
มิติหุ้น – เมื่อครั้งก่อนเราคุยกันเรื่องของ Digital Asset Fund Management Strategy หรือกลยุทธ์การจัดการเงินทุนสินทรัพย์ดิจิทัลไปแล้ว ทีนี้ พอคุยกันเรื่องของสินทรัพย์ดิจิทัล มันจะมีเรื่องพื้นฐานที่ต้องทำความเข้าใจก่อนจะงงกับเรื่องอื่น ๆ ไปมากกว่านี้ ก็คือเรื่องที่ว่า Digital Asset (DA) หรือสินทรัพย์ดิจิทัล ซึ่งในที่นี้ จะพูดถึง 2 กลุ่มหลัก ๆ คือ Cryptocurrency และ Token
พอมาคุยกันเรื่องโทเคน (Token) ก็จะมีอีกศัพท์ที่มักได้ยินบ่อย ๆ ควบคู่กัน คือ Tokenization (โทเคนไนเซชั่น) หรือกระบวนการแปลงสินทรัพย์ในโลกจริงเป็นโทเคน (Token) วันนี้เลยอยากเล่าให้ฟังว่า Tokenization คืออะไร หน้าตาเป็นยังไง ถ้าเราลงทุนแล้วจะเกิดอะไรขึ้น รวมไปถึงความเสี่ยงที่ควรรู้ประกอบการลงทุน
Tokenization คืออะไร ?
Tokenization คือการนำ “สิทธิหรือมูลค่า” ของสินทรัพย์หรือสิ่งใดสิ่งหนึ่ง มาแทนด้วย Token ที่อยู่บนระบบ Blockchain หรือ Distributed Ledger Technology (DLT) โดย Tokenization ไม่ได้เป็นการแปลงสินทรัพย์เป็นไฟล์ดิจิทัล แต่เป็นการกำหนดสิทธิและนำสิทธินั้นมาอยู่ในรูปของ Token บน Blockchain
แล้วทำไมต้องทำแบบนี้ ?
ในบางครั้งเจ้าของสินทรัพย์ ไม่ได้ต้องการขายสินทรัพย์ทั้งหมด แต่มีความต้องการแบ่งสิทธิบางอย่างให้กับคนอื่น จึงเลือกสร้าง Token เพื่อกำหนดสิทธินั้นขึ้นมา เช่น เจ้าของอสังหาริมทรัพย์ ต้องการแบ่งสิทธิในรายได้จากค่าเช่าให้กับผู้อื่น โดยที่ตนยังคงเป็นเจ้าของอสังหาริมทรัพย์นั้นเหมือนเดิม จึงเลือกสร้าง Token A และกำหนดว่า Token นี้ให้สิทธิกับผู้ถือในการรับรายได้จากค่าเช่า ตามเงื่อนไขที่กำหนด ซึ่งการสร้าง Token A นี้ อาจจะขายให้กับคนคนเดียว หรือขายให้ประชาชนทั่วไปก็ได้
Tokenization เหมือน IPO มั้ย ?
แม้ว่ากระบวนการจะคล้าย ๆ กัน แต่ก็มีจุดที่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ กล่าวคือ
บริษัทอยากจะ IPO จะต้องทำการปรับโครงสร้างเพื่อรองรับการ IPO จากนั้นจึงจะดำเนินการกำหนดเงื่อนไข เช่น จำนวน ราคา และยื่นเอกสารเพื่อขอเสนอขายต่อประชาชนทั่วไป เมื่อนักลงทุนซื้อหุ้นก็จะได้ “ความเป็นเจ้าของ” ตามสัดส่วนจำนวนหุ้นที่ถืออยู่
กรณีที่บริษัทนั้นอยากจะทำ Tokenization บริษัทอาจจะต้องกำหนดสิทธิของ Token นั้นก่อน เช่น Token A เป็นสิทธิในการรับรายได้จากค่าเช่าทรัพย์สินของบริษัท Token B เป็นสิทธิในการรับส่วนแบ่งรายได้ กำหนดจำนวน Token ต่อการใช้สิทธิ เช่น 100,000 Token ต่อสิทธิการรับรายได้ค่าเช่า 10% ก่อนที่เข้าสู่กระบวนการสร้าง Token และนำไปขายให้กับนักลงทุนที่สนใจ Token นั้นก็จะถูกบันทึกหรือโอนผ่านระบบ Blockchain
ดังนั้น ในกรณีนี้ นักลงทุนที่ถือ Token จะไม่ได้รับสิทธิในความเป็นเจ้าของของบริษัท แต่ยังคงได้รับสิทธิประโยชน์ตามเงื่อนไขของ Token แต่ละแบบนั่นเอง
แล้วจะมี Token ที่ให้ความเป็นเจ้าของมั้ย ?
ตรงนี้ยังเป็นเรื่องที่ถกเถียงกันอยู่มาก เพราะในแง่ของการทำ Tokenization นั้นสามารถทำได้ เพราะเป็นการกำหนดสิทธิ ซึ่งจะเป็นสิทธิอะไรก็ได้ จะเป็นสิทธิในความเป็นเจ้าของของสินทรัพย์ก็ได้ แต่การจะทำให้สิทธิดังกล่าวมีผลและบังคับใช้ได้ตามกฎหมาย ยังต้องพิจารณาโครงสร้างทางกฎหมายที่เกี่ยวข้อง
RWA หรือ Real World Asset เกี่ยวข้องยังไง ?
Real World Asset (RWA) หรือสินทรัพย์ในโลกจริง เช่น อสังหาริมทรัพย์ ทองคำ พันธบัตร สินค้าโภคภัณฑ์ต่าง ๆ ซึ่งสามารถนำสิทธิหรือมูลค่าของสินทรัพย์เหล่านั้นมาแปลงเป็น Token ได้ เรียกเต็ม ๆ ว่า Real World Asset Tokenization
แต่ Token ไม่ใช่สินทรัพย์เสียทีเดียว เพราะต้องดูก่อนว่าสิทธิของ Token นั้นให้อะไร ยกตัวอย่างเช่น บริษัทอสังหาริมทรัพย์แห่งหนึ่งออก Token มา 3 ชุด
– Token A ให้สิทธิในการรับรายได้จากค่าเช่า
– Token B ให้สิทธิที่เกี่ยวข้องกับกรรมสิทธิ์อาคาร
– Token C ให้สิทธิในการเรียกร้องหนี้
ผู้ที่ถือ Token ไม่ได้มีความเป็นเจ้าของบริษัทอสังหาริมทรัพย์นั้นทั้งหมด แต่จะได้รับสิทธิตามเงื่อนไขของToken ที่ถือ โดยที่ Token นั้นสามารถซื้อขาย โอนเปลี่ยนมือได้
เวลาออก Token จะมีการกำหนดมูลค่า สมมติว่า 1 Token A = 100,000 บาท โดย 10 Token จะได้รับสิทธิรับรายได้จากค่าเช่า 1% การกำหนดมูลค่าแบบนี้ ทำให้ผู้ที่ต้องการลงทุนอสังหาริมทรัพย์เพื่อรับรายได้เป็นค่าเช่า ไม่จำเป็นต้องลงเงินทุนก้อนใหญ่เพื่อสร้างอสังหาริมทรัพย์ แต่ลงทุนเพียง 10 Token ก็สามารถรับรายได้ค่าเช่าได้เหมือนกัน
Asset Backing / Legal enforceability มีความสำคัญแค่ไหน?
อย่างที่บอกว่า Token อาจเป็นสิทธิในกรรมสิทธิ์ หรือสิทธิในสิ่งอื่นใดก็ได้ ดังนั้น มันจึงมีเรื่องที่ต้องคิดต่ออีกก็คือ เจ้าสิ่งนี้ มีกฎหมายรองรับหรือไม่ และเมื่อพูดถึงเรื่องนี้ ก็จะมี 2 เรื่องที่มาเกี่ยวข้องก็คือ Asset Backing และ Legal enforceability
Asset Backing คือ การที่ Token หรือสิทธิที่ Token อ้างอิงอยู่ มีสินทรัพย์หรือมูลค่าบางอย่างรองรับอยู่จริง แต่เวลาพูดถึงสินทรัพย์ที่รองรับ จะต้องลงลึกไปอีก ยกตัวอย่างเช่น Token ให้สิทธิในการถือทองคำ 1 กรัม ก็จะต้องดูว่า มีทองจริงไหม ทองอยู่ที่ไหน ใครถืออยู่หรือใครเป็นคนเก็บรักษา เก็บในนามบุคคลหรือบริษัท แยกเก็บจากทรัพย์สินบริษัทหรือไม่ มีการตรวจสอบหรือไม่ และถ้าบริษัทนั้นล้มละลาย ผู้ถือ Token มีสิทธิในทองคำนั้นหรือไม่ หรือสามารถนำ Token มาแลกเป็นทองจริงได้หรือไม่
Legal enforceability คือ สิทธิหรือข้อผูกพันที่ระบุไว้ สามารถนำไปบังคับใช้ตามกฎหมายได้จริงหรือไม่ หากอีกฝ่ายไม่ปฏิบัติตาม ว่าง่าย ๆ ว่า ถ้าสมมติ Token ระบุเงื่อนไขว่าสามารถแลกเป็นทองจริงได้ หากนักลงทุนต้องการแลกจะสามารถทำได้จริงหรือไม่ หรือมีวิธีการใดที่จะทำให้นักลงทุนสามารถนำ Token ไปแลกเป็นทองจริงได้
Legal enforceability จะเป็นตัวที่บอกว่า ถ้าบริษัทเกิดปัญหา จะทำอย่างไรให้เราได้สินทรัพย์ที่เป็น Asset Backing นั้นมา
อย่างไรก็ตาม Token อยู่บน Blockchain แต่ Blockchain ไม่ได้ทำให้สิทธินั้น ถูกบังคับใช้โดยอัตโนมัติ และการบันทึก Token ลงบน Blockchain ก็ไม่ได้มีเรื่องของกฎหมายเข้ามาเกี่ยวข้อง เวลาผู้ออกสร้าง Token มาเสนอขาย จึงต้องสร้าง Legal Structure เพื่อรองรับเรื่องพวกนี้เอาไว้ด้วย และ Legal Structure นี้แหละที่จะเป็นตัวบอกว่า Legal enforceability ของ Token นั้นเป็นอย่างไร
ถ้า Token ให้ “สิทธิ” จะเหมือน Warrant หรือ Options หรือไม่ ?
Tokenization อาจมีลักษณะคล้าย การออก Warrant หรือ Option ตรงที่สามารถนำ “สิทธิ” มาแบ่งและออกให้ผู้ลงทุนถือได้ แต่ Tokenization ไม่ได้หมายความว่า Token = Warrant หรือ Options
Warrant/Options เป็นสิทธิที่ผู้ออกให้กับผู้ถือในการทำธุรกรรมบางอย่าง เช่น การจองซื้อหุ้นเพิ่มทุน การซื้อหรือขายสินทรัพย์อ้างอิง โดย Warrant/Options มีลักษณะเป็นสัญญา ดังนั้น ผู้ถือ Warrant/Options จะมีสิทธิประโยชน์อย่างเฉพาะเจาะจงตามที่ผู้ออกกำหนดไว้
แต่ Tokenization เป็นการนำสิทธิ มาแทนด้วย Token ที่วิ่งอยู่บน Blockchain และไม่ได้จำกัดแค่สิทธิในการซื้อหรือขายสินทรัพย์อ้างอิง แต่สามารถกำหนดได้หลายอย่างไม่ว่าจะเป็นกรรมสิทธิ์ รายได้ ส่วนเรียกร้องหนี้ การใช้บริการ หรือสิทธิอื่น ๆ Token จึงมีความกว้างและหลากหลายมากกว่า
ถ้าจะเปรียบเทียบให้เห็นภาพที่สุด ก็น่าจะเป็น
| ประเภท | ลักษณะ |
| หุ้น IPO | แบ่ง ความเป็นเจ้าของบริษัท ออกเป็นหุ้น |
| Warrant / Option | แบ่ง/กำหนด สิทธิในการทำธุรกรรมบางอย่างในอนาคต ตามเงื่อนไข |
| Tokenization | นำ สิทธิหรือมูลค่าของสิ่งใดสิ่งหนึ่ง มาแทนในรูปของ Token บน Blockchain/DLT |
Tokenization เป็นช่องทางการระดมทุน ?
คำตอบคือ “ไม่ใช่” เพราะ Tokenization เป็นเพียงการเปลี่ยนสิทธิไปเป็น Token ที่บันทึกอยู่บน Blockchain แต่ไม่ใช่กระบวนการระดมทุน
เพียงแต่ว่า หลังจากที่สร้าง Token ได้แล้ว ผู้สร้าง Token จะใช้ Token เหล่านี้ไปเสนอขายแก่ประชาชนทั่วไปเพื่อระดมทุนก็ได้ ขายให้คนคนเดียว หรือ กลุ่มคนเฉพาะเจาะจงก็ได้ ไม่แน่นอนเสมอไป
หากผู้สร้าง Token นำ Token ไปเสนอขายให้กับประชาชนทั่วไป ให้นักลงทุนเข้ามาซื้อและถือ Token เพื่อรับสิทธิประโยชน์ตามเงื่อนไข เราจะเรียกกระบวนการนี้ว่า “การระดมทุนผ่าน Token”
สรุปได้ว่า Tokenization คือการนำสิทธิหรือมูลค่าของสินทรัพย์มาอยู่ในรูปของ Token ส่วน Token นั้นจะถูกนำไปใช้เพื่อระดมทุนหรือไม่ ขึ้นอยู่กับโครงสร้างของโครงการ และในเมื่อTokenization ไม่เท่ากับ IPO ก็เป็นคนละเรื่องกับ ICO ด้วย
อย่างไรก็ตาม หากเทียบหุ้นสามัญกับ Token ที่นำไประดมทุนแล้ว เรื่องที่แตกต่างกันอย่างชัดเจนก็คือเรื่องที่ว่า Tokenization ช่วยเปลี่ยนวิธีการจัดการ/ถือ/โอนสิทธิ แต่ไม่ได้ลบความจำเป็นของกฎหมายหรือโครงสร้างการระดมทุนออกไป ดังนั้น Blockchain จึงเปลี่ยน “วิธีที่เราบันทึกและโอนสิทธิ” ไม่ได้เปลี่ยน “สิทธิทางกฎหมาย” โดยอัตโนมัติ
Bitcoins ไม่ใช่ Tokenization ของ RWA
Bitcoins ถูกสร้างขึ้นมาเป็นสินทรัพย์/สกุลเงินดิจิทัลบน Blockchain ของ Bitcoin เอง ไม่ได้มี Asset อื่นเป็น Backing Asset ดังนั้น มันจึงไม่ถูกยกให้เป็นตัวอย่างของ Tokenization
ในขณะเดียวกัน Stablecoin ก็ไม่อาจเหมารวมว่าเป็น Tokenization ได้ เพราะมีส่วนที่เหมือนและไม่เหมือน กล่าวคือ Stablecoin บางประเภทอาจมีสินทรัพย์สำรองอยู่เบื้องหลัง เช่น เงินสดหรือสินทรัพย์สภาพคล่องสูง แต่ Tokenization บน RWA อาจะมีสิทธิที่แตกต่างออกไป จึงทำให้เหมารวมกันไม่ได้
แล้วความเสี่ยงของ Tokenization ล่ะ ?
ใช่ว่า Tokenization จะมีแต่ข้อดีเสมอไป ยังมีความเสี่ยงหรือข้อควรระวังเพิ่มเติมด้วยได้แก่
- Legal Risk ความเสี่ยงด้านกฎหมาย เนื่องจาก Token บอกว่ามีสิทธิในสินทรัพย์ แต่ต้องดูด้วยว่ากฎกมายรองรับสิทธิที่ว่านั้นด้วยหรือไม่
- Counterparty Risk ถ้าให้บริษัทหนึ่งถือ Token ให้ ถ้าบริษัทนั้นล้มละลายเราจะยังได้รับสิทธิประโยชน์อยู่หรือไม่
- Custody Risk สินทรัพย์ที่เป็น Backing Asset ถูกเก็บไว้ที่ไหน มีอยู่จริงหรือไม่ Custody หรือนายทะเบียนที่เก็บรักษามีความน่าเชื่อถือหรือไม่ มีโอกาสถูกโจรกรรมทางไซเบอร์หรือไม่ เป็นต้น
- Smart Contract Risk ธุรกรรมของ Token ถูกบันทึกผ่าน Smart Contract ดังนั้นจึงต้องดูว่า Coding ถูกต้องหรือไม่ หรือมีโอกาสถูกโจมดีทางไซเบอร์หรือไม่
- Oracle Risk เนื่องจาก Blockchain ไม่มีข้อมูลของ RWA เช่น ไม่มีราคาทองคำ ดังนั้น จึงต้องมีระบบที่นำข้อมูลจากภายนอกเข้ามาสู่ Blockchain ระบบนั้นเรียกว่า Oracle ความเสี่ยงของ Oracle ส่วนใหญ่จึงเป็นเรื่องความถูกต้องของข้อมูลที่นำเข้ามา
- Liquidity Risk หรือเรื่องของสภาพคล่อง เนื่องจากบาง Token ไม่ได้รับความนิยม อาจทำให้การซื้อขายเปลี่ยนมือไม่มีสภาพคล่องมากนัก
- Regulatory Risk ความเสี่ยงทางด้านกฎหมายอีกอย่างหนึ่งคือ แต่ละประเทศมีกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับสินทรัพย์ดิจิทัลไม่เหมือนกัน ดังนั้น เราอาจจะต้องดูว่า Token ที่เราถือครองนั้น สามารถใช้สิทธิได้จริงในประเทศที่เราอยู่หรือไม่ เป็นต้น
วันนี้ทำความเข้าใจเรื่องของ Tokenization กันไปพอสมควรแล้ว อย่าลืมว่า การลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัลมีความเสี่ยงสูง นักลงทุนมีโอกาสที่จะสูญเสียเงินลงทุนทั้งจำนวน นักลงทุนควรศึกษาข้อมูลของสินทรัพย์ที่จะลงทุน เงื่อนไขการลงทุน และความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องให้ครบถ้วน และลงทุนให้เหมาะสมกับระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้
ครั้งหน้าจะมีเรื่องราวอะไรมาเล่าสู่กันฟัง ก็อย่าลืมติดตามคอลัมน์ เงินรอบโลก by Rasika ได้ทางมิติหุ้น นะคะ
ขอให้ลงทุนอย่างมีความสุข
========================
Did You Know?
Tokenization ไม่ได้แปลว่า สินทรัพย์จะมีสภาพคล่องทันที เพราะ Liquidity (สภาพคล่อง) ต้องมี Buyer (ผู้ซื้อ) + Seller (ผู้ขาย) + Market (ตลาดซื้อขาย) + Infrastructure (โครงสร้างพื้นฐานที่รองรับ) + Regulation (กฎระเบียบที่รองรับ) ถ้าไม่มีคนต้องการซื้อ Token ก็ยังขายไม่ได้ ดังนั้น Tokenization สามารถเพิ่มความสามารถในการแบ่งและโอนสิทธิ แต่ไม่ได้รับประกันว่าจะเพิ่มสภาพคล่อง
ติดตามช่องทางมิติหุ้นเพื่อรับข่าวสารตลาดทุนได้ตามลิงค์ด้านล่าง
Web : https://www.mitihoon.com/
Facebook : https://www.facebook.com/mitihoon
Youtube : https://www.youtube.com/@mitihoonofficial7770
Tiktok : www.tiktok.com/@mitihoon































