วันศุกร์ 10 เมษายน 2026

TFM ผนึกพันธมิตรรัฐ เอกชน และเกษตรกร เปิดฉากเวที “Thai Union Synergy 2026” ขับเคลื่อน ศักยภาพกุ้งไทย สู่ Low Carbon

9

มิติหุ้น – บริษัท ไทยยูเนี่ยน ฟีดมิลล์ จำกัด (มหาชน) หรือ TFM ในกลุ่มไทยยูเนี่ยน เปิดฉากงาน “Thai Union Synergy 2026” ผนึกกำลังพันธมิตรในอุตสาหกรรม ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และเกษตรกร ถ่ายทอดองค์ความรู้ แลกเปลี่ยนมุมมองเชิงกลยุทธ์ และร่วมกันกำหนดทิศทางอุตสาหกรรมกุ้งไทยในปี 2569 ท่ามกลางความท้าทายจากต้นทุนการผลิตที่ผันผวน ความไม่แน่นอนของอุปทานในตลาดโลก และแรงกดดันด้านสิ่งแวดล้อมที่เพิ่มขึ้น ขณะเดียวกัน โอกาสใหม่จากตลาดพรีเมียมและเทรนด์การบริโภคอย่างยั่งยืน กำลังเปิดพื้นที่ให้ผู้ประกอบการไทยสามารถยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันได้มากยิ่งขึ้น

นายพีระศักดิ์ บุญมีโชติ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทยยูเนี่ยน ฟีดมิลล์ จำกัด (มหาชน) หรือ TFM กล่าวว่า ภายใต้ความท้าทายของอุตสาหกรรมกุ้งไทยในปัจจุบัน การยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันคือหัวใจสำคัญของการดำเนินธุรกิจ โดยต้องอาศัยความร่วมมือทั้งห่วงโซ่อุปทาน (Value Chain) ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ เพื่อสร้างสมดุลทั้งในด้านต้นทุน ประสิทธิภาพ และตลาดในระยะยาว เป็นที่มาของการจัดงาน “Thai Union Synergy 2026” ภายใต้แนวคิดการผนึกกำลังพันธมิตรปลดล็อกศักยภาพกุ้งไทยสู่อนาคตที่ยั่งยืน โดยมีเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงกุ้งและกรมประมง รวมถึงพันธมิตรในอุตสาหกรรมเข้าร่วมอย่างคับคั่ง

นอกจากนี้ในเชิงโครงสร้างตลาดอุตสาหกรรมกุ้งไทยมีความต้องการที่หลากหลายตามปลายทางการบริโภค โดยมีความต้องการหลักในช่วงขนาด 50–70 ตัวต่อกิโลกรัม และขนาด 20–50 ตัวในบางกลุ่ม ซึ่งส่วนหนึ่งถูกใช้เพื่อบริโภคในประเทศ และอีกส่วนหนึ่งเชื่อมต่อสู่ตลาดส่งออก ขณะที่ตลาดต่างประเทศ โดยเฉพาะสหรัฐอเมริกาและยุโรป มีแนวโน้มให้ความสำคัญกับสินค้าแปรรูปและสินค้ามูลค่าเพิ่มมากขึ้น เพื่อตอบโจทย์คุณภาพ มาตรฐาน และประเด็นด้านความยั่งยืนตลอดห่วงโซ่อุปทาน

ด้านนางสาวมนทกานติ ท้ามติ้น ผู้อำนวยการกองวิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่ง กรมประมง ระบุว่า อุตสาหกรรมกุ้งไทยกำลังเผชิญแรงกดดันเชิงโครงสร้างจากวิกฤตทรัพยากรโลก โดยปัจจุบันมนุษย์ใช้ทรัพยากรธรรมชาติเกินกว่าที่โลกจะสามารถฟื้นฟูได้ราว 1.7 เท่า ขณะที่ประเทศไทยมีการใช้ทรัพยากรเกินศักยภาพของระบบนิเวศสูงถึง 85%

ล่าสุด ประเทศไทยได้ประกาศเร่งเป้าหมายสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน (Net Zero) ให้เร็วขึ้น โดยตั้งเป้าบรรลุภายในปี 2050 และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลง 47% ภายในปี 2035 สะท้อนถึงความจำเป็นเร่งด่วนในการปรับตัวของทุกภาคส่วน

กรมประมงชี้ว่า “คาร์บอนฟุตพริ้นท์” กำลังกลายเป็นต้นทุนใหม่ของการค้าโลก โดยเฉพาะ สหภาพยุโรป (EU) เดินหน้าบังคับใช้มาตรการ CBAM (Carbon Border Adjustment Mechanism) หรือ “กำแพงภาษีคาร์บอนข้ามพรมแดน” โดยจะเรียกเก็บค่าธรรมเนียมจากสินค้านำเข้าที่มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูง ครอบคลุมอุตสาหกรรมหลัก เช่น ซีเมนต์ พลังงานไฟฟ้า ปุ๋ย เหล็ก อะลูมิเนียม และไฮโดรเจน แม้สินค้าอย่าง “กุ้ง” ยังไม่ถูกบังคับใช้ในระยะแรก แต่อาจส่งผลกระทบทางอ้อมจากต้นทุนในห่วงโซ่อุปทาน โดยเฉพาะด้านพลังงานและอาหารสัตว์ รวมถึงแนวโน้มการขยายขอบเขตมาตรการในอนาคต ซึ่งอาจกระทบต่ออุตสาหกรรมอาหารและการส่งออกของไทย ทั้งนี้ กรมประมงพร้อมเดินหน้าร่วมกับภาคเอกชนและพันธมิตร เพื่อผลักดันโครงการฟาร์มกุ้งคาร์บอนต่ำ เพื่อยกระดับศักยภาพเกษตรกรไทย และขับเคลื่อนอุตสาหกรรมสู่การเติบโตอย่างยั่งยืน

นายปราชญ์ เกิดไพโรจน์ ผู้อำนวยการด้านความยั่งยืน ธุรกิจอาหารสัตว์เลี้ยง อาหารสัตว์น้ำ และ Marine บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ TU กล่าวว่า อุตสาหกรรมกุ้งไทยกำลังเร่งปรับตัวสู่ “Low Carbon Aquaculture” หรือการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำอย่างยั่งยืน เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของตลาดโลก โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ซื้อหลักอย่างสหรัฐฯ และยุโรป ขณะที่แหล่งการปล่อยก๊าซเรือนกระจกหลักมาจากการผลิตอาหารสัตว์และการบริหารจัดการฟาร์ม

กลุ่มไทยยูเนี่ยนจึงเดินหน้ากลยุทธ์ SeaChange® 2030 ขับเคลื่อนการลดก๊าซเรือนกระจก ตลอดซัพพลายเชน พร้อมโครงการนำร่อง มุ่งส่งเสริมองค์ความรู้ด้านการบริหารจัดการฟาร์มแก่เกษตรกรไม่ว่าจะเป็นการจัดการอาหารกุ้ง และการใช้พลังงานทางเลือก อาทิ การติดตั้งโซลาร์เซลล์เพื่อลดต้นทุนพลังงานควบคู่กับการใช้วัตถุดิบอาหารสัตว์จากแหล่งที่ไม่เกี่ยวข้องกับการตัดไม้ทำลายป่า โดยตั้งเป้าลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก 25–35%

นอกจากนี้ บริษัทได้นำเทคโนโลยีและข้อมูลมาใช้เพิ่มประสิทธิภาพการเลี้ยง พร้อมพัฒนา Low-carbon solutions เช่น โปรตีนทางเลือกและการปรับปรุงค่าอัตราการแลกเนื้อ (Feed conversion ratio หรือ FCR) โดยมีแผนขยายสู่เครือข่ายทั่วประเทศ เพื่อสร้างวัตถุดิบกุ้งคาร์บอนต่ำ รองรับมาตรฐานสากล เช่น Best Aquaculture Practices  หรือ BAP และ Aquaculture Stewardship Council หรือ ASC ซึ่งมีบทบาทสำคัญต่อการเข้าถึงตลาดพรีเมียมในระยะยาว

ในภาพรวมการแข่งขันระดับโลกอุตสาหกรรมกุ้งไทยมุ่งปรับตัวโดยหลีกเลี่ยงการแข่งขันด้านราคากับผู้ผลิตรายใหญ่ที่มีความได้เปรียบด้านต้นทุนการผลิตวัตถุดิบโดยหันมาให้ความสำคัญกับการยกระดับคุณภาพ การควบคุมความปลอดภัยอาหารอย่างเข้มงวด การไม่ใช้สารตกค้างต้องห้ามตลอดจนการพัฒนาระบบการผลิตที่สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ตลอดห่วงโซ่อุปทาน (Traceability) ควบคู่กับการพัฒนาสินค้ามูลค่าเพิ่มและแนวคิดกุ้งคาร์บอนต่ำเพื่อสร้างความแตกต่างและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในเวทีการค้าโลก

นายพีระศักดิ์ กล่าวทิ้งท้ายว่า แนวคิด “Synergy to Success” จะเป็นกลไกสำคัญในการผสานความร่วมมือทั้งห่วงโซ่อุปทาน เพื่อยกระดับประสิทธิภาพ ลดต้นทุน และสร้างมูลค่าเพิ่มทั้งระบบ โดยมีเป้าหมายคือ “เกษตรกรต้องอยู่ได้” ควบคู่กับการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมกุ้งไทยอย่างยั่งยืน

ทั้งนี้ แม้ราคากุ้งไทยในปี 2568 ยังอยู่ในระดับสูง สะท้อนจุดแข็งด้านคุณภาพ แต่การส่งออกยังเผชิญแรงกดดัน โดยปริมาณส่งออกลดลงเหลือ 129,308 ตัน ต่ำสุดในรอบ 18 ปี จากจุดสูงสุดที่ 388,455 ตันในปี 2554 ขณะที่มูลค่าการส่งออกอยู่ที่ประมาณ 40,889 ล้านบาท สถานการณ์ดังกล่าวยิ่งตอกย้ำความจำเป็นในการยกระดับประสิทธิภาพการผลิต โดยเฉพาะในระดับฟาร์ม ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของทั้งห่วงโซ่อุปทาน และเป็นบทบาทสำคัญของ TFM ในการเสริมศักยภาพการแข่งขันให้เกษตรกรไทยในระยะยาว ขณะเดียวกัน การยกระดับมาตรฐานการผลิตสู่สากลยังเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญ โดย TFM เป็นโรงงานแห่งแรกในเอเชียที่ได้รับการรับรองมาตรฐาน ASC Feed ซึ่งสะท้อนทิศทางการพัฒนาอุตสาหกรรมกุ้งไทยสู่ความยั่งยืนและการยอมรับในตลาดโลก

ทั้งนี้ บริษัทเดินหน้าสร้างระบบนิเวศ (Ecosystem) ที่แข็งแกร่งครอบคลุมตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ โดยมุ่งยกระดับองค์ความรู้และนวัตกรรม เพื่อผลักดันอุตสาหกรรมกุ้งไทยสู่การแข่งขันในตลาดโลกอย่างยั่งยืน ผ่านการใช้ประโยชน์จากจุดแข็งของเครือข่ายทั้งในระดับภูมิภาคและระดับสากล

ติดตามช่องทางมิติหุ้นเพื่อรับข่าวสารตลาดทุนได้ตามลิงค์ด้านล่าง

Web : https://www.mitihoon.com/
Facebook : https://www.facebook.com/mitihoon
Youtube : https://www.youtube.com/@mitihoonofficial7770
Tiktok : www.tiktok.com/@mitihoon