วันศุกร์ 6 มีนาคม 2026
หน้าแรก บทวิเคราะห์

Pi Daily: ตลาดไม่ได้กลัวสงครามแต่กลัวสงครามจะกดดันเงินเฟ้อผ่านราคาน้ำมันดิบ แม้ยังมีความกังวลเกี่ยวกับสงคราม แต่ราคาหุ้น ไทยหลายตัวปรับลงมาระดับ 2 หลัก นักลงทุนระยะกลางควรใช้โอกาสนี้เริ่มสะสมมากกว่าจะกังวล เบื้องต้นยังไม่สามารถประเมินได้ว่าสถานการณนี้จะจบลงเมื่อใดแต่สถิติบอกว่าใช้ระยะเวลาไม่เกิน 1 เดือน คืนนี้รอติดตามแรงงานสหรัฐฯหากต่ำกว่าคาดการณ์จะเป็นปัจจัยหนุน

14

มิติหุ้น – ตลาดหุ้น Dow Jones เมื่อคืนปิดลบ 784  (-1.6%) รับแรงกดดันจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่เข้าสู่วันที่ 6 ส่งผลให้นักลงทุนกังวลกับภาวะราคาสินค้าประกอบกับความคาดหวังลดดอกเบี้ยเริ่มน้อยลง ด้านราคาน้ำมันดิบ BRT ปิดบวก 4.9% สถานการณ์ในตะวันออกกลางกดดันภาวะอุปทานทำให้ผู้ผลิตบางรายลดกำลังการผลิต

เมื่อคืนที่ผ่านมามีการประกาศแรงงานสหรัฐฯอย่างผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานที่ 2.13 แสนราย ใกล้เคียงกับที่นักวิเคราะห์รายงานกันไว้ แต่นักลงทุนไม่ได้ให้น้ำหนักมากนักเพราะหันไปให้น้ำหนักกับเรื่องของความไม่สงบในตะวันออกกลาง สถานการณ์ล่าสุดกองทัพเรือของกองกำลังพิทักษ์การปฎิวัติอิสลามของอิหร่าน (IRGC) ได้ยิงขีปนาวุธโจมตีเรือบรรทุกน้ำมันของสหรัฐฯ กดดันให้ราคาน้ำมันดิบปรับตัวขึ้นนักลงทุนมองไปยังข้างหน้าแล้วอาจเกิดความกังวลเกี่ยวกับเงินเฟ้อในอนาคต สะท้อนผ่านการเริ่มปรับขึ้นของ US Bond Yield ในรุ่นอายุ 10 , 2 ปี

แม้สงครามจะเป็นบวกกับทองคำแต่กลับพบเห็นราคาทองคำลดลง มองปรากฎการณ์เช่นนี้สะท้อนมุมมองเชิงลบต่อดอกเบี้ยและกลับพบเห็น Dollar ปรับขึ้นยิ่งทำให้ชัดเจนว่านักลงทุนกำลังเดิมพันว่าดอกเบี้ยอาจปรับน้อยลง CME FED Watch ประเมินว่ากว่าดอกเบี้ยจะปรับลงจะไปอยู่ในช่วงเดือน ก.ย. ก่อนหน้านักลงทุนคาดหวังไว้ในช่วง มิ.ย. ก.ค. ในขณะเดียวกันกดดันเงินบาทอ่อนค่ากลับมาทดสอบ 31.77 บาท / ดอลลาร์สหรัฐฯ พร้อมกับวานนี้ที่กระแสเงินทุนต่างชาติขายสุทธิ 7.2 พันล้านบาท

แม้วานนี้ SET INDEX จะฟื้นตัวขึ้นมาบ้างที่ 2.3% แต่ก็ต้องยอมรับว่าการปรับขึ้นจากนี้ยังมีความท้าทายแต่ด้วยการปรับฐานลงมา 7.2% จากจุดสูงสุดเชื่อว่าหากเหตุการณ์ไม่ร้ายแรงไปมากกว่านี้ Downside จะมิได้เยอะมาก ขณะที่หุ้นรายตัวนั้นปรับลงมาระดับ 2 หลักขึ้นไป อาทิ CPALL -10% MINT -19% AOT -12.5% มองเป็นปัจจัยสะท้อนความกังวลไปพอสมควรในราคา แต่หากหลังจากนี้มีสถานการณ์ที่คลายตัวลงเชื่อว่าหุ้นมีโอกาสกลับมา

คืนนี้รอติดตามตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรและอัตราการว่างงานของสหรัฐฯ Consensus ประเมินไว้ที่ 5.8 หมื่นรายและ 4.3% ตามลำดับ หากแย่กว่าคาดมองเป็นปัจจัยหนุนต่อตลาดหุ้นทั่วโลก

วันนี้ประเมิน SET INDEX แกว่งในกรอบ 1395 – 1430 แม้ยังมีปัจจัยสงครามแต่ตลาดหุ้นโลก Price In ไปบ้างแล้วและเช้านี้หุ้นเอเชียอย่าง Nikkei , Kospi แกว่งลบเพียง -0.3% , -0.8% เริ่มลบน้อยลงจากก่อนหน้ายืนยันว่าตลาด เริ่มกังวลน้อยลง (หากไม่รุนแรงกว่านี้) ดังนั้นในเชิงกลยุทธ์การลงทุนระยะกลางมองเป็นโอกาสเริ่มสะสมในหุ้นพื้นฐานดีที่ปรับลงมาแรง อาทิ MINT AAV TU ERW MTC CENTEL BCH BDMS KTC HMPRO รวมไปถึงกลุ่มธนาคารพาณิชย์ที่ปันผลดี (BBL KBANK SCB KTB)

หุ้นแนะนำ

KTB (ซื้อ / ราคาเป้าหมาย 35 บาท)

ธนาคารขนาดใหญ่ที่มีพื้นฐานแข็งแกร่ง ระดับเงินกองทุนสูง และสำรองหนี้ฯ ส่วนเกินพร้อมรับความไม่แน่นนอนทางเศรษฐกิจ และด้วยผลการดำเนินงานที่แข็งแกร่ง ประกาศจ่ายเงินปันผลเพิ่มอีก 2.24 บาทสำหรับการดำเนินงานงวด 2H25 ทำให้มีอัตราผลตอบแทนปันผลสูงราว 6.8% สูงสุดในกลุ่มธนาคาร ทำให้ทั้งปี 2025 จ่ายเงินปันผลรวม 2.67 บาท

MINT (ซื้อ / ราคาเป้าหมาย 32.50 บาท)

รายงานกำไรปกติใน 4Q25 เติบโตที่ 3.5 พันล้านบาท (+25% YoY, +21% QoQ) หนุนจากธุรกิจโรงแรมเป็นหลัก ด้วยอัตราการจองห้องพักรวมแข็งแกร่ง หนุนจากการท่องเที่ยวที่ยุโรป (EU RevPar +6% YoY) และมัลดีฟส์ (USD RevPar +13% YoY)

ติดตามช่องทางมิติหุ้นเพื่อรับข่าวสารตลาดทุนได้ตามลิงค์ด้านล่าง

Web : https://www.mitihoon.com/
Facebook : https://www.facebook.com/mitihoon
Youtube : https://www.youtube.com/@mitihoonofficial7770
Tiktok : www.tiktok.com/@mitihoon