
มิติหุ้น – กรุงเทพฯ – บริษัท โกลบอลกรีนเคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ GGC ประกาศกลยุทธ์การเติบโตครั้งสำคัญภายใต้แนวคิด “GGC Taking The Future” ปี 2569 มุ่งสร้างโอกาสเติบโตทางธุรกิจควบคู่การขับเคลื่อนความยั่งยืนโดยยกระดับประสิทธิภาพเชิงโครงสร้าง เพิ่มความสามารถ ในการแข่งขัน และเร่งขยายธุรกิจในกลุ่มผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง (High Value Products: HVP) พร้อมวางรากฐาน Carbon Credit เพื่อสร้างข้อได้เปรียบทางธุรกิจในระยะยาว
ปี 2569 ตั้งเป้าผลักดัน EBITDA เติบโต 10% จากการยกระดับความสามารถ ในการแข่งขัน เพิ่มมูลค่าธุรกิจ พร้อมสร้างความยั่งยืนให้เป็นโอกาสทางธุรกิจ เพื่อผลักดันรายได้ 20% โดยมีเป้าหมาย EBITDA แตะระดับ 1,200 ล้านบาท ภายในปี 2573
นายกฤษฎา ประเสริฐสุโข กรรมการผู้จัดการ บริษัท โกลบอลกรีนเคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ GGC เปิดเผยถึงทิศทางธุรกิจว่า ในปี 2569 แม้ประเทศไทยและภาคอุตสาหกรรม จะยังคงเผชิญความท้าทายรอบด้าน ทั้งจากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ นโยบายกำแพงภาษี ความผันผวนของเศรษฐกิจโลก และราคาพลังงานที่ปรับตัวตามกลไกตลาด แต่ GGC มีความพร้อม ในการรับมือและปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว และด้วยศักยภาพด้านความยืดหยุ่นทางการเงิน (Financial Resilience) ที่แข็งแกร่ง บริษัทฯ มีการบริหารจัดการสภาพคล่องอย่างมีประสิทธิภาพ มีกระแสเงินสดจากการดำเนินงานที่เป็นบวกอย่างต่อเนื่อง และยังคงรักษาสถานการณ์เป็นบริษัท ที่ปราศจากภาระหนี้ (Debt-Free Company) ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญที่พร้อมรองรับการเติบโต ตามยุทธศาสตร์ระยะยาวของบริษัทฯ
ปี 2569 GGC เดินหน้ากำหนดแผนการดำเนินธุรกิจภายใต้แนวคิด “GGC Taking the Future” เพื่อตอกย้ำเจตนารมณ์ในการขับเคลื่อนองค์กรอย่างมุ่งมั่นและมีทิศทางชัดเจน ก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นคง ยกระดับศักยภาพการแข่งขัน สร้างโอกาสทางธุรกิจใหม่ พร้อมกำหนดอนาคตขององค์กรด้วยความรับผิดชอบและการเติบโตยั่งยืน ผ่าน 3 กลยุทธ์หลักสำคัญ ได้แก่
1.Take Cost Competitiveness: ยกระดับความสามารถในการแข่งขันด้านต้นทุน โดยตั้งเป้าลดต้นทุนเชิงโครงสร้าง 150 ล้านบาท ผ่านการบริหารการใช้สินทรัพย์ให้เกิดประโยชน์สูงสุด และลดต้นทุนต่อหน่วยอย่างเป็นระบบ ด้วยการขับเคลื่อน Internal Transformation, Process Optimization และ Technology Shift เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและเสริมความแข็งแกร่งเชิงการแข่งขัน
ปัจจุบัน GGC มีโครงสร้างทางการเงินที่แข็งแกร่ง โดยมีแผนลงทุน ปี 2569 จำนวน 400 ล้านบาท ซึ่งใช้เงินทุนหมุนเวียนของบริษัทฯ สะท้อนถึงศักยภาพในการบริหารความยืดหยุ่น (Financial Resilience) ท่ามกลางความท้าทายของเศรษฐกิจโลก เรายังคงรักษาฐานะการเป็น “Debt-Free Company” ได้อย่างมั่นคง โดย ณ สิ้นปี 2568 บริษัทฯ มีสินทรัพย์รวมกว่า 10,332 ล้านบาท และด้วยกระแสเงินสดจากการดำเนินงานเกือบ 1,000 ล้านบาท บริษัทฯ ได้จัดสรรงบประมาณอย่างเป็นระบบ โดยมุ่งเน้นการลงทุน (CAPEX) เพื่อสร้างผลตอบแทนระยะยาว นอกจากนี้ยังมีการบริหารสภาพคล่องผ่านการลงทุนในเงินฝากระยะสั้น รวมถึงการบริหารจัดการค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานอย่างมีประสิทธิภาพ
2.Take Growth & Value: เร่งสร้างการเติบโตและเพิ่มมูลค่าธุรกิจอย่างเป็นระบบ ผ่านการขยายกำลังการผลิต Fatty Alcohol อีก 10,000 ตัน เพื่อรองรับความต้องการตลาดและเสริมศักยภาพการแข่งขัน ควบคู่กับการดำเนินกลยุทธ์เชิงพาณิชย์แบบ Data-Driven และการใช้โมเดลธุรกิจ Tolling / Trading เพื่อเพิ่มความคล่องตัวและสร้างผลกำไรอย่างมีประสิทธิภาพ
พร้อมกันนี้ บริษัทฯ ตั้งเป้าผลักดันรายได้จากผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง (High Value Products: HVP) เติบโต 20 % ผ่าน 4 แพลตฟอร์มหลัก ได้แก่
2.1 กลุ่มอุตสาหกรรมอาหารและอาหารสัตว์ (Food & Feed) ซึ่งจะเปิดตัว Bio NutriSorb อิมัลชั่น ชีวภาพ สำเร็จรูปสำหรับผสมอาหารสัตว์ และขยายไลน์ Nutralist ด้วย Vitamin C Plus รองรับแนวโน้มการดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน
2.2 กลุ่มผลิตภัณฑ์เภสัชกรรม (Pharmaceutical) โดยบริษัทฯ จะเปิดตัวผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ภายใต้ Nutralist ได้แก่ Phyto Activ Plus ช่วยดูแลเรื่องคอเลสเตอรอล สุขภาพหัวใจ และหลอดเลือด เพื่อตอบโจทย์ผู้บริโภคที่ใส่ใจสุขภาพ
2.3 กลุ่มผลิตภัณฑ์ดูแลผิวและเครื่องสำอาง (Cosmetic & Personal Care) เปิดตัว C12-14 Alkyl / Benzoate (ABZ) วัตถุดิบสำหรับ Skincare และ Cosmetics เพื่อเจาะตลาดความงามที่เติบโต โดยให้ความสำคัญกับคุณภาพ ความปลอดภัย และมาตรฐานสากล
2.4 กลุ่มผลิตภัณฑ์เพื่อใช้งานในอุตสาหกรรม (Industrial Application) ผลักดัน Biosovell สำหรับภาคเกษตร (Biochemical for Agriculture) และอุตสาหกรรมสี (Paint) เน้นสารเคมีชีวภาพที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและสอดคล้องมาตรฐานความยั่งยืน/คาร์บอนต่ำ
3.Take Sustainability Forward: สร้างความยั่งยืนให้เป็นทั้งโอกาสทางธุรกิจ และข้อได้เปรียบเชิงการแข่งขัน โดยขับเคลื่อนผ่านโครงการ Carbon Credit Program จากสวนปาล์มต้นแบบกว่า 5,000 ไร่ และเตรียมความพร้อมด้าน EUDR เพื่อสร้างระบบ Traceability ครบตลอดห่วงโซ่อุปทาน รวมทั้งการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของโรงงานผ่านโครงการ Biogas และการเพิ่มประสิทธิภาพพลังงาน (Energy Efficiency) เพื่อมุ่งสู่การลด GHG Emission อย่างเป็นรูปธรรม
เพื่อสร้าง GGC ให้ชนะด้วยต้นทุน เติบโตด้วยพอร์ตที่ใช่ และยั่งยืนแบบวัดผลได้
เรามีความเชื่อมั่นว่า GGC จะสามารถบรรลุเป้าหมายทางธุรกิจที่วางไว้ ด้วยการเสริมศักยภาพในด้านต่าง ๆ เดินหน้าขับเคลื่อนตามแนวคิด “GGC Taking The Future” ของธุรกิจอย่างแข็งแกร่ง เพื่อสร้างความมั่นคงให้แก่องค์กรและการเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างอนาคตที่มั่นคง และยั่งยืนให้สังคม และประเทศไทย พัฒนาและยกระดับองค์กรสู่ความยั่งยืนต่อไปในอนาคต ตามวิสัยทัศน์ TO BE A LEADING GREEN CHEMICAL COMPANY BY CREATING SUSTAINABLE VALUE หรือ เป็นผู้นำผลิตภัณฑ์เคมีเพื่อสิ่งแวดล้อม พร้อมขับเคลื่อนพลังแห่งการสร้างสรรค์ เพื่อคุณค่าที่ยั่งยืน” นายกฤษฎา กล่าวทิ้งท้าย
ติดตามช่องทางมิติหุ้นเพื่อรับข่าวสารตลาดทุนได้ตามลิงค์ด้านล่าง
Web : https://www.mitihoon.com/
Facebook : https://www.facebook.com/mitihoon
Youtube : https://www.youtube.com/@mitihoonofficial7770
Tiktok : www.tiktok.com/@mitihoon




























