วันศุกร์ 27 กุมภาพันธ์ 2026
หน้าแรก บทวิเคราะห์

SCB CIO มองตลาดหุ้นเกิดใหม่เอเชียเด่นรับธีมAIญี่ปุ่นสดใสหลังเลือกตั้ง แนะเพิ่มสินทรัพย์โครงสร้างพื้นฐานในพอร์ต หนุนโอกาสเติบโตระยะยาว

5

มิติหุ้น – SCB CIO ชี้กระแสการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI ยังแข็งแกร่ง จากการเร่งเพิ่มงบลงทุนของ Hyperscaler สหรัฐฯ หนุนห่วงโซ่อุปทานเอเชีย โดยเฉพาะเซมิคอนดักเตอร์ในไต้หวัน–เกาหลีใต้ พร้อมอานิสงส์การกระจายฐานการผลิตจากความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ เสริมบทบาทเอเชีย ขณะที่ตลาดหุ้นญี่ปุ่นยังมีแนวโน้มขาขึ้น จากเสถียรภาพการเมือง มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ และการปฏิรูปธรรมาภิบาล แม้เผชิญความกังวลด้านการคลังและค่าเงินเยน ด้านสินทรัพย์โครงสร้างพื้นฐานยังโดดเด่นจาก Mega Forces และ Valuation น่าสนใจ แนะนำพอร์ตหลักเน้นรายได้สม่ำเสมอผ่านตราสารหนี้สหรัฐฯ ระยะสั้นคุณภาพดี ควบคู่การเติบโตในหุ้นสหรัฐฯ ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ ผ่านกองทุนรวม พร้อมถือทองคำเพื่อกระจายความเสี่ยง และเพิ่มโอกาสระยะสั้นในธีมเซมิคอนดักเตอร์และพลังงานยั่งยืนสำหรับผู้รับความเสี่ยงได้ปานกลางถึงสูง

นายศรชัย สุเนต์ตา, CFA Deputy Head of High Net Worth and Affluent Banking ธนาคารไทยพาณิชย์ เปิดเผยว่า SCB CIO ได้แลกเปลี่ยนมุมมองการลงทุนกับ BlackRock ผู้เชี่ยวชาญการลงทุนระดับโลก โดยมองว่า ในเดือน ก.พ. 2569 แนวโน้มแรงขับเคลื่อนด้านโครงสร้างพื้นฐาน AI ยังคงแข็งแกร่งอย่างต่อเนื่อง สะท้อนจากกลุ่มผู้ให้บริการศูนย์ข้อมูลขนาดใหญ่ (Hyperscaler) ในสหรัฐฯ ที่คาดว่า งบลงทุน (CAPEX) ในปี 2569 จะอยู่ที่ 610,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งเป็นการเร่งตัวขึ้นถึง 70%YoY และเป็นระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ โดยเงินลงทุนอย่างมากนี้ส่งผลให้ตลาดเกิดใหม่ในภูมิภาคเอเชีย (EM Asia) ได้รับอานิสงส์โดยตรง ในฐานะห่วงโซ่อุปทานที่สำคัญด้าน AI โดยมีไต้หวัน และเกาหลีใต้ ที่เป็นศูนย์กลางของกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์และชิปหน่วยความจำต้นน้ำ ซึ่งได้รับแรงหนุนจากคำสั่งซื้อที่แข็งแกร่ง และการขยายกำลังการผลิต ส่งผลบวกต่อแนวโน้มผลประกอบการในปี 2569 นอกจากนี้ กลุ่มผู้ผลิตชิปต้นน้ำในเอเชียยังมีอำนาจต่อรองด้านราคาสูง เนื่องจากภาวะอุปทานที่ยังตึงตัว จากข้อจำกัดด้านระยะเวลาในการขยายกำลังการผลิตที่ต้องใช้เวลามากกว่า 1 ปี รวมถึงความซับซ้อนของเทคโนโลยีขั้นสูง ขณะที่ ประเด็นการแตกขั้วทางภูมิรัฐศาสตร์เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้เกิดการกระจายฐานการผลิตมายังเอเชียมากขึ้น

ในส่วนของประเทศพัฒนาแล้วในเอเชียอย่างญี่ปุ่น เสถียรภาพทางการเมืองเพิ่มสูงขึ้นหลังผลการเลือกตั้งสภาผู้แทนราษฎรไปเมื่อวันที่ 8 ก.พ. 2569 นายกรัฐมนตรี Sanae Takaichi สามารถนำพรรคร่วมรัฐบาลครองเสียงในสภาได้ถึง 352 จาก 465 เสียง ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในประวัติศาสตร์ เอื้อต่อการผลักดันนโยบายเศรษฐกิจต่างๆ ได้รวดเร็วขึ้น ทั้งนี้ รัฐบาลภายใต้การนำของ Takaichi มีทิศทางใช้นโยบายการคลังแบบขยายตัวที่ชัดเจน เช่น การระงับเก็บภาษีการบริโภคด้านอาหาร จากเดิม 8% เป็น 0% เป็นเวลา 2 ปี เพื่อบรรเทาค่าครองชีพ โดยแม้มาตรการนี้จะช่วยกระตุ้นการบริโภค แต่ได้สร้างความกังวลต่อสถานะการคลัง เนื่องจากรัฐบาลอาจสูญเสียรายได้ภาษีราว 4.8-5 ล้านล้านเยนต่อปี โดยความกังวลดังกล่าวส่งผลให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลญี่ปุ่น (JGB) ปรับตัวขึ้น และกดดันให้ค่าเงินเยนมีแนวโน้มอ่อนค่าลง อย่างไรก็ดี ตลาดหุ้นญี่ปุ่นยังอยู่ในแนวโน้มขาขึ้น โดยในระยะสั้นจะได้อานิสงส์จากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ และเงินเยนที่อ่อนค่า ส่วนในระยะยาว ตลาดหุ้นญี่ปุ่นยังมีแรงหนุนจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ กำไรบริษัทจดทะเบียนที่เติบโต และการปฏิรูปธรรมาภิบาลที่มุ่งยกระดับอัตราผลตอบแทนต่อส่วนผู้ถือหุ้น (Return on equity :ROE) และอัตราส่วนราคาหุ้นต่อมูลค่าทางบัญชี (P/BV) ให้สูงขึ้นอย่างยั่งยืน

                อีกประเด็นที่น่าจับตา คือ สินทรัพย์โครงสร้างพื้นฐาน ที่ได้รับอานิสงส์จากแรงขับเคลื่อนมหาศาล (Mega Forces) หลายประเด็นที่กำลังเปลี่ยนเศรษฐกิจโลก ไม่ว่าจะเป็นการเร่งตัวของ AI การเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด และการแบ่งขั้วทางภูมิรัฐศาสตร์ ทำให้สินทรัพย์นี้ไม่เพียงช่วยกระจายความเสี่ยงเท่านั้น แต่ช่วยให้พอร์ตเติบโตได้ในระยะยาวด้วย ในขณะเดียวกัน Valuation ของสินทรัพย์โครงสร้างพื้นฐานในปัจจุบันยังไม่สะท้อนศักยภาพที่แท้จริง โดยสินทรัพย์โครงสร้างที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ยังมีอัตราส่วนมูลค่ากิจการต่อกำไรก่อนหักดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่าย (EV/EBITDA) ยังซื้อขายต่ำกว่าตลาดหุ้นประเทศพัฒนาแล้วอย่างมีนัยสำคัญ​ ขณะที่ โครงสร้างพื้นฐานที่เป็นสินทรัพย์นอกตลาด (private markets)* มี Valuation อยู่ในระดับใกล้เคียงกับค่าเฉลี่ย แต่เปิดโอกาสให้สามารถเข้าถึงโครงการและแหล่งรายได้ที่หลากหลาย อย่างไรก็ตาม นักลงทุนส่วนใหญ่ยังจัดสรรเงินลงทุนในสินทรัพย์โครงสร้างพื้นฐานต่ำไป ผลการวิเคราะห์ของ BlackRock ชี้ว่า พอร์ตเกษียณอายุทั่วไปมักมีสัดส่วนการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานแฝงอยู่เพียง 4-5% ผ่านการถือหุ้นสาธารณูปโภคและตราสารหนี้ที่เกี่ยวข้อง ทำให้คาดว่า มีโอกาสที่นักลงทุนจะเพิ่มสัดส่วนการลงทุนในสินทรัพย์นี้ขึ้นเป็น 10-19% ได้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพพอร์ต เนื่องจากสินทรัพย์นี้มีคุณสมบัติเด่นในการสร้างกระแสเงินสดที่มั่นคง และมีกลไกปรับราคาตามเงินเฟ้อที่แข็งแกร่ง

สำหรับคำแนะนำการลงทุนบนพอร์ตหลัก (Core Portfolio) SCB CIO แนะนำสร้างกระแสเงินสดสม่ำเสมอ โดยทยอยลงทุนระยะยาวในพันธบัตรรัฐบาลและหุ้นกู้คุณภาพดีระยะสั้นของสหรัฐฯ โดยเน้นคัดเลือกเครดิตรายตัว เลือกผู้ออกตราสารที่มีปัจจัยพื้นฐานดี มากกว่าการเก็งกำไรจากส่วนต่างอัตราผลตอบแทนพันธบัตรที่ลดลง ควบคู่กับการลงทุนในสินทรัพย์โครงสร้างพื้นฐาน REITs โดยเรามองว่า REITs ของสิงคโปร์ยังน่าสนใจ จากแนวโน้มต้นทุนกู้ยืมที่ลดลง ทำให้การเติบโตของผลตอบแทนต่อหน่วยลงทุนเพิ่มขึ้น และ REITs ของไทย จาก Valuation อยู่ในระดับที่น่าสนใจ และมีอัตราการจ่ายปันผลสูงถึง 8%

ส่วนการสร้างโอกาสเติบโต ให้เน้นลงทุนผ่านกองทุนรวม ตลาดหุ้นสหรัฐฯ จากกำไรบริษัทที่ยังมีแนวโน้มเติบโตโดดเด่น และเป็นวงกว้างขึ้น รับผลบวกจากกระแส AI และจากสภาพแวดล้อมมหภาคที่เอื้ออำนวย ทั้งแรงส่งทางการเงินการคลัง การผ่อนคลายด้านกฎระเบียบ และความไม่แน่นอนด้านนโยบายที่ลดลง ตลาดหุ้นญี่ปุ่น จากการเติบโตของเศรษฐกิจและกำไรบริษัท จากความคืบหน้าการปฏิรูปธรรมภิบาล และจากการเพิ่มขึ้นของเสถียรภาพรัฐบาลหลังผลการเลือกตั้งญี่ปุ่น ซึ่งเพิ่มความคาดหวังการออกมาตรการกระตุ้นเพิ่มเติม ตลาดหุ้นเกาหลีใต้ จากอุปสงค์ชิปหน่วยความจำที่แข็งแกร่ง ตามอุปสงค์ AI ที่เพิ่มขึ้นทั่วโลก รวมทั้ง จากนโยบายปฏิรูปด้านตลาดทุน ซึ่งจะช่วยหนุน valuation ตลาดฯ ขณะที่ ควรลงทุนใน ทองคำ เพื่อกระจายความเสี่ยง ท่ามกลางการสะสมทองคำในทุนสำรองของธนาคารกลางต่างๆ

ขณะที่ พอร์ตเสริม (Opportunistic Portfolio) สำหรับนักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้ปานกลางถึงสูง และต้องการลงทุนระยะสั้น แนะนำลงทุนผ่านกองทุนรวม ที่ลงทุนในหุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ ซึ่งได้อานิสงส์จากการเติบโตของโครงสร้างพื้นฐาน AI และ Data Center ซึ่งช่วยหนุนการเติบโตตลอดห่วงโซ่อุปทาน AI โดยเฉพาะกลุ่มชิปและหน่วยความจำ ที่สถาบันต่างๆ คาดว่า โมเมนตัมกำไรจะเร่งตัวขึ้นอย่างมีนัยในช่วงครึ่งแรกของปี ลงทุนหุ้นกลุ่มพลังงานยั่งยืน ที่ได้อานิสงส์จากการขยายตัวของ AI และ Data Center โดยที่ Valuation ยังซื้อขายต่ำกว่าหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี และมี Dividend Yield ที่สูงกว่า อีกทั้งแนวโน้มกำไรยังขยายตัว ตามความต้องการใช้ไฟฟ้าทั่วโลกที่พุ่งขึ้น

ที่มา: Economics and Portfolio Strategy (EPS) ประจำเดือน ก.พ. 2569

จัดทำโดย SCB CIO ณ วันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2569 ทั้งนี้ ข้อมูลอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ในแต่ละขณะเวลา ผู้ใช้ข้อมูลควรใช้ความระมัดระวังในการตัดสินใจลงทุน

คำเตือน

  • การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยง รวมถึงควรขอคำแนะนำเพิ่มเติมจากผู้ประกอบธุรกิจก่อนตัดสินใจลงทุน
  • เนื่องจากกองทุนไม่ได้ป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนทั้งจำนวน ผู้ลงทุนอาจขาดทุนหรือได้รับกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน/หรือได้รับเงินคืนต่ำกว่าเงินลงทุนเริ่มแรกได้
  • การลงทุนใน Private Assets เป็นผลิตภัณฑ์การลงทุนสำหรับผู้ลงทุนที่มีคุณสมบัติเป็นผู้ลงทุนรายใหญ่พิเศษ (Ultra High Networth) เท่านั้น
  • กองทุน/ผลิตภัณฑ์ตลาดทุนที่มีความเสี่ยงสูงหรือมีความซับซ้อน มีความแตกต่างจากการลงทุนหรือใช้บริการกองทุนรวม/ผลิตภัณฑ์ตลาดทุนทั่วไป ผู้ลงทุนควรขอคำแนะนำเพิ่มเติมจากผู้ประกอบธุรกิจก่อนทำการลงทุน” และ “การลงทุนในกองทุน/ผลิตภัณฑ์ในตลาดทุนที่มีความเสี่ยงสูงหรือมีความซับซ้อนซึ่งมีปัจจัยอ้างอิง มีความแตกต่างจากการลงทุนในปัจจัยอ้างอิงโดยตรง จึงอาจทำให้ราคาของผลิตภัณฑ์ในตลาดทุนดังกล่าวมีความผันผวนแตกต่างจากราคาของปัจจัยอ้างอิงได้ ในกรณีที่เป็นกองทุนรวมที่มีปัจจัยอ้างอิง (underlying asset) และกำหนดเงื่อนไขการจ่ายผลตอบแทนโดยอ้างอิงกับปัจจัยอ้างอิงดังกล่าว
  • สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ SCB Call Center โทร. 02-777-7777

ติดตามช่องทางมิติหุ้นเพื่อรับข่าวสารตลาดทุนได้ตามลิงค์ด้านล่าง

Web : https://www.mitihoon.com/
Facebook : https://www.facebook.com/mitihoon
Youtube : https://www.youtube.com/@mitihoonofficial7770
Tiktok : www.tiktok.com/@mitihoon