วันพุธ 1 เมษายน 2026
หน้าแรก บทวิเคราะห์

CGSI : กลุ่มน้ำมันและก๊าซของไทย รัฐบาลศึกษาการจัดเก็บภาษีลาภลอยจากค่าการกลั่นตลาด

21

มิติหุ้น – กลุ่มน้ำมันและก๊าซของไทย รัฐบาลศึกษาการจัดเก็บภาษีลาภลอยจากค่าการกลั่นตลาด (GRM) ทำให้เริ่มเห็นความเสี่ยงจากการกำกับดูแล ขณะที่โรงกลั่นอาจขาดแคลนอุปทานน้ำมัน หลังประเทศในอ่าวอาหรับหยุดผลิตน้ำมันแล้ว 9-10 ล้านบาร์เรล จึงแนะนำให้คงน้ำหนักการลงทุน (Neutral)

ฝ่ายวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ ซีจีเอส อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) หรือ CGSI ระบุว่า รายงานข่าวของหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานของรัฐบาลรักษาการเผยว่า ได้จัดตั้งคณะกรรมการร่วม 3 กระทรวง (กระทรวงพลังงาน, กระทรวงการคลัง และกระทรวงพาณิชย์) เพื่อศึกษาความเป็นไปได้ในการจัดเก็บภาษีลาภลอย (windfall tax) จากค่าการกลั่นตลาด (GRM) ของโรงกลั่นไทย ซึ่งข้อมูลของสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) แสดงให้เห็นว่า GRM ของโรงกลั่นไทยสูงถึง 7.4 บาท/ลิตรในเดือนมี.ค.69

ขณะที่กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงยังอุดหนุนราคาน้ำมันดีเซล 18 บาท/ลิตร ส่งผลให้ฐานะกองทุนน้ำมันฯติดลบ 4.4 หมื่นล้านบาท ดังนั้น หากไม่มีพระราชกฤษฎีกาขยายเพดานเงินกู้กองทุนน้ำมันฯ รัฐบาลอาจต้องใช้มาตรการอื่น เช่น ปรับลดภาษีสรรพสามิตน้ำมัน, กำหนดเพดานค่าการตลาด/ค่าการกลั่น หรือปล่อยลอยตัวราคาขายปลีกน้ำมันให้เคลื่อนไหวตามราคาอ้างอิงสิงคโปร์

ฝ่ายวิเคราะห์ CGSI ระบุว่า ในปี 65  ช่วงที่ราคาน้ำมันดีเซลพุ่งขึ้นแตะ 167 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล รัฐบาลได้ขอให้โรงกลั่นช่วยสนับสนุนทางการเงิน แต่ในขณะนั้นไม่ได้มีการนำมาตรการใดมาใช้ เนื่องจากราคาน้ำมันปรับตัวลงในเดือนก.ค.-ส.ค.65 อย่างไรก็ตาม เริ่มเห็นความเสี่ยงที่รัฐบาลอาจเข้ามาแทรกแซง GRM ของโรงกลั่นอีกครั้ง หรือขอการสนับสนุนทางการเงินโดยตรงในปี 69 เพราะราคาน้ำมันดีเซลน่าจะปรับตัวขึ้นต่อหากราคาน้ำมันดิบทะลุ 200 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล

อีกทั้ง ยังมีแนวโน้มที่ราคาจะทรงตัวอยู่ในระดับสูงนานกว่าในปี 65 จากการหยุดเดินเครื่องของโรงกลั่นหลายแห่งในตะวันออกกลาง, รัสเซีย และสหรัฐฯ นอกจากนี้ ยังเชื่อว่า GRM ที่น่าจะพุ่งสูงขึ้นในเดือนมี.ค. 69 อาจดึงดูดความสนใจจากสาธารณชน ซึ่งจะทำให้รัฐบาลมีความชอบธรรมมากขึ้นในการกำหนดเพดาน GRM หรือขอสนับสนุนทางการเงินจากโรงกลั่น

ฝ่ายวิเคราะห์ CGSI ประเมินว่า  BCP และ PTTGC น่าจะมี GRM สูงกว่า TOP, SPRC และ IRPC อย่างมีนัยสำคัญ ดังนั้นการกำหนดเพดาน GRM เท่ากันสำหรับโรงกลั่นทุกแห่งจึงเป็นเรื่องที่ท้าทาย อีกทั้งปัจจุบันยังไม่มีกฎหมายที่เปิดทางให้รัฐเข้ามาแทรกแซง GRM โดยตรงหรือบังคับให้โรงกลั่นเข้ามาช่วยอุดหนุนทางการเงิน ซึ่งนอกเหนือจากความเสี่ยงด้านการกำกับดูแลแล้ว ยังไม่สามารถตัดความเป็นไปได้ที่โรงกลั่นอาจประสบปัญหาขาดแคลนอุปทานน้ำมัน โดยเฉพาะหลังจากประเทศในอ่าวอาหรับหยุดการผลิตน้ำมันไปแล้ว 9-10 ล้านบาร์เรล

ขณะที่ รายงานของสนพ. ระบุว่าน้ำมันดิบที่จะจัดส่งมาถึงไทยในเดือนเม.ย. 69  มีปริมาณราว 24 ล้านบาร์เรล (ณ วันที่ 27 มี.ค.) เทียบกับประมาณการความต้องการที่ 36 ล้านบาร์เรลภายใต้สมมติฐานที่โรงกลั่นยังเดินเครื่องผลิตเต็มที่ ดังนั้น แม้ว่าโรงกลั่นอาจดึงสต็อกมาใช้เพื่อให้มีการดำเนินงานต่อเนื่องในระยะสั้น แต่การจัดหา อุปทานน้ำมันดิบให้เพียงพอสำหรับการใช้กำลังการผลิตเต็มประสิทธิภาพจนถึงเดือนพ.ค. 69 อาจเป็นเรื่องท้าทาย

จึงแนะนำให้คงน้ำหนักการลงทุน (Neutral) ในกลุ่มน้ำมันและก๊าซของไทย เพราะมองว่า upside risk จากความตึงเครียดทางด้านภูมิรัฐศาสตร์อาจถูกหักล้างด้วยอุปสงค์ที่อ่อนตัว ทั้งนี้กลุ่มน้ำมันและก๊าซของไทยจะมี downside risk หากความต้องการน้ำมันต่ำกว่าคาด ส่วน upside risk คือราคาน้ำมันที่สูงขึ้นจากความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลางที่เพิ่มขึ้น

ติดตามช่องทางมิติหุ้นเพื่อรับข่าวสารตลาดทุนได้ตามลิงค์ด้านล่าง

Web : https://www.mitihoon.com/
Facebook : https://www.facebook.com/mitihoon
Youtube : https://www.youtube.com/@mitihoonofficial7770
Tiktok : www.tiktok.com/@mitihoon