สะท้อนถึงความเปราะบางของเศรษฐกิจสหรัฐฯและการ Disrupt จาก Technology แต่อย่างไรก็ตามกับตลาดหุ้นสหรัฐฯดูจะไม่ได้สนใจปัจจัยข้างต้นมากนัก นักลงทุนส่วนมากไปให้น้ำหนักกับผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนในสหรัฐฯอย่าง Big Tech (Amazon Alphabet Microsoft) ที่เผยถึงงบลงทุน (Capex) มากถึง 600 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ บางส่วนก็กังวลกับเงินมหาศาลขนาดนี้จะทำกำไรกลับมาได้หรือไม่ทำให้นักลงทุนบางส่วนเลือกจะลดความเสี่ยงลงแต่จะดีกับผู้ให้บริการต้นน้ำและกลางน้ำอย่าง TSMC NVIDIA ราคาหุ้น NVIDIA จึงบวกแข็งแกร่งในวันศุกร์

สำหรับปัจจัยในประเทศนักลงทุนจะให้น้ำหนักกับผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนและเรื่องการเมืองไทยสถิติหลังการเลือกตั้งพบว่าตลาดหุ้นไทยมักตอบรับเชิงบวกในช่วงสัปดาห์แรกด้วยผลตอบแทนเฉลี่ย 3-5% นำมาโดยกลุ่มค้าปลีกที่ผลตอบแทนโดดเด่น (+เฉลี่ย 3-4%) ใน 1 สัปดาห์แรก

ข้อมูลล่าสุดในเช้านี้พบว่าพรรคภูมิใจไทยครองเสียง ส.ส. ด้วยจำนวน 194 เสียง พรรคประชาชน 116 เสียง พรรคเพื่อไทย 76 เสียง พรรคกล้าธรรม 57 เสียง ประเมินว่าพรรคภูมิใจไทยจะเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลโดยมี คุณอนุทินดำรงค์ตำแหน่งนายกรัฐตรีเช่นเดิมและคาดว่าจะเป็นรัฐบาลที่มีเสถียรภาพค่อนข้างมาก ตลาดหุ้นมีโอกาสตอบรับเชิงบวกจากปัจจัยนี้ ภายใต้นโยบายภูมิใจไทยที่ค่อนข้างเด่นมากที่เกี่ยวกับตลาดหุ้นได้แก่ (คนละครึ่งพลัส) มองเป็นปัจจัยหนุนหุ้นในกลุ่มค้าปลีก (BJC CPALL CPAXT HMPRO) และกลุ่มอื่นๆอย่างรับเหมาก่อสร้าง (STECON) กลุ่มเครื่องดื่มและการเงิน (MTC SAWAD CBG ICHI)

หลังจากนี้รอติดตามการจัดตั้งรัฐบาลเชื่อว่าจะใช้ระยะเวลาไม่นาน วันนี้ประเมิน SET INDEX มีโอกาสปรับขึ้นในกรอบ 1350 – 1380 รับเสถียรภาพรัฐบาลที่ชัดเจนลดความวุ่นวายทางการเมืองและคาดหวังถึงนโยบายกระตุ้นในช่วงถัดไป ในเชิงกลยุทธ์การลงทุนแม้การเมืองจะเป็นบวกแต่ก็ต้องยอมรับว่า SET INDEX ปรับขึ้นมา 8.8% จากจุดต่ำสุดเดิมก็ถือว่า Price In ปัจจัยเลือกตั้งไปพอสมควรแล้วแต่ยังคาดหวัง Upside ได้อีกเล็กน้อยจากความมั่นคงรัฐบาล เน้น Trading ในหุ้นกลุ่มค้าปลีก (BJC CPALL CPAXT HMPRO) รับเหมาก่อสร้าง (STECON) กลุ่มการเงิน (MTC SAWAD TIDLOR) เครื่องดื่ม (ICHI)

STECON (ซื้อ / ราคาเป้าหมาย 9.40 บาท)

แนวโน้ม 4Q25 คาดเห็นการฟื้นตัวได้อย่างมากจาก 3Q25 หลังหลายโครงการมีกำหนด ส่งมอบภายในปี 25 อย่างเช่นงานโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ที่มี มูลค่ากว่า 6,400 ล้านบาท ขณะที่การเซ็นสัญญางานใหม่ ในปี 25 อาจจะต่ำเป้าที่ระดับ 50,000 ล้านบาทไปเล็กน้อยเพราะงานภาครัฐ ชะลอตัว อย่างไรก็ตาม STECON มีงานภาคเอกชนเข้ามาชดเชยทำให้ งานใหม่ในปี 25 นี้จะยังสูงกว่า 40,000 ล้านบาท

CPAXT (ซื้อ / ราคาเป้าหมาย 18.00 บาท)

คาดธุรกิจขายส่ง (Makro) รายงาน EBITDA เพิ่มขึ้น YoY ใน 4Q25 หนุนจากรายได้ 7.4 หมื่นล้านบาท (+3%YoY) หนุนจากการขยายสาขา 2 สาขา Makro ที่ขอนแก่นและเมียนมา รวมถึงรับรู้ยอดขายจาก Lucky Frozen เต็มไตรมาส

ติดตามช่องทางมิติหุ้นเพื่อรับข่าวสารตลาดทุนได้ตามลิงค์ด้านล่าง

Web : https://www.mitihoon.com/
Facebook : https://www.facebook.com/mitihoon
Youtube : https://www.youtube.com/@mitihoonofficial7770
Tiktok : www.tiktok.com/@mitihoon