
มิติหุ้น – BTS หรือ บมจ. บีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ กับภาพธุรกิจรถไฟฟ้าสายสีเขียว ที่เปรียบเสมือนกล่องดวงใจของบริษัท ด้วยธุรกิจการเดินรถไฟฟ้าเส้นทางใจกลางเมืองกลายเป็นภาพสัญญาลักษณ์ที่แยกไม่ออกในหลายทศวรรษที่ผ่านมา จนทำให้เมื่อสิ้นสุดสัปทานสายนี้ปี 2572 จุดเขย่าโครงสร้างธุรกิจครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของ BTS
จุดเปลี่ยนเค้กชิ้นโตหายไป
สายสีเขียวหลัก “ขุมทรัพย์ทำเงิน” ที่สร้างกระแสเงินสดหลักและรายได้จากค่าเดินทางรวมถึงโฆษณามาอย่างยาวนาน แต่หลังปี 2572 BTS จะเปลี่ยนบทบาทจาก “เจ้าของสัมปทาน” มาเป็นเพียง “ผู้รับจ้างเดินรถ (O&M)” รายได้ค่าโดยสารมหาศาลที่เคยไหลเข้าเต็มๆ จะถูกดึงกลับไปที่ภาครัฐ เหลือไว้เพียงค่าจ้างเดินรถตามสัญญา ซึ่งกินอัตรากำไร (Margin) น้อยกว่าเดิมอย่างเห็นได้ชัด
รายได้แบ่งออกเป็น 4 กลุ่ม ธุรกิจหลัก คือ ระบบขนส่งมวลชน ภายใต้บริษัทบีทีเอสซี ได้รับสัมปทานเดินรถยาวนานถึง 30 ปีตั้งแต่ปี 2542 จากกทม.ในสายสีเขียวเข้ม (หมอชิต-อ่อนนุช และสนามกีฬาแห่งชาติ-สะพานตากสิน) เป็นหัวใจสำคัญเพราะเป็นทั้งเจ้าของสัมปทานและผู้บริหารการเดินรถ ทำให้สามารถเก็บเกี่ยวค่าโดยสารเพิ่มรายได้จากปริมาณการใช้ของประชาชนที่นับวันเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง
รวมทั้งยังขยายไปยังธุรกิจอื่นที่เอื้อประโยชน์ในฐานะเจ้าของสัมปทาน คือ ธุรกิจสื่อโฆษณา โดยมีบมจ. วีจีไอ โกลบอล มีเดีย เป็นเรือธงสำคัญ จนขึ้นมามีศักยภาพที่จะเข้าซื้อธุรกิจคู่แข่ง บมจ. มาร์เตอร์ ( MACO )บมจ. แอร์โร มีเดีย , และบมจ. แพลนบี มีเดีย (PLANB) เน้นพื้นที่โฆษณาตามแนวรถไฟฟ้าเป็นหลัก
ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ตามแนวรถไฟฟ้า ที่ขึ้นชื่อว่าเป็นเจ้าของ แลนด์แบงก์ทำเลทองจากความได้เปรียบบริหารเดินรถไฟฟ้า ภายใต้ บมจ. ยู ชิตี้ ก่อนจะเปลี่ยนชื่อ เป็น บมจ. แรบบิท โฮลดิ้งส์ หรือ RABIT และบมจ. ยูนิคอร์น เอ็นเตอร์ไพรส์ ที่นำที่ดินตามเส้นทางรถไฟฟ้ามาทำเป็นโครงการที่พักอาศัย เช่น แบรนด์ “เดอะ ไลน์ “ และล่าสุด คือ “โครงการบ้านชาวไทย “ ปิดท้ายที่ธุรกิจ บริการที่มิกซ์กันทั้งรับเหมาก่อสร้าง โรงแรม อาหาร สนามกอล์ฟ ฯลฯ
ธีมลงทุนไม่ชำนาญพอ
เรียกได้ว่าอาณาจักรของบีทีเอส ได้รับกระแสเงินสดเข้ามาอย่างต่อเนื่อง ขยายพอร์ตลงทุนได้เพิ่มมากขึ้นจนทำไปลงทุนในหุ้นรายตัว อาทิ COM7-NATION-กลุ่ม JMART- KEX เป็นต้น ด้วยกระแสเงินสดเต็มกระเป๋าระดับ 2 หมื่นล้านบาท จึงได้เห็นภาพการใช้เงินลงทุนสไตล์ที่หวือหวาในช่วงที่ผ่านมา
ด้วยการลงทุนใน “ถือหุ้นในธุรกิจที่ไม่ชำนาญ” ผนวกเจอผลกระทบจากภาวะตลาดหุ้นฉุดมูลค่าลงทุนไม่ได้ตามเป้าหมาน ไม่ได้ผลตอบแทนที่สม่ำเสมอ จนเผชิญจุดพลิกผันใหญ่ฉุดราคาหุ้นดิ่งหนัก แต่ที่กระทบผลประกอบการลงมาขาดทุนจนสุดท้ายกลายเป็นขาดทุนสะสมคือ ก้อนหนี้ค้างรถไฟฟ้าสายสีเขียว จาก กทม. จนกลายเป็นคดีความไล่ตามเก็บหนี้กันมาจนถึงที่สุดได้รับชำระหนี้ 3.6 หมื่นล้านบาท รวมทั้งการชวดงานประมูลเดินรถไฟฟ้าสายสำคัญ “สีส้ม” ไปให้กับ “คู่แข่ง”
แวลูหุ้นสะเทือน
ปัจจุบันแม้ได้รับคืนหนี้อยู่ในมือแล้ว จนกลายเป็นภาพมังกรคืนถิ่นครั้งใหม่ ด้วยโชว์เงินสดในมืออยู่ 5 หมื่นล้านบาท และเป้าหมาย”ตั้งใจลงทุนอย่างระมัดระวัง” ด้วยกลยุทธ์ รีเทิรน์สู่ธุรกิจอสังหาฯโมเดลใหม่ในระดับราคาจับต้องได้ ส่วนธุรกิจที่ลงทุนไปแล้วอย่าง “สนามบินอู่ตะเภา” ปรับขนาดลงทุนรองรับแค่ 3 ล้านคน/ปี จากเดิมตั้งตัวเลขไปถึง 12-16 ล้านคน/ปี
กลับเจอวิบากกรรมทางธุรกิจจากการ “นับถอยหลังไร้สัมปทานสายสีเขียว” ในมือปี 2572 ถือว่าเป็นสตอรี่ใหญ่กระทบทั้งผลประกอบการ มูลค่าหุ้น และการเติบโต ด้วยฐานรายได้จากธุรกิจรถไฟฟ้าสัดส่วนใหญ่เกิน 50% จะหายไป มูลค่าทางบัญชีและประมาณการกระแสเงินสดล่วงหน้า (DCF) ของ BTS ต้องถูก Re-rate ใหม่ เพราะ “มูลค่าพรีเมียม” ในฐานะหุ้นสัมปทานกำลังจะหมดไป รวมทั้งธุรกิจสื่อที่อิงกับเส้นทางรถไฟฟ้าจากที่ได้เปรียบรายอื่นทั้งทำเล และอัตรากำไรจะทยอยหายไป อาจต้องเผชิญการประมูลใหม่หรือเงื่อนไขสัญญาส่วนแบ่งที่เข้มงวดขึ้น
การเปลี่ยนสถานะจาก “ผู้ได้รับสัมปทานกินส่วนแบ่งหลัก” ไปสู่ “ผู้รับจ้างเดินรถ” เท่านั้น ส่งผลกระทบโดยตรงต่อการลดลงของรายได้มหาศาลและอัตราทำกำไรที่แคบลงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ซึ่งรายได้ใหม่จะเข้ามายังไม่มีความชัดเจนเข้ามาทดแทนได้ทั้งหมด
ติดตามช่องทางมิติหุ้นเพื่อรับข่าวสารตลาดทุนได้ตามลิงค์ด้านล่าง
Web : https://www.mitihoon.com/
Facebook : https://www.facebook.com/mitihoon
Youtube : https://www.youtube.com/@mitihoonofficial7770
Tiktok : www.tiktok.com/@mitihoon

































