วันจันทร์ 23 มีนาคม 2026
หน้าแรก บทวิเคราะห์

ASPS เตือนภัยสงครามสหรัฐฯ-อิหร่าน วันที่ 23 ตึงเครียดจัดขู่ถล่มโรงไฟฟ้า ดันน้ำมันพุ่งทะลุ 112 เหรียญฯ ชี้เป้าหุ้น BBL-BANPU-TRUE หลบภัย

39

มิติหุ้น – บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด ประเมินสถานการณ์ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่รุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยสงครามระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านได้ยืดเยื้อเข้าสู่วันที่ 23 และกลับมาสู่จุดที่ตึงเครียดขั้นสุดจากการ “ขู่” ตอบโต้กันไปมา ล่าสุดเมื่อวันที่ 21 มี.ค. ที่ผ่านมา ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ได้ขู่จะถล่มโรงไฟฟ้าของอิหร่านให้พินาศ หากไม่ยอมเปิดช่องแคบฮอร์มุซภายใน 48 ชั่วโมง ขณะที่อิหร่านตอบโต้ว่าจะถล่มโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานและน้ำจืดทั่วภูมิภาคหากสหรัฐฯ โจมตีโรงไฟฟ้า สถานการณ์ที่สุ่มเสี่ยงต่อการพังทลายของโครงสร้างพื้นฐาน ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบ BRENT เมื่อปลายสัปดาห์พุ่งสูงขึ้นไปถึง 112.2 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรล และสร้างแรงกดดันอย่างหนักต่อตลาดหุ้นทั่วโลกให้ร่วงลงแรง โดยเฉพาะตลาดเอเชียเช้านี้ที่ตื่นตระหนกหนัก (ญี่ปุ่น -5.0%, เกาหลีใต้ -5.4%) ขณะที่ดัชนีชี้วัดความกลัวของนักลงทุน (Fear & Greed Index) ดิ่งลงมาเหลือเพียง 15 ซึ่งอยู่ในระดับ Extreme Fear หรือหวาดกลัวสุดขีด ผสานกับผลตอบแทนตราสารหนี้เสี่ยงสูง (Junk Bond Yield) ของสหรัฐฯ ที่เร่งตัวขึ้นจาก 6.5% เป็น 7.2% ในช่วงต้นเดือน

เทียบวิกฤตอดีต ครั้งนี้ “หนักสุด” เสี่ยงฉุดเศรษฐกิจเข้าสู่ Stagflation บล.เอเซีย พลัส ระบุว่า เมื่อเทียบเคียงกับวิกฤตพลังงานในอดีต (ปี 1973, 1979, 1990 และ 2022) วิกฤตในปี 2026 นี้ถือว่ารุนแรงที่สุด เนื่องจากมีการมุ่งเป้าโจมตีทำลายโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานโดยตรง ซึ่งคาดว่าจะทำให้ปริมาณน้ำมันดิบ (Supply) หายไปจากตลาดมากถึง 8-15 ล้านบาร์เรลต่อวัน และต้องใช้เวลาฟื้นฟูนาน ทำให้ความเสี่ยงที่ราคาน้ำมันจะทรงตัวในระดับสูงยาวนานมีมากขึ้น ซึ่งจะส่งผลให้เงินเฟ้อยืดเยื้อและเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะ Stagflation

เศรษฐกิจไทยรับแรงกระแทกหนัก เปิด 3 ฉากทัศน์ผลกระทบ สำหรับประเทศไทย บล.เอเซีย พลัส ประเมินว่าวิกฤตครั้งนี้ถือเป็นบททดสอบครั้งใหญ่ เนื่องจากโครงสร้างเศรษฐกิจพึ่งพาการนำเข้าพลังงานสูง โดยไทยนำเข้าพลังงานจากตะวันออกกลางสูงถึง 52% และขาดดุลการค้าในกลุ่มพลังงานสูงถึง -7.8% ของ GDP ซึ่งแย่กว่าหลายประเทศในภูมิภาค นอกจากนี้ รัฐบาลไทยยังมีพื้นที่ทางการคลังจำกัดในการอุดหนุนราคาน้ำมัน เนื่องจากหนี้สาธารณะพุ่งสูงถึง 66% ซึ่งท้ายที่สุดราคาน้ำมันขายปลีกในประเทศจะต้องปรับสูงขึ้น และเข้ามากดดันกำลังซื้อของประชาชน

ฝ่ายวิจัยได้ประเมินผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยออกเป็น 3 ฉากทัศน์ (Scenarios) ได้แก่:

  1. คลี่คลายเร็ว (ภายใน 1 เดือน) (โอกาสเกิด 30%): ราคาน้ำมัน BRENT จะแกว่งตัว 95-105 เหรียญฯ คาด GDP ไทยปี 2026 เติบโต 1.6%
  2. ยืดเยื้อ 1-3 เดือน (โอกาสเกิด 50% – Base Case): ราคาน้ำมัน BRENT จะอยู่ที่ 110-120 เหรียญฯ ฉุด GDP ไทยเหลือ 1.0-1.3% กำไรภาคธุรกิจจะลดลงอย่างมีนัยสำคัญ
  3. บานปลาย 3 เดือนขึ้นไป (โอกาสเกิด 20% – Worst Case): ราคาน้ำมัน BRENT อาจพุ่งทะลุ 150-200 เหรียญฯ GDP ไทยจะเติบโตต่ำกว่า 0.7% และเสี่ยงเกิดภาวะ Stagflation รุนแรง

กลยุทธ์การลงทุน: กำเงินสด 30-50% ลุยหุ้นต้านเงินเฟ้อ รับข่าวดีตั้ง ครม. แม้ปัจจัยภายนอกจะกดดันอย่างหนัก แต่ตลาดหุ้นไทยสัปดาห์นี้มีลุ้นได้รับปัจจัยบวก (Sentiment) จากความชัดเจนของการจัดตั้งคณะรัฐมนตรี (ครม.) ชุดใหม่ที่จะเข้ามาช่วยกระตุ้นความเชื่อมั่นรอบใหม่

อย่างไรก็ตาม ภายใต้ความไม่แน่นอนที่สูงมาก บล.เอเซีย พลัส แนะนำให้นักลงทุนเพิ่มสัดส่วนการถือ “เงินสด” 30% – 50% ของพอร์ต และเน้นคัดเลือกลงทุนในหุ้นที่เป็น Top Picks ได้แก่ BBL, BANPU และ TRUE

โดยสามารถแบ่งกลุ่มหุ้นหลบภัยออกเป็น 3 ธีมหลัก ได้แก่:

  • กลุ่มอิงสินค้าจำเป็น: CPAXT, CPF, TU, TRUE
  • กลุ่มที่สามารถส่งผ่านต้นทุนได้: BANPU, STA, PTTEP
  • กลุ่มที่มีเกราะป้องกันเงินเฟ้อ: BBL, KTB, SCB

สำหรับพอร์ตลงทุนต่างประเทศ แนะนำ DR อย่าง BYDCOM80 และ BRKB80 โดยมีปัจจัยหนุนจากกลุ่มบริษัทจีนที่รายงานผลประกอบการแข็งแกร่ง ทั้ง XPENG ที่สามารถพลิกกลับมามีกำไรเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ และ LI NING ที่รายงานผลประกอบการครึ่งหลังปี 2025 เติบโตดีกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้

ติดตามช่องทางมิติหุ้นเพื่อรับข่าวสารตลาดทุนได้ตามลิงค์ด้านล่าง

Web : https://www.mitihoon.com/
Facebook : https://www.facebook.com/mitihoon
Youtube : https://www.youtube.com/@mitihoonofficial7770
Tiktok : www.tiktok.com/@mitihoon