
มิติหุ้น – บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) ผู้นำด้านพลังงานที่หลากหลาย แถลงผลการดำเนินงานปี 2568 และทิศทางการเติบโตปี 2569-2573 ในคอนเซปต์ “Powering the Intelligence Era” โดยปีที่ผ่านมา บริษัทฯ เปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์และจำหน่ายถ่านหินจากเหมืองในมองโกเลียได้เป็นปีแรก พร้อมขยายพอร์ตสู่แร่แห่งอนาคตผ่านการลงทุนในธุรกิจนิกเกิลในอินโดนีเซีย เสริมแกร่งห่วงโซ่คุณค่าของธุรกิจก๊าซธรรมชาติจากการขยายแหล่งก๊าซบาร์เน็ตต์ และการรวมสินทรัพย์โรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติในสหรัฐฯ ร้อยละ 75 ไว้ภายใต้ BKV นอกจากนั้น ยังเดินหน้าขยายพอร์ตธุรกิจ BESS ในออสเตรเลีย ญี่ปุ่น และสหรัฐฯ ทั้งนี้ แผนปรับโครงสร้างกลุ่มธุรกิจโดยการควบบริษัทระหว่างบ้านปูกับบ้านปู เพาเวอร์ เป็นบริษัทมหาชนจำกัดใหม่ภายใต้ชื่อ BANPU (NewCo) และจะนำบริษัทใหม่เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยเสร็จสิ้นภายในไตรมาสที่ 3 ปี 2569
นายสินนท์ ว่องกุศลกิจ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “ปี 2568 สะท้อนให้เห็นถึงการเดินหน้ากลยุทธ์ Energy Symphonics ของบ้านปูที่ต่อเนื่อง และการก้าวสู่ BANPU (NewCo) นับเป็นการวางรากฐานสำคัญเพื่อยกระดับศักยภาพของบ้านปูให้เติบโตได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว ทั้งเสริมประสิทธิภาพการดำเนินงานจากการผสานพลังระหว่าง 4 กลุ่มธุรกิจหลัก สนับสนุนการจัดสรรเงินลงทุนให้สอดคล้องกับทิศทางการเติบโตของแต่ละกลุ่มธุรกิจ และปลดล็อกคุณค่าของสินทรัพย์เพื่อสร้างมูลค่าสูงสุดให้กับผู้ถือหุ้น ในขณะที่ AI และ Data Center กำลังขยายตัวต่อเนื่อง โดยต้องพึ่งพาปัจจัยพื้นฐานอย่างพลังงานเพิ่มขึ้นมหาศาล บ้านปูก็พร้อมตอบรับโอกาสนั้นด้วยพอร์ตโฟลิโอพลังงานที่ครบวงจรและสะอาดยิ่งขึ้น โดยมีเป้าหมายชัดเจนคือการสร้าง EBITDA ให้เติบโตมากกว่า 1.5 เท่า และสร้างรายได้ EBITDA จากธุรกิจที่ไม่ใช่ถ่านหินมากกว่า 50% ภายในปี 2573″
ภายหลังการอนุมัติธุรกรรมควบบริษัทจากการประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นเมื่อวันที่ 29 มกราคมที่ผ่านมา BANPU และ BPP จะดำเนินการควบบริษัทภายใต้ พ.ร.บ. บริษัทมหาชนจำกัด และคาดว่าจะมีการรับซื้อหุ้นจากผู้ถือหุ้นที่คัดค้านการควบบริษัท การจัดสรรหุ้นของบริษัทใหม่ให้แก่ผู้ถือหุ้น และการจัดประชุมผู้ถือหุ้นร่วมของทั้งสองบริษัท (Joint Shareholders’ Meeting) ภายในไตรมาส 2/2569 และจะนำบริษัทใหม่เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยภายในไตรมาส 3/2569 ทั้งนี้ การปรับโครงสร้างครั้งนี้ได้แบ่งออกเป็น 4 กลุ่มธุรกิจหลัก ที่มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนการเติบโตของบ้านปู ได้แก่ เหมืองยุคใหม่ (Next-Gen Mining) มุ่งมั่นสร้างคุณค่าจากทรัพยากรอย่างมีความรับผิดชอบ เน้นเพิ่มประสิทธิภาพในธุรกิจด้วยเทคโนโลยี AI ก๊าซธรรมชาติครบวงจรในสหรัฐฯ (U.S. Closed-Loop Gas) เติบโตด้วยสูตรสำเร็จ (Winning Formula) ที่ผสานธุรกิจก๊าซธรรมชาติ ธุรกิจไฟฟ้า และธุรกิจดักจับและกักเก็บคาร์บอนไดออกไซด์ (CCUS) เพื่อส่งมอบพลังงานที่มีคาร์บอนต่ำ ไฟฟ้าและธุรกิจที่เกี่ยวเนื่อง (Power+) เป็นแพลตฟอร์มธุรกิจไฟฟ้าและโครงสร้างพื้นฐานครบวงจรที่ดำเนินธุรกิจไฟฟ้าเต็มรูปแบบ เพื่อรองรับความต้องการใช้พลังงานที่เพิ่มขึ้นจาก AI และ Data Center และเทคโนโลยีแห่งอนาคต (Future Tech) เป็นตัวเร่งการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน ด้วยการเพิ่มการลงทุนในเทคโนโลยีดิจิทัลและเมกะเทรนด์ใหม่ ๆ ควบคู่กับการนำเสนอโซลูชันพลังงานสำหรับลูกค้ารายย่อย
โดยในปี 2568 ทั้ง 4 กลุ่มธุรกิจของบ้านปูมีผลการดำเนินงานที่สำคัญ ดังนี้
เหมืองยุคใหม่ (Next-Gen Mining) บริษัทฯ เปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์เหมืองถ่านหินในมองโกเลียอย่างเป็นทางการในปีแรก และรายงานปริมาณการขาย 1.62 ล้านตัน ส่วนเหมืองในอินโดนีเซียจัดตั้ง Transformation Office เพื่อดำเนินโครงการลดต้นทุนและการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน ในปีที่ผ่านมา สามารถลดต้นทุนการดำเนินงานได้ 75 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ในขณะที่เหมืองในออสเตรเลียสามารถลดต้นทุนเงินสดได้ 75 ล้านเหรียญออสเตรเลีย นอกจากนี้ ยังได้เริ่มลงทุนในธุรกิจนิกเกิลในอินโดนีเซีย เพื่อเข้าถึงแหล่งนิกเกิลคุณภาพสูงระดับต้นน้ำ เป็นจุดเริ่มต้นในการเข้าสู่อุตสาหกรรมแร่แห่งอนาคต
ก๊าซธรรมชาติครบวงจรในสหรัฐฯ (U.S. Closed-Loop Gas) ในธุรกิจก๊าซธรรมชาติ ได้ลงทุนในแหล่ง Bedrock และรับรู้ผลประกอบการหลังทำธุรกรรมสำเร็จในเดือนกันยายน 2568 ทำให้มีปริมาณการขายก๊าซรวม 305 พันล้านลูกบาศก์ฟุต (Bcf) เพิ่มขึ้นร้อยละ 6 เมื่อเทียบกับปีก่อน และดำเนินแผนปรับโครงสร้างกลุ่มธุรกิจโดยรวมสินทรัพย์โรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติในสหรัฐฯ ร้อยละ 75 ไว้ภายใต้ BKV ด้านธุรกิจ CCUS มีการจัดตั้งบริษัทร่วมทุนเชิงกลยุทธ์ (JV) ร่วมกับกองทุน CI Energy Transition Fund I ภายใต้การบริหารของ Copenhagen Infrastructure Partners (CIP) ประเทศเดนมาร์ก เพื่อผลักดันการเติบโตของธุรกิจนี้ สำหรับโครงการ Barnett Zero รายงานปริมาณการอัดเก็บคาร์บอนจำนวน 138,280 ตันในปี 2568 และมีกำหนดเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์โครงการ Cotton Cove ที่มีความสามารถในการกักเก็บคาร์บอน 32,000 ตันต่อปี ในครึ่งปีแรกของปี 2569
ไฟฟ้าและธุรกิจที่เกี่ยวเนื่อง (Power+) ธุรกิจพลังงานหมุนเวียน เริ่มพัฒนาโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ Jinhu Qianfeng ในจีน คาดว่าจะสามารถเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ได้ภายในไตรมาส 3 ปี 2569 ขณะที่ธุรกิจระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ (BESS) ได้เปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์โครงการ Iwate Tono ขนาด 58 เมกะวัตต์ชั่วโมง ในญี่ปุ่น รวมถึงลงทุนและเริ่มพัฒนาโครงการ BESS ทั้งในออสเตรเลีย (โครงการ Wooreen และ Kerang) และสหรัฐฯ (โครงการ Megamouth) ทำให้ในปัจจุบันธุรกิจ BESS มีกำลังการผลิตรวม 2,100 เมกะวัตต์ชั่วโมง สำหรับธุรกิจการซื้อขายไฟฟ้า (Energy Trading) ในญี่ปุ่น มียอดจำหน่ายไฟฟ้ารวม 6,593 กิกะวัตต์ชั่วโมง นอกจากนี้ ธุรกิจค้าปลีกไฟฟ้าในสหรัฐฯ ภายใต้บริษัท BKV Energy ยังได้รับรางวัล “Best Electricity Provider” จากเวที Best of the Best 2025 ของ Houston Chronicle จากการโหวตของผู้บริโภคในรัฐเท็กซัส สะท้อนถึงคุณภาพและการส่งมอบไฟฟ้าที่ต่อเนื่องในราคาที่เหมาะสม
เทคโนโลยีแห่งอนาคต (Future Tech) มุ่งสร้างระบบนิเวศ Net Zero ครบวงจรผ่านความร่วมมือกับพันธมิตรที่มีศักยภาพในทุกหน่วยธุรกิจ ธุรกิจโซลาร์บนหลังคาและโซลาร์ลอยน้ำ บ้านปู เน็กซ์ ร่วมมือกับอมตะ วีเอ็น และโซลาร์บีเค (SolarBK) พัฒนาโครงการโซลาร์บนหลังคา กำลังการผลิตรวม 227 เมกะวัตต์ ที่นิคมอุตสาหกรรมอมตะในประเทศเวียดนาม 2 แห่ง ขณะที่ธุรกิจแบตเตอรี่มีกำลังการผลิตในปัจจุบันรวม 3.2 กิกะวัตต์ชั่วโมง และธุรกิจยานยานต์ไฟฟ้าบริหารจัดการยานยนต์ไฟฟ้ารวม 876 คัน นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังลงทุนผ่านหน่วยงาน Corporate Venture Capital จำนวน 2 ล้านเหรียญสหรัฐ คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 1.9 ใน Mixx Technologies, Inc. ผู้พัฒนาระบบโครงสร้างพื้นฐานสำหรับ AI และอีก 2 ล้านเหรียญสหรัฐ คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 1.3 ใน ARC Clean Technology ผู้พัฒนา Advanced Small Modular Reactor (aSMR) เพื่อรองรับการเติบโตของพลังงานไฟฟ้าปลอดคาร์บอนสำหรับผู้ใช้ไฟฟ้ารายใหญ่ เช่น Data Center และผู้ผลิตไฮโดรเจน
สำหรับผลประกอบการในปี 2568 บริษัทฯ รายงานรายได้จากการขายรวม 5,278 ล้านเหรียญสหรัฐ (*เทียบเท่า 173,423 ล้านบาท) กำไรก่อนหักดอกเบี้ย ภาษี และค่าเสื่อมราคา (EBITDA) รวม 1,191 ล้านเหรียญสหรัฐ (*เทียบเท่า 39,108 ล้านบาท) และมีกำไรจากการดำเนินงาน 22.3 ล้านเหรียญสหรัฐ (*เทียบเท่า 752 ล้านบาท) แต่มีผลขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนสุทธิภาษีที่เกี่ยวข้องจากเงินบาทแข็งค่าเมื่อเทียบกับเหรียญสหรัฐในระหว่างปี จำนวน 45.9 ล้านเหรียญสหรัฐ (*เทียบเท่า 1,509 ล้านบาท) ผลกระทบจากรายการอนุพันธ์ทางการเงิน รายการปรับปรุงและรายการที่ไม่เกิดขึ้นประจำ จึงรายงานผลขาดทุนสุทธิจำนวน 61.5 ล้านเหรียญสหรัฐ (*เทียบเท่า 2,025 ล้านบาท)
ติดตามช่องทางมิติหุ้นเพื่อรับข่าวสารตลาดทุนได้ตามลิงค์ด้านล่าง
Web : https://www.mitihoon.com/
Facebook : https://www.facebook.com/mitihoon
Youtube : https://www.youtube.com/@mitihoonofficial7770
Tiktok : www.tiktok.com/@mitihoon



























