
มิติหุ้น – สรุปภาพรวมตลาด ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดลบในวันพุธ (11 มี.ค.) โดยตลาดยังคงถูกกดดันจากสถานการณ์ตึงเครียดในตะวันออกกลางที่ทวีความรุนแรงมากขึ้น ซึ่งส่งผลให้ราคาน้ำมันพุ่งขึ้นและมีความเสี่ยงที่จะทำให้เงินเฟ้อปรับตัวสูงขึ้นด้วย โดยล่าสุด กองบัญชาการทหารของอิหร่านเตือนว่า ทั่วโลกควรเตรียมรับมือกับราคาน้ำมันที่จะพุ่งขึ้นแตะระดับ 200 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
ทั้งนี้ ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดที่ 47,417.27 จุด ลดลง 289.24 จุด หรือ -0.61%, ดัชนี S&P500 ปิดที่ 6,775.80 จุด ลดลง 5.68 จุด หรือ -0.08% และดัชนี Nasdaq ปิดที่ 22,716.14 จุด เพิ่มขึ้น 19.03 จุด หรือ +0.08%
ตลาดหุ้นยุโรปปิดลดลงในวันพุธ (11 มี.ค.) ขณะที่นักลงทุนประเมินผลกระทบทางเศรษฐกิจจากสงครามในตะวันออกกลางซึ่งย่างเข้าสู่วันที่ 12 พร้อมทั้งพิจารณาข้อมูลเงินเฟ้อของสหรัฐฯ
ทั้งนี้ ดัชนี STOXX 600 ปิดตลาดที่ระดับ 602.54 จุด ลดลง 3.58 จุด หรือ -0.59%
• สรุปภาพรวมสินทรัพย์อื่นๆ สัญญาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส (WTI) ตลาดนิวยอร์กปิดบวกกว่า 4% ในวันพุธ (11 มี.ค.) หลังมีรายงานการโจมตีเรือในช่องแคบฮอร์มุซครั้งใหม่ ซึ่งทำให้เกิดความกังวลว่าภาวะชะงักงันของอุปทานน้ำมันจะทวีความรุนแรงขึ้น ขณะที่นักวิเคราะห์มองว่าข้อเสนอของทบวงการพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) ในการระบายคลังสำรองน้ำมันครั้งใหญ่เป็นประวัติการณ์นั้น ยังไม่เพียงพอที่จะบรรเทาความกังวลเหล่านี้ได้
สัญญาน้ำมันดิบ WTI ส่งมอบเดือนเม.ย. เพิ่มขึ้น 3.80 ดอลลาร์ หรือ 4.55% ปิดที่ 87.25 ดอลลาร์/บาร์เรล ส่วนสัญญาน้ำมันดิบเบรนท์ (BRENT) ส่งมอบเดือนพ.ค. เพิ่มขึ้น 4.18 ดอลลาร์ หรือ 4.76% ปิดที่ 91.98 ดอลลาร์/บาร์เรล
สัญญาทองคำตลาดนิวยอร์กปิดลบในวันพุธ (11 มี.ค.) เนื่องจากการแข็งค่าของสกุลเงินดอลลาร์เป็นปัจจัยกดดันตลาด นอกจากนี้ นักลงทุนยังกังวลว่าการพุ่งขึ้นของราคาน้ำมันจะทำให้เงินเฟ้อปรับตัวสูงขึ้น และอาจทำให้ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย
ทั้งนี้ สัญญาทองคำตลาด COMEX (Commodity Exchange) ส่งมอบเดือนเม.ย. ลดลง 63 ดอลลาร์ หรือ 1.20% ปิดที่ 5,179.10 ดอลลาร์/ออนซ์
• SET Index: เราคาดการณ์กรอบ SET Index ผันผวน 1,380-1,420 จุด เรามองว่าตลาดหุ้นไทยมีแนวโน้มที่จะปรับตัวลงตามหุ้นโลกที่ยังคงได้รับแรงกดดันจากสถานการณ์ตึงเครียดในตะวันออกกลางที่ทวีความรุนแรงมากขึ้น ซึ่งส่งผลให้ราคาน้ำมันพุ่งขึ้นและมีความเสี่ยงที่จะทำให้เงินเฟ้อปรับตัวสูงขึ้นด้วย ด้านกลยุทธ์การลงทุนจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ยังคงไม่ลดระดับลง เราแนะนำลดสัดส่วนการลงทันในกลุ่มท่องเที่ยวและกลุ่มการแพทย์ และเพิ่มน้ำหนักการลงทุนในกลุ่มพลังงาน และหุ้นกลุ่ม domestic play อาทิ หุ้นกลุ่มธนาคาร
หุ้นแนะนำ
BCP: เราเชื่อว่า BCP จะได้ประโยชน์จาก GRM ที่แข็งแกร่งใน 1Q26 เพราะบริษัทพึ่งพาน้ำมันดิบจากตะวันออกกลางน้อยและมีการผลิตผลิตภัณฑ์ middle distillate สูง นอกจากนี้ BCP ยังได้ประโยชน์จากราคาก๊าซที่สูงใน UK ผ่านการถือหุ้นใร OKEA
(Take profit : 37.00 / Stop loss : 35.25)
SCB: กำไรสุทธิไตรมาส 4 ปี 2025 อยู่ที่ 1 หมื่นล้านบาท (-13.4% เมื่อเทียบกับปีก่อน, -15.9% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า) คงคำแนะนำ “ซื้อ” โดยมีราคาเป้าหมายปี 2026 ที่ 150 บาท SCB ยังคงเป็นหุ้นแนะนำอันดับต้นๆ ในกลุ่มนี้ของเรา
(Take profit : 145.50/ Stop loss : 142.50)
#CGSInternational
#CGSI
ติดตามช่องทางมิติหุ้นเพื่อรับข่าวสารตลาดทุนได้ตามลิงค์ด้านล่าง
Web : https://www.mitihoon.com/
Facebook : https://www.facebook.com/mitihoon
Youtube : https://www.youtube.com/@mitihoonofficial7770
Tiktok : www.tiktok.com/@mitihoon



























