วันอังคาร 10 กุมภาพันธ์ 2026
หน้าแรก Uncategorized

TISCO ESU ผลการเลือกตั้งอย่างไม่เป็นทางการ พรรคภูมิใจไทยนำคะแนนเลือกตั้ง ส่งสัญญาณเดินหน้าคนละครึ่งพลัสหนุนการบริโภคภาคเอกชน

21

Today’s Data Releases
  • ญี่ปุ่น: ยอดคำสั่งซื้อเครื่องจักร (Machine Tool Orders) เบื้องต้น เดือน ม.ค.
  • สหรัฐฯ: ยอดค้าปลีก (Retail Sales) เดือน ธ.ค.
Key economic indicators
Source: Bloomberg, TISCO Economic Strategy Unit (TISCO ESU)
Note: Remark on the unofficial election results as of 9 Feb 2026
Source: Press, NESDC, TISCO Economic Strategy Unit (TISCO ESU)
  • สรุปผลการเลือกตั้งปี 2569 ล่าสุดอย่างไม่เป็นทางการ (นับแล้ว 94%) พรรคภูมิใจไทยครองที่นั่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) สูงที่สุดรวม 193 ที่นั่ง รองลงมาอันดับที่ 2 คือพรรคประชาชน 118 ที่นั่ง และอันดับที่ 3 พรรคเพื่อไทย 74 ที่นั่ง ผลลัพธ์ดังกล่าวสร้างความประหลาดใจต่อตลาด เนื่องจากแตกต่างจากผลสำรวจความคิดเห็นก่อนการเลือกตั้งอย่างมีนัยสำคัญ อย่างไรก็ตาม เรามองว่าผลการเลือกตั้งครั้งนี้มีนัยสำคัญต่อทิศทางนโยบายเศรษฐกิจและความต่อเนื่องของมาตรการกระตุ้นกำลังซื้อในระยะข้างหน้า หลังจากที่ก่อนหน้านี้อยู่ในภาวะสูญญากาศทางการเมือง โอกาสที่พรรคภูมิใจไทยจะสามารถเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลได้สำเร็จมีค่อนข้างสูง ซึ่งจะเพิ่มความเป็นไปได้ในการสานต่อนโยบายต่าง ๆ ที่ได้เริ่มดำเนินการไว้ในช่วงการบริหารงานรัฐบาลชั่วคราวตลอด 3 เดือนที่ผ่านมา
  • ความเสี่ยงด้านความล่าช้าในการจัดทำและเบิกจ่ายงบประมาณปี 2027 ปรับลดลงจากเดิม โดยก่อนหน้านี้เราประเมินว่าไทม์ไลน์การจัดตั้งรัฐบาลอาจส่งผลให้งบประมาณปี 2027 ล่าช้าราว 2–3 เดือน และในกรณีเลวร้ายอาจไม่สามารถเบิกจ่ายได้ทันภายในสิ้นปี ซึ่งจะทำให้มาตรการสนับสนุนทางการคลังขาดความต่อเนื่อง และเศรษฐกิจอาจต้องพึ่งพานโยบายการเงินเป็นหลัก อย่างไรก็ดี ผลการเลือกตั้งที่มีความชัดเจนมากขึ้นในครั้งนี้ ทำให้เราประเมินว่าการจัดตั้งรัฐบาลมีแนวโน้มเกิดขึ้นได้เร็วกว่าที่คาด ส่งผลให้ความล่าช้าของงบประมาณอาจจำกัดอยู่ที่เพียง 1–2 เดือน ซึ่งยังเพียงพอสำหรับการออกมาตรการเพิ่มเติมเพื่อพยุงเศรษฐกิจในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปีนี้
  • ทั้งนี้ ในส่วนของนโยบายเศรษฐกิจที่โดดเด่นของพรรคภูมิใจไทยจากการหาเสียงครั้งล่าสุด พบว่าให้น้ำหนักกับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นเป็นหลัก โดยเฉพาะโครงการ คนละครึ่งพลัส เฟส 2 แม้ว่างบประมาณจากงบกลางที่สามารถนำมาใช้ได้จะเหลืออยู่ราว 30,000 ล้านบาท (เทียบกับเฟส 1 ที่ตั้งงบประมาณประมาณ 44,000 ล้านบาท) ซึ่งอาจไม่เพียงพอในการขยายจำนวนสิทธิให้มากกว่ารอบแรก อย่างไรก็ดี วงเงินดังกล่าวคาดว่าจะเพียงพอสำหรับรองรับผู้ที่ตกหล่นจากรอบก่อนหน้า และคาดว่าจะช่วยพยุงการบริโภคภายในประเทศในช่วงที่มาตรการมีผลบังคับใช้ โดยเราประเมินว่าสามารถเพิ่มแรงหนุนต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (GDP) ได้ราว 0.15-0.2 ppt
  • นอกจากนี้ มาตรการอื่นที่คาดว่าจะมีบทบาทสนับสนุนเศรษฐกิจในระยะถัดไป ได้แก่ โครงการ Fast Pass ซึ่งหากมีการดำเนินการอย่างต่อเนื่อง อาจช่วยเร่งการตัดสินใจลงทุนในประเทศ โดยสะท้อนจากมูลค่าคำขอรับส่งเสริมการลงทุน (BOI) ที่ขยายตัวราว 57% YoY ในปี 2025 ประกอบกับมาตรการบรรเทาค่าครองชีพเพื่อสนับสนุนการใช้จ่ายภาคเอกชนได้แก่ นโยบายพักชำระหนี้ สำหรับโครงการ “ปิดหนี้ไว ไปต่อได้” ในวงเงินไม่เกิน 100,000 บาทต่อราย รวมถึง นโยบายลดค่าไฟฟ้า 3 บาทต่อหน่วย สำหรับครัวเรือนที่ใช้ไฟฟ้าไม่เกิน 200 หน่วยต่อเดือน
  • สำหรับผลกระทบต่อฐานะการคลัง เราประมาณการวงเงินในการดำเนินนโยบายต่อปีตามแผนนโยบายที่ยื่นต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) โดยเมื่อเปรียบเทียบ 3 พรรคหลักที่ได้คะแนนเสียงสูงสุด พบว่าพรรคภูมิใจไทยมีวงเงินนโยบายอยู่ราว 1.5 แสนล้านต่อปี ซึ่งถือว่าต่ำกว่าพรรคอื่นๆ และยังคงอยู่ภายในกรอบงบประมาณรายจ่ายลงทุนเฉลี่ยในช่วงปี 2022-2026 ที่ราว 8 แสนล้านบาทต่อปี ดังนั้น ภายใต้กรอบแผนการคลังระยะปานกลาง 2027-2030 (Medium–Term Fiscal Framework : MTFF) ที่ตั้งเป้าลดการขาดดุลการคลังอย่างค่อยเป็นค่อยไปจากระดับ -4.4% ของ GDP สู่ช่วง -2% ถึง -3% มีความเป็นไปได้ โดยมีเงื่อนไขสำคัญคือการปรับขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) จาก 7% เป็น 10% ตามแผนที่วางไว้

ติดตามช่องทางมิติหุ้นเพื่อรับข่าวสารตลาดทุนได้ตามลิงค์ด้านล่าง

Web : https://www.mitihoon.com/
Facebook : https://www.facebook.com/mitihoon
Youtube : https://www.youtube.com/@mitihoonofficial7770
Tiktok : www.tiktok.com/@mitihoon