
มิติหุ้น – ดีลอยท์ เผยผลการศึกษาล่าสุด ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากกองทุนส่งเสริมการพัฒนาตลาดทุน (CMDF) ชี้ให้เห็นปัญหาและแรงกดดันเชิงโครงสร้างที่อุตสาหกรรมธุรกิจหลักทรัพย์ของไทยกำลังเผชิญอยู่พร้อมเสนอแผนเชิงกลยุทธ์ (Roadmap) เพื่อเสริมความแข็งแกร่งให้ภาคธุรกิจ ผ่านการควบรวมกิจการ การปรับปรุงกฎระเบียบ และการพัฒนาระบบนิเวศของตลาดทุนในภาพรวม
รายงาน “A Study of the Brokerage Business in Thailand” ระบุว่า ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ธุรกิจหลักทรัพย์ของไทยต้องเผชิญแรงกดดันอย่างต่อเนื่องจากปริมาณการซื้อขายที่ลดลง อัตรากำไรที่หดตัว ต้นทุนการดำเนินงานที่เพิ่มขึ้น รวมถึงพฤติกรรมนักลงทุนที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ขณะเดียวกัน สภาพแวดล้อมของตลาดทุนไทยยังได้รับผลกระทบจากความเชื่อมั่นของนักลงทุนที่อ่อนแอ จำนวนบริษัทคุณภาพที่เข้าจดทะเบียนใหม่ในตลาดที่ยังจำกัด รวมถึงระบบนิเวศของเงินทุนเอกชนที่ยังไม่พัฒนาเต็มที่
การศึกษาครั้งนี้ อ้างอิงข้อมูลจากการสำรวจเชิงปริมาณ การสัมภาษณ์ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในอุตสาหกรรม และการเปรียบเทียบกับตลาดทุนในภูมิภาค เพื่อประเมินความท้าทายสำคัญของอุตสาหกรรม และระบุโอกาสในการสร้างระบบนิเวศตลาดทุนที่มีความแข็งแกร่งและยั่งยืนมากขึ้น
ประเด็นสำคัญต่อการพัฒนาอุตสาหกรรมธุรกิจหลักทรัพย์ไทย ได้แก่
- อุตสาหกรรมธุรกิจหลักทรัพย์ไทยกำลังเผชิญแรงกดดันเชิงโครงสร้าง– ธุรกิจหลักทรัพย์ของไทยเผชิญความท้าทายจากปริมาณการซื้อขายที่ลดลง อัตรากำไรที่หดตัว ต้นทุนการดำเนินงานที่เพิ่มขึ้น รวมถึงพฤติกรรมนักลงทุนที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ขณะเดียวกัน บริษัทหลักทรัพย์จำนวนมากยังมีขนาดธุรกิจค่อนข้างเล็ก ทำให้มีข้อจำกัดในการลงทุนด้านเทคโนโลยี บุคลากร และการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ เมื่อเทียบกับบริษัทหลักทรัพย์ในตลาดที่มีการพัฒนาแล้ว
- การควบรวมกิจการเป็นแนวทางสำคัญในการยกระดับอุตสาหกรรม– การควบรวมและซื้อกิจการ (M&A) สามารถช่วยลดความกระจัดกระจายของอุตสาหกรรม เสริมความแข็งแกร่งของฐานะทางการเงิน เพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน และเอื้อให้เกิดการลงทุนในเทคโนโลยีและนวัตกรรม โดยเป้าหมายไม่ใช่เพียงการลดจำนวนโบรกเกอร์ แต่คือการสร้างบริษัทหลักทรัพย์ที่มีความแข็งแกร่งและมีคุณภาพมากขึ้น
- การปฏิรูปตลาดทุนต้องดำเนินควบคู่ในระดับระบบนิเวศ– การปรับโครงสร้างธุรกิจหลักทรัพย์เพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอในการฟื้นฟูตลาดทุน จำเป็นต้องดำเนินการควบคู่กับการยกระดับการคุ้มครองผู้ลงทุน การพัฒนาระบบนิเวศของเงินทุนเอกชน การปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานของตลาด และการส่งเสริมความรู้ทางการเงิน เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและเพิ่มการมีส่วนร่วมของนักลงทุน
“ตลาดทุนไทยกำลังเผชิญความท้าทายสำคัญ ทั้งจากปริมาณการซื้อขายที่ลดลง อัตรากำไรที่หดตัว และจำนวนบริษัทหลักทรัพย์ที่มีมาก โดยเฉพาะผู้เล่นรายเล็กที่ยังขาดขนาดหรือทรัพยากรในการลงทุนด้านเทคโนโลยีและบุคลากรให้ทันกับความต้องการของตลาดในปัจจุบัน เรากำลังอยู่บนจุดเปลี่ยนสำคัญของอุตสาหกรรม และจำเป็นต้องกำหนดทิศทางอนาคตอย่างรอบคอบ งานวิจัยฉบับนี้จึงเปรียบเสมือนเข็มทิศในการนำทางการตัดสินใจดังกล่าว” นายบุญสม จารุศิริธรางกูร พาร์ทเนอร์บริการด้านกลยุทธ์ ความเสี่ยง และธุรกรรมรายการ ดีลอยท์ ประเทศไทย กล่าว
รายงานนี้ยังเน้นย้ำว่า การควบรวมกิจการควรเกิดขึ้นภายใต้กรอบที่มีการกำกับดูแลอย่างเหมาะสม ไม่ใช่การบังคับ โดยกฎระเบียบควรเอื้อต่อการสร้างขนาดธุรกิจที่เหมาะสมในเชิงเศรษฐกิจ ขณะเดียวกันยังเปิดโอกาสให้ผู้เล่นรายเล็ก ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน และผู้ให้บริการดิจิทัลสามารถแข่งขันในตลาดเฉพาะกลุ่มได้
“การควบรวมกิจการจะเป็นก้าวสำคัญของอุตสาหกรรม ช่วยยกระดับประสิทธิภาพและเสริมสร้างศักยภาพของบริษัทหลักทรัพย์ อย่างไรก็ตาม เป้าหมายไม่ใช่เพียงการลดจำนวนผู้ประกอบการ แต่คือการสร้างผู้เล่นที่แข็งแกร่งและมีคุณภาพมากขึ้น” ดร. เมธินี จงสฤษดิ์หวัง กรรมการผู้จัดการ ดีลอยท์ ประเทศไทย กล่าว
นอกเหนือจากการปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมหลักทรพย์แล้ว รายงานยังชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของการยกระดับระบบนิเวศตลาดทุนไทยในภาพรวม โดยการมีส่วนร่วมของนักลงทุนที่ลดลง ความเชื่อมั่นที่อ่อนตัว และจำนวนบริษัทจดทะเบียนใหม่ที่จำกัด ไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยการควบรวมตัวกลางเพียงอย่างเดียว
เพื่อสนับสนุนการพัฒนาในระยะยาว การศึกษานี้เสนอ 6 แนวทางสำคัญ อาทิ การปรับกรอบกำกับดูแลสู่แนวทางที่ยึดหลักการ (principles-based) มากขึ้น การพัฒนาระบบนิเวศ Private Equity และ Venture Capital การยกระดับโครงสร้างพื้นฐานของตลาด การเสริมความเข้มแข็งด้านการคุ้มครองนักลงทุน และการส่งเสริมความรู้ทางการเงินในระดับประเทศ
“อุตสาหกรรมหลักทรัพย์ของไทยกำลังอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญ ความท้าทายเชิงโครงสร้างที่เผชิญอยู่ในปัจจุบัน ไม่ได้เป็นเพียงข้อจำกัด แต่ยังเป็นโอกาสในการปฏิรูปครั้งสำคัญในทุกมิติ ทั้งการควบรวมอุตสาหกรรม การพัฒนากฎระเบียบ และการยกระดับระบบนิเวศตลาดทุนโดยรวม หากทุกภาคส่วนสามารถขับเคลื่อนร่วมกันอย่างต่อเนื่อง ตลาดทุนไทยมีศักยภาพที่จะเติบโตอย่างแข็งแกร่ง โปร่งใส และสามารถแข่งขันได้มากขึ้นในทศวรรษข้างหน้า” ดร.เมธินี กล่าว
ดร. เมธินี กล่าวสรุปว่า หากสามารถดำเนินการตามแนวทางดังกล่าวได้สำเร็จ ภายในปี 2573 ประเทศไทยจะมีระบบนิเวศโบรกเกอร์ที่มีขนาดเล็กลงแต่มีศักยภาพสูงขึ้น ทำงานอยู่ในตลาดทุนที่มีความลึกและได้รับความไว้วางใจมากขึ้น โดยมีทั้งผู้เล่นรายใหญ่และผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านที่สมดุล นักลงทุนที่มีความเชื่อมั่นและบริษัทที่รอเข้าระดมทุน ซึ่งทั้งหมดนี้จะทำให้ตลาดทุนไทยช่วยสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศ และดึงดูดเงินทุนจากต่างประเทศ
“รายงานวิจัยฉบับนี้ไม่ได้มุ่งเพียงการวิเคราะห์ ‘สถานะปัจจุบัน’ ของตลาดทุนไทย แต่ยังมองไปข้างหน้าเพื่อออกแบบ ‘เส้นทางการเปลี่ยนผ่าน’ ของตลาดทุนไทยสู่ปี 2030 อย่างเป็นรูปธรรม” นายจักรชัย บุญยะวัตร ผู้จัดการ CMDF กล่าว
“ข้อค้นพบสำคัญคือ การพัฒนาตลาดทุนไทยไม่สามารถพึ่งพาการควบรวมหรือการลดจำนวนผู้ประกอบการเพียงอย่างเดียว แต่จำเป็นต้องดำเนินไปอย่างบูรณาการในหลายมิติ ทั้งการปรับบทบาทของหน่วยงานกำกับดูแล จากผู้กำกับดูแลเชิงขั้นตอน (procedural gatekeeper) ไปสู่ ‘ผู้เอื้อให้เกิดการพัฒนา’ (enabler of development) การยกระดับโครงสร้างพื้นฐานร่วมของตลาด การฟื้นฟูความเชื่อมั่นและเสริมสร้างระบบคุ้มครองผู้ลงทุน ตลอดจนการพัฒนาความรู้ทางการเงินของประชาชนอย่างเป็นระบบในระยะยาว ซึ่งต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง”
สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม สามารถดูรายงานฉบับเต็มได้ที่ลิงก์นี้: https://www.deloitte.com/southeast-asia/en/Industries/financial-services/perspectives/study-of-brokerage-business-th.html
ติดตามช่องทางมิติหุ้นเพื่อรับข่าวสารตลาดทุนได้ตามลิงค์ด้านล่าง
Web : https://www.mitihoon.com/
Facebook : https://www.facebook.com/mitihoon
Youtube : https://www.youtube.com/@mitihoonofficial7770
Tiktok : www.tiktok.com/@mitihoon
























