วันศุกร์ 27 มีนาคม 2026
หน้าแรก บทวิเคราะห์

ASPS ชี้สงครามสหรัฐฯ-อิหร่านส่อลากยาว “ทรัมป์” ยืดเส้นตายถล่ม ดันน้ำมันจ่อทะลุ 150 เหรียญฯ จับตารัฐงัด 7 มาตรการอุ้มพลังงาน ชูหุ้นหลบภัย TFG-PTTEP-CPF

25

มิติหุ้น – บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด ประเมินทิศทางตลาดการลงทุนว่า สถานการณ์สงครามระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านมีแนวโน้มยืดเยื้อมากกว่า 1 เดือน หลังจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เลื่อนเส้นตายในการสั่งโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของอิหร่านออกไปอีก 10 วัน (เป็นวันที่ 6 เมษายน 2026) ซึ่งถือเป็นการขยายเวลาครั้งที่ 2 พร้อมระบุว่าปฏิบัติการทางทหารอาจต้องใช้เวลาราว 4-6 สัปดาห์ ความไม่แน่นอนดังกล่าวกดดันให้ตลาดหุ้นโลกยังคงผันผวนหนัก ขณะที่ราคาน้ำมันดิบ BRENT ยังคงยืนเหนือระดับ 100 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล สำนักข่าว Bloomberg ประเมินว่าหากสงครามยืดเยื้อยาวนาน อาจผลักดันให้ราคาน้ำมันดิบ BRENT ทะลุ 150 ดอลลาร์สหรัฐฯ ภายในเดือนมิถุนายน 2026 ซึ่งเป็นจุดเดือดของราคาในช่วงไตรมาส 2 ด้านองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) คาดการณ์ผลกระทบกรณีสงครามรุนแรงเต็มแรง (Worst Case) ว่าจะดันให้อัตราเงินเฟ้อเฉลี่ยของกลุ่ม G-20 ในปีนี้พุ่งขึ้นเป็น 4.0% (จากเดิม 2.8%) และเงินเฟ้อสหรัฐฯ พุ่งแตะ 4.2% (จากเดิม 3.0%) ซึ่งจะส่งผลให้ธนาคารกลางทั่วโลกต้องใช้นโยบายการเงินที่เข้มงวดมากขึ้น โดยคาดว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ (FED) อาจต้องคงอัตราดอกเบี้ยระดับสูงที่ 3.75% ตลอดช่วงปี 2569-2570

จับตา 7 มาตรการรัฐอุ้มพลังงาน เตือนกระทบการคลังระยะยาว สำหรับผลกระทบในระดับภูมิภาค ธนาคารพัฒนาเอเชีย (ADB) ประเมินว่าวิกฤตที่ลากยาวเกิน 1 ปี อาจฉุดให้ GDP ของเอเชีย-แปซิฟิกลดลงถึง 1.3% และเงินเฟ้อพุ่งขึ้น 3.2% ตามราคาน้ำมันในอาเซียนที่ทะยานขึ้นแล้วกว่า 30% เพื่อรับมือกับวิกฤตของแพง รัฐบาลไทยได้เตรียม 7 มาตรการเร่งด่วน เพื่อช่วยเหลือประชาชน ได้แก่:

  1. ลดภาษีสรรพสามิตน้ำมัน เพื่อกดราคาหน้าปั๊ม
  2. เติมเงินบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ช่วยค่าก๊าซหุงต้มและค่าเดินทาง
  3. ชดเชยค่า K ช่วยเหลือผู้รับเหมาก่อสร้างของรัฐไม่ให้ทิ้งงาน
  4. ปล่อยสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (Soft Loan) เสริมสภาพคล่องธุรกิจ
  5. โอนเงินช่วยค่าเดินทางผ่านพร้อมเพย์ให้กลุ่มเป้าหมาย (เช่น แท็กซี่, วินมอเตอร์ไซค์)
  6. จัดหาปุ๋ยราคาถูกเพื่อช่วยเกษตรกร
  7. ผลักดันให้รถบรรทุกใช้น้ำมันดีเซล B20 ในราคาถูกพิเศษ

อย่างไรก็ตาม บล.เอเซีย พลัส ชี้ให้เห็นว่าการเลือกใช้มาตรการ “ลดภาษีสรรพสามิตน้ำมัน” จะส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อรายได้ของรัฐบาล เนื่องจากรายได้จากกรมสรรพสามิตถือเป็นแหล่งรายได้หลักอันดับ 2 ของประเทศ (สัดส่วน 18.42%) ซึ่งจะทำให้รัฐบาลมีเม็ดเงินในการนำไปพัฒนาประเทศหรือจัดทำสวัสดิการด้านอื่นๆ ลดน้อยลงในอนาคต ปัจจุบันกระทรวงการคลังอยู่ระหว่างการให้ กกต. และกฤษฎีกาพิจารณาข้อกฎหมายก่อนเสนอ ครม. อนุมัติ

กลยุทธ์การลงทุน: กำเงินสด 30-50% ดักเก็บหุ้นแข็งแกร่งสู้สงครามลากยาว บล.เอเซีย พลัส ประเมินภาพตลาดปัจจุบันว่ามีความคล้ายคลึงกับช่วงไตรมาส 2 ปี 2022 (วิกฤตสงครามรัสเซีย-ยูเครน) ซึ่งในเวลานั้นตลาดหุ้นโลกปรับลงลึกถึง -16% ขณะที่หุ้นไทยปรับลง -7.5% โดยกลุ่มที่สามารถแข็งแกร่งกว่าตลาด (Outperform) ได้คือ กลุ่มสินค้าโภคภัณฑ์ (Commodity) และพลังงาน ขณะที่กลุ่มการบริโภค (Consumption) มักจะย่อตัวแรง ฝ่ายวิจัยจึงแนะนำให้นักลงทุน ถือเงินสดบางส่วน 30% – 50% เพื่อลดความผันผวนของพอร์ต และแนะนำเก็งกำไรในหุ้นที่มีโอกาสแข็งแกร่งกว่าตลาดในช่วงสงครามยืดเยื้อ ได้แก่ TFG, GFPT, SPRC, BANPU, PTTEP, BCP, CPF, OR และ IVL โดยมี Prime Picks ประจำวันคือ TRUE, CPN และ CPF

(ประเด็นการลงทุนต่างประเทศเพิ่มเติม: แนะนำกลยุทธ์ “Buy on Dip” ในหุ้นกลุ่ม Quality Growth ของสหรัฐฯ อย่าง APPLE (AAPL) ที่เตรียมรุกหน้าเปิดตัวฟีเจอร์ Apple Intelligence ชุดใหญ่ในงาน WWDC เดือน มิ.ย. นี้ และ NETFLIX (NFLX) ที่ประกาศขึ้นราคาสมาชิกในสหรัฐฯ พร้อมคาดการณ์รายได้โฆษณาปีนี้จะเติบโตเท่าตัวทะลุ 3 พันล้านดอลลาร์ โดยสามารถลงทุนผ่าน DR: AAPL80 และ NFLX80)

ติดตามช่องทางมิติหุ้นเพื่อรับข่าวสารตลาดทุนได้ตามลิงค์ด้านล่าง

Web : https://www.mitihoon.com/
Facebook : https://www.facebook.com/mitihoon
Youtube : https://www.youtube.com/@mitihoonofficial7770
Tiktok : www.tiktok.com/@mitihoon