วันจันทร์ 9 มีนาคม 2026

ความเป็นไปได้ต่ำ ใช้กลไก UN หยุดสงคราม ‘สหรัฐ-อิหร่าน’

19

มิติหุ้น – นักวิชาการธรรมศาสตร์ ชี้ UN รวมถึงกลไกภายในสหรัฐฯ “สภาคองเกรส-ศาลสูง” มีบทบาทอำนาจจำกัด จึงมีความเป็นไปได้ต่ำที่จะยับยั้งสงคราม “อเมริกา-อิหร่าน” ขณะที่ “ทรัมป์” ยังมีช่องให้ใช้ปฏิบัติการทางทหารได้ ทั้งการอ้างเหตุผลด้านความมั่นคงป้องกันตัวเอง และการไม่ประกาศสงครามผ่านสภาคองเกรส 

ดร.ปองขวัญ สวัสดิภักดิ์ อาจารย์สาขาการระหว่างประเทศ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) เปิดเผยว่า แม้ปัจจุบันจะมีกลไกความร่วมมือระหว่างประเทศเพื่อรักษาระเบียบโลกอย่างสหประชาชาติ (UN) หากแต่ในกรณีความขัดแย้งสหรัฐฯ-อิหร่าน กลไก UN มีบทบาทและอำนาจค่อนข้างจำกัด เนื่องจากการตัดสินใจของ UN ในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงระหว่างประเทศ เช่น การอนุญาตให้ใช้กองกำลังนานาชาติ การใช้มาตรการคว่ำบาตร หรือการกำหนดกลไกเพื่อผลักดันให้เกิดการเจรจา ฯลฯ จะต้องผ่านการพิจารณาของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (UNSC) ก่อน ซึ่งสมาชิกถาวร 5 ประเทศ ได้แก่ จีน ฝรั่งเศส รัสเซีย สหรัฐอาณาจักร และสหรัฐฯ มีอำนาจยับยั้ง (veto) มติเหล่านั้นได้

ฉะนั้น ในสถานการณ์ที่สหรัฐฯ เป็นคู่พิพาทโดยตรง จึงมีความเป็นไปได้ค่อนข้างต่ำที่ UNSC จะผ่านมติ ที่เกี่ยวข้องกับการยับยั้งหรือจำกัดการใช้กำลังทางทหารของสหรัฐฯ และในทางตรงกันข้าม หากสหรัฐฯ ต้องการผลักดันวาระใดๆ เพื่อเป็นการจำกัดอำนาจของอิหร่าน ก็มีแนวโน้มที่จะถูกยับยั้งจากรัสเซียหรือจีน ซึ่งเป็นสมาชิกถาวรของ UNSC เช่นเดียวกัน ดังนั้นทางออกเดียวที่จะยุติสงคราม หรือลดระดับความรุนแรงของสถานการณ์การสู้รบลง จึงขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของสองประเทศคือสหรัฐอเมริกาและอิหร่านว่าจะใช้การเจรจา หรือดำเนินการสู้รบต่อไปจนกว่าจะบรรลุเป้าหมายของแต่ละฝ่าย

นักวิชาการธรรมศาสตร์ กล่าวต่อไปถึงกลไกภายในของสหรัฐฯ ว่า กลไกภายในของสหรัฐฯ ก็มีความเป็นไปได้ต่ำในการยับยั้งสงคราม หรือดำเนินการใดๆ ที่เกี่ยวกับปฏิบัติการทางการทหารของทรัมป์ เช่น ฝ่ายตุลาการอย่างศาลสูงสุดของสหรัฐฯ ซึ่งแม้ว่าในอดีตจะเคยเข้าแทรกแซงในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับสงคราม แต่ส่วนใหญ่เป็นประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการใช้อำนาจภายในประเทศ เช่น การยึดกิจการเอกชนเพื่อวัตถุประสงค์ด้านสงคราม การจำกัดสิทธิเสรีภาพของประชาชนในช่วงสงคราม ฯลฯ ส่วนการใช้กำลังทางทหาร ซึ่งเป็นประเด็นทางการเมืองที่เกี่ยวข้องกับการตัดสินใจด้านนโยบายความมั่นคงของรัฐ เป็นอำนาจของฝ่ายบริหาร และฝ่ายนิติบัญญัติ ดังนั้นศาลสูงสุดของสหรัฐฯ ซึ่งเป็นฝ่ายตุลาการมักจะหลีกเลี่ยงการเข้าไปพิจารณา

ขณะที่ฝ่ายนิติบัญญัติ แม้ว่าเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา สภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ และวุฒิสภาสหรัฐฯ จะเพิ่งมีการโหวตคว่ำร่างญัตติอำนาจในการทำสงคราม (War Powers Resolution) ที่จะจำกัดอำนาจของโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ในการโจมตีในอิหร่าน แต่จริงๆ แล้วการตัดสินใจใช้กำลังทางการทหารยังคงขึ้นอยู่กับฝ่ายบริหารเป็นสำคัญ การโหวตรับหรือคว่ำร่างดังกล่าวจึงไม่มีนัยยะโดยตรงต่อการลดระดับความตึงเครียด ความรุนแรงของสถานการณ์ หรือระยะเวลาของความขัดแย้ง อีกทั้งในทางปฏิบัติยังมีช่องทางให้ทรัมป์ดำเนินปฏิบัติการทางการทหารได้ โดยเฉพาะเมื่ออ้างเหตุผลด้านความมั่นคงหรือการป้องกันตัวเอง แต่ในระยะยาว สภาคองเกรสอาจมีอิทธิพลต่อทิศทางของปฏิบัติการทางการทหารผ่านกลไกการจัดสรรงบประมาณ

สำหรับ War Powers Resolution เป็นผลโดยตรงจากความกังวลเกี่ยวกับการใช้อำนาจทางทหารของฝ่ายบริหารในช่วงสงครามเย็น โดยเฉพาะกรณีการส่งทหารสหรัฐฯ เข้าไปยังประเทศต่างๆ โดยไม่ได้รับความเห็นชอบจากสภาคองเกรส ทำให้สภาคองเกรสผ่านกฎหมายฉบับนี้ในปี 1973 เพื่อเพิ่มบทบาทของฝ่ายนิติบัญญัติในการตรวจสอบการใช้กำลังทางทหารของประธานาธิบดี โดยกฎหมายดังกล่าวกำหนดว่าประธานาธิบดีสามารถตัดสินใจใช้กำลังทหารได้ แต่ต้องแจ้งต่อสภาคองเกรสภายในเวลา 48 ชั่วโมงหลังการเริ่มปฏิบัติการ

ทั้งนี้ หากสภาคองเกรสไม่อนุมัติการใช้กำลังดังกล่าวหรือประกาศสงคราม ประธานาธิบดีจะมีเวลา 60 วัน และอาจขยายได้อีก 30 วัน ในการถอนกำลังออกจากพื้นที่ความขัดแย้ง อย่างไรก็ตาม ในทางปฏิบัติประธานาธิบดีมักมีช่องทางตีความกฎหมายดังกล่าวเพื่อดำเนินปฏิบัติการทางทหารต่อไป เช่น ในกรณีของประธานาธิบดีบารัก โอบามา ที่มีการแทรกแซงทางการทหารในลิเบียในปี 2011 โดยฝ่ายบริหารให้เหตุผลว่าปฏิบัติการดังกล่าวเป็นภารกิจด้านข่าวกรอง สอดแนม และสนับสนุนทางการทหารเท่านั้น โดยไม่มีการส่งกองกำลังทางบนเข้าไป จึงไม่ถือว่าเป็นการส่งกำลังรบเข้าสู่สงครามตามความหมายของกฎหมาย

           “อำนาจการใช้กำลังทางทหารเป็นประเด็นที่มีการคัดง้างกันระหว่างประธานาธิบดีในฐานะผู้บัญชาการสูงสุด กับอำนาจการประกาศสงครามที่เป็นอำนาจของสภาคองเกรส ซึ่งสหรัฐฯ ใช้อำนาจนี้อย่างเป็นทางการครั้งสุดท้ายในปี ค.ศ. 1942 เพื่อเข้าร่วมสงครามโลกครั้งที่สอง แต่การไม่ได้ประกาศสงครามอย่างเป็นทางการก็ไม่ได้หมายความว่าสหรัฐฯ จะไม่ใช้กำลังทางการทหารเสมอไป เพราะหลังสงครามโลกครั้งที่สอง สหรัฐฯ ยังดำเนินปฏิบัติการทางการทหารในหลายประเทศทั่วโลกโดยไม่ได้ประกาศสงครามผ่านสภาคองเกรส เนื่องจากปัจจุบันสหรัฐฯ มีกองทัพประจำการขนาดใหญ่ ทำให้ประธานาธิบดีอนุมัติปฏิบัติการทางทหารในต่างประเทศได้โดยไม่ต้องผ่านกระบวนการของสภาคองเกรส” ดร.ปองขวัญ กล่าว

ติดตามช่องทางมิติหุ้นเพื่อรับข่าวสารตลาดทุนได้ตามลิงค์ด้านล่าง

Web : https://www.mitihoon.com/
Facebook : https://www.facebook.com/mitihoon
Youtube : https://www.youtube.com/@mitihoonofficial7770
Tiktok : www.tiktok.com/@mitihoon