
การเร่งผลักดันให้ไทยเป็นฮับ AI ของภูมิภาคนี้และเป็นส่วนหนึ่งของฮับ AI ในโลก ถือเป็นยุทธศาสตร์ที่สำคัญทั้งของภาครัฐและเอกชนที่จะร่วม “สรรพกำลัง” และเร่งคว้าโอกาสนี้ให้กับประเทศ เพื่อไม่ให้ประเทศไทยหลุดวงโคจรโลกใหม่ และการเร่งปรับปฏิรูปภาคการศึกษาเพื่อเร่งผลิตบุคลาการที่โลกใหม่ต้องการ ถือเป็นสิ่งสำคัญ เมื่อล่าสุดภาคเอกชนเริ่มก้าวและตื่นตัวด้าน AI โดยบิ๊กกลุ่มซีพีอย่าง “ศุภชัย เจียรวนนท์” ประธานและประธานคณะผู้บริหาร อไรซ์ เวนเจอร์ส กรุ๊ป ประธานกรรมการ ทรู คอร์ปอเรชั่น รองประธานอาวุโส เครือเจริญโภคภัณฑ์ ได้ประกาศความร่วมมือ ระหว่างเครือซีพี อไรซ์ เวนเจอร์ส กรุ๊ป ทรู คอร์ปอเรชั่น Amazon และ AWS เดินหน้าทรานสฟอร์มประเทศไทยสู่ศูนย์กลาง AI
จึงเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญที่จะช่วยวางรากฐาน AI ในทุกมิติของประเทศไทย ตั้งแต่การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน การนำ AI ไปประยุกต์ใช้จริงในภาคธุรกิจ การสร้างระบบนิเวศ Startup ไปจนถึงการพัฒนาคนและบุคลากรด้าน AI เพื่อสร้างความพร้อมด้าน AI ให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม
สร้างมูลค่ามหาศาลในระบบเศรษฐกิจไทย
ฉะนั้นหากประเทศไทยสามารถเป็นฮับ AI หรือ เป็น Center ทางการโครงสร้างพื้นฐาน ตลอดจนห่วงโซ่อุปทานของ AI ได้ มันไม่ได้หมายความว่ามันจะมีคุณค่าเพียงผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้องกับห่วงโซ่อุปทานเท่านั้น แต่การที่ AI หรือแม้กระทั่ง “ชิป” ต่างๆสามารถเข้าไปอยู่ในระบบการทำงานในภาคอุตสาหกรรมและในชีวิตประจำวันของประชาชน ในรูปแบบเครื่องมืออำนวยความสะดวกต่างๆ เช่น มือถือ และอื่นๆ เป็นต้นนั้น มันจะยิ่งสร้างมูลค่าที่มหาศาลให้กับระบบเศรษฐกิจ และสุดท้ายก็สร้างประโยชน์ทางด้านการจัดเก็บภาษี หนุนทางด้านภาคส่งออกที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็น AI หรือ ซอฟต์แวร์ และฮาร์ดแวร์ต่างๆ
ดาต้าเซ็นเตอร์ประเทศไทย
คงจะปฏิเสธไม่ได้เช่นกัน
ถือเป็นยุทธศาสตร์ที่สำคัญของประเทศอย่างมากในการดึงระบบนิเวศน์ต่างๆเข้ามาในประเทศไทย เพราะฉะนั้นประเทศไทยจะต้อง “เตรียมตัวให้พร้อมและความกล้า” ในการสร้าง AI Model ฉะนั้นดาต้าเซ็นเตอร์ก็จะปฏิเสธไม่ได้เช่นกันในไทย ซึ่งปัจจุบันมีเพียง 0.20 GW ซึ่งใน 5ปี ข้างหน้ามีโอกาสไปถึง 10 GW และถือว่าเป็นสิ่งสำคัญในการทรานฟอร์มประเทศไทย ขณะที่ สหรัฐมีดาต้าเซ็นเตอร์ ขนาด 53 GW, จีนมีขนาด 31.9 GW,เกาหลีมี 5 GW, ญี่ปุ่น 1.5 GW และ สิงคโปร์ 1 GW เป็นต้น ฉะนั้นการเติบโตจึงไม่ใช่ระดับซิงเกิ้ลดิจิต และจะต้องเติบโตก้าวกระโดดในระดับ ดับเบิ้ลดิจิต หรือ ทริปเปิ้ลดิจิต เนื่องจากด้าต้าเซ็นเตอร์จัดเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญในเรื่องนี้
การสร้างบุคลากร AI
ถือเป็นคีย์พอร์ยสำคัญที่ต้องเร่งสร้าง
ดังนั้นความสำคัญในลำดับถัดมาคือบุคลากร ประเทศไทยมีบุคลากรด้าน AI นี้น้อยมากเพียงระดับหลักพันคนเท่านั้น เมื่อเทียบกับยักษ์ใหญ่อย่าง สหรัฐที่มีบุคลากรถึง 2.2 แสนคน จีนมี 1.25 แสนคน เกาหลีมีราว 5,900 คน และสิงคโปร์มีบุคลากรด้านี้ราว 6,610 คน ซึ่งเป็นที่ต้องการอย่างมาก
มหาวิทยาลัยต้องเร่งสร้างบุคลากรด้านAI
แน่นอนภาคการศึกษา มหาวัทยาลัยจะต้องมีการปรับตัวอย่างมากในการสร้างบุคลากรทางด้าน AI และบุคลากรด้านอื่นที่จะเชื่อมโยงกันในทุกๆประเทศ ยกตัวอย่างประเทศสิงคโปร์ มีประชากร 4 ล้านคน และมีบุคคกรด้าน AI เติบโตขึ้นต่อเนื่อง ในขณะที่ประเทศไทยมีประชกรกว่า 70 ล้านคน กลับมีบุคลากรทางด้าน AI เพียงหลักพันคนเท่านั้น ซึ่งถือเป็นเรื่องจำเป็นเร่งด่วนในการสร้างอิมแพ็ค ด้านการศึกษาให้ตื่นตัวและผลิตบุคลกรให้ได้ถึง 3 ล้านคน เพื่อเร่งตัวเองจากการเป็นเพียงผู้ใช้ไปสู่ระดับผู้พัฒนา AI ศูนย์กลางดาต้าเซ็ตเตอร์ และ AI ดาต้าเซ็นเตอร์
ไทยมีศักยภาพดึง TSMC
มาลงทุนได้ไหม?
ยกตัวอย่างหากประเทศไทยสามารถดึง TSMC ผู้ผลิตชิประดับโลกมาขยายฐานในประเทศไทยได้ นั่นหมายความว่าประเทศไทยจะต้องพร้อมในทุกๆด้านและจะต้องช่วยกัน และเพิ่มโอกาสของประเทศในการเป็น Hub AI ของภูมิภาค และยังขยายไปถึงระดับต้นน้ำอย่างแท้จริง ซึ่งหนึ่งในนั้นก็เป็นเรื่องของพลังงานสะอาดที่จะต้องเพียบพร้อมรองรับด้วย
สตาร์ทอัพ AI และ Ecosystem
จะดึงดูVCจากทั่วโลกหนุนตลาดทุนไทย
ฉะนั้นการนำ AI มาเป็นโจย์สำคัญให้เกิดสตาร์ทอัพ Ecosystem (ระบบนิเวศ) ในไทยและทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในระดับประเทศเพราะ สตาร์ทอัพ AI ในวันนี้ก็จะกลายเป็น SME หรือ “ยูนิคอร์น” ในวันข้างหน้าได้ ทำให้เป็นแม่เหล็กดึงดูด Venture Capital (VC) จากทั่วโลกด้วย ยิ่งหนุน สตาร์ทอัพ AI ให้เกิดขึ้นมากมาย ส่วนหนึ่งภาคตลาดทุนไทยก็มีส่วนสำคัญเพราะมีความใหญ่เพียงพอในระดับหนึ่งแล้วเช่นกัน ยิ่งเป็นสิ่งช่วยให้มีบริษัทในกลุ่มนี้เข้าจดทะเบียนในตลาดหุ้นไทยด้วย
ดึงบุคลากร AIระดับโลก
ตัวอย่าง ถ้าเม็ดเงินการลงทุนในสตาร์ทอัพราว1ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อ1 สตาร์ทอัพ หรือราว 2 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี(หากดูจากสตาร์ทอัพ) ใน 4ปี ข้างหน้า ในการขับเคลื่อนและเรื่องที่ใหม่ที่สุด หากเราเป็น Innovation Hub ด้าน AI และสามารถดึงดูดบุคลากรจากทั่วโลกมาทำงานในไทยได้ยิ่งน่าสนใจ
เม็ดเงินลงทุน2แสนล้าน
สร้างการเปลี่ยนแปลงระดับประเทศที่คุ้มค่าที่สุด
ดังนั้นถือโอกาสที่ดีในภาคการศึกษา ซึ่งปัจจุบันมีนักศึกษาในมหาวิทยาลัยราว 2 ล้านคน มีอาชีวะราว 8 แสนคน ถ้าสร้างความสนใจ Young Talent เหล่านี้เข้าร่วมให้มากที่สุด เพื่อดึง Young Talent เกิดความสนใจเรียนรู้ใน AI และสร้างโปรเจกต์ หรือ TECH สตาร์ทอัพ AI ให้ได้ราว 2 แสนโปรเจกต์ ภายในระยะเวลา 4 ปี ก็จะต้องมาพร้อมกับการให้อินเซนทีฟเพื่อดึงดูดความสนใจจากเด็กนักศึกษากลุ่มนี้
เช่น การทำรูปแบบสตาร์ทอัพจำลอง โดยให้เงินร่วมจัดทำ เช่น 1 ล้านบาทต่อ 1 ทีมหรือ 1 โปรเจกต์ ฉะนั้นหากวางเป้า 2 แสนโปรเจกต์ คาดใช้เงิน 2 แสนลบ.น่าจะเป็นโอกาสในการเปลี่ยนแปลงประเทศที่สำคัญ หากประสบผลสำเร็จ 10 โครงการจนกลายเป็น 10 ยูนิคอร์นในอนาคตด้าน AI ก็ถือว่าคุ้มค่า ถ้าประเทศไทยจะลงทุนกับบุคลากรในด้านนี้อย่างจริงจัง และจะดีกว่าการทุ่มเงินไประดับ 2 แสนล้านบาท 4 เดือนแต่ไม่ได้สร้างอิมแพคประเทศอะไรกลับมาในระยะยาว
ติดตามช่องทางมิติหุ้นเพื่อรับข่าวสารตลาดทุนได้ตามลิงค์ด้านล่าง
Web : https://www.mitihoon.com/
Facebook : https://www.facebook.com/mitihoon
Youtube : https://www.youtube.com/@mitihoonofficial7770
Tiktok : www.tiktok.com/@mitihoon


































