
มิติหุ้น – ทำไมหลายประเทศทั่วโลก จึงยอมลงทุนมหาศาลกับงานที่จัดเพียงไม่กี่วัน? เมื่อไมซ์ไม่ใช่แค่งานประชุม แต่คือสนามแข่งขันใหม่ของเศรษฐกิจโลก
เมื่อประเทศหนึ่งทุ่มงบประมาณก้อนใหญ่เพื่อดึงงานระดับโลกมาจัดเพียงไม่กี่วัน คำถามแรกที่หลายคนนึกถึงคือ “คุ้มไหม?”
คำถามนี้ไม่ผิด แต่ถ้างานหนึ่งนำนักลงทุน ผู้ซื้อ ผู้เชี่ยวชาญ เทคโนโลยี และสายตาของโลกเข้ามาอยู่ในที่เดียวกัน คำถามที่ควรถามอาจไม่ใช่ “คุ้มไหม” แต่คือ เรากำลังมองงบประมาณนี้เป็น “ค่าใช้จ่าย” หรือ “การลงทุน”
มูลค่าการลงทุน ต้องวัดด้วยผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจ
ถ้ามองไมซ์เป็นเพียงงานประชุม งานแสดงสินค้า การลงทุนจำนวนมากอาจฟังเหมือนเป็นต้นทุนก้อนโต แต่เมื่อมองตลอดห่วงโซ่เศรษฐกิจ ภาพจะเปลี่ยนไปทันที เพราะจะเห็นผลกระทบทางเศรษฐกิจในมุมกว้าง
ปีงบประมาณ 2025 ประเทศไทยมีนักเดินทางไมซ์รวม 26.75 ล้านคน สร้างรายได้ 148,451 ล้านบาท ก่อให้เกิดผลกระทบทางเศรษฐกิจจากการใช้จ่าย (Economic Impact by Expenditure) มูลค่ากว่า 338,233 ล้านบาท และสร้างมูลค่าเพิ่มต่อเศรษฐกิจไทย (GDP Contribution) 310,897 ล้านบาท หรือคิดเป็น 1.65% ของ GDP ประเทศไทย สร้างการจ้างงาน 304,932 ตำแหน่ง และรายได้ภาษี 25,135 ล้านบาท
ผลลัพธ์เหล่านี้สะท้อนชัดเจนว่า ความสำเร็จของงานไม่ได้วัดจากภาพเวที พิธีเปิด หรือจำนวนคน แต่ต้องวัดจากรายได้ การจ้างงาน เครือข่ายธุรกิจ การลงทุน และโอกาสที่ตามมาหลังงานจบ
ประเทศต่างๆ กำลังใช้ “งานระดับโลก” เป็นเครื่องมือสร้างเศรษฐกิจ
วันนี้โลกไม่ได้แข่งขันกันแค่ค่าแรง หรือจำนวนนักท่องเที่ยว แต่สู้กันด้วยการดึง “คนที่พาโอกาส” เข้ามาในประเทศ
- สิงคโปร์: ใช้ Formula One ดึงนักเดินทางคุณภาพสูงกว่า 550,000 คน สร้างรายได้สะพัดราว 2,000 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์
- ดูไบ: ใช้ Expo 2020 Dubai สร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจให้ UAE สูงถึง 1.54 แสนล้านเดอร์แฮม พร้อมหนุนการจ้างงานกว่า 1.03 ล้านตำแหน่ง
- ซาอุดีอาระเบีย: ขับเคลื่อน Vision 2030 ผ่านการคว้าสิทธิ์จัด World Expo 2030 และ FIFA World Cup 2034
สิ่งที่ทั่วโลกมองตรงกันคือ การใช้อีเวนต์ระดับโลกเป็นเครื่องมือสร้างภาพลักษณ์ ดึงเงินทุน เปิดตลาด และทิ้ง Legacy หรือ มรดกอะไรไว้หลังงานจบ
แล้วประเทศไทยอยู่ตรงไหนในเกมนี้?
ไทยมีต้นทุนที่แข็งแกร่ง ทั้งทำเลยุทธศาสตร์ บริการ อาหาร สุขภาพ และอัตลักษณ์ความเป็นไทย แต่ในยุคที่ “ความสำเร็จไม่ได้วัดกันที่จำนวนผู้เข้าร่วมงาน” โจทย์ใหญ่คือการสร้างผลลัพธ์ทางธุรกิจและมิติระยะยาว เพื่อเปลี่ยนภาพจำจาก “เมืองน่าเที่ยว” สู่ “เมืองน่าทำธุรกิจ”
และนี่คือบทบาทสำคัญของ “อุตสาหกรรมไมซ์” ในการยกระดับไทยสู่ “จุดหมายปลายทางคุณภาพสูง (High Value Added Destination)
ความพร้อมและน่าเชื่อถือ: โครงสร้างพื้นฐาน พร้อมปฏิบัติงานได้จริงตามมาตรฐานสากล
ประสบการณ์ทรงคุณค่า: ใส่ใจทุกรายละเอียด เพื่อสร้างความประทับใจระดับเหนือความคาดหมาย
ผลลัพธ์ยังยืน: สร้างเครือข่ายสนับสนุนความร่วมมือที่ส่งผลดีต่อธุรกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมในระยะยาว
กลยุทธ์นี้จะช่วยขับเคลื่อนการจัดงานของไทยให้ตอบโจทย์โลกยุคใหม่ อย่างแท้จริง
งานหนึ่งงาน สร้างเศรษฐกิจได้มากกว่าวันจัดงาน
ผลกระทบของงานระดับโลก ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะวันที่เปิดประตูให้ผู้เข้าร่วม แต่สามารถสร้างแรงสะเทือนทางเศรษฐกิจ ตลอดงาน
ก่อนงาน เกิดการดึงงานและประมูลสิทธิ์ เตรียมสถานที่ การจ้างงาน ขนส่ง บุคลากร และ ซัพพลายเออร์
ระหว่างงาน เกิดการใช้จ่ายเงินสะพัดทันที ทั้งโรงแรม ร้านอาหาร อุปกรณ์จัดแสดง การตลาด และบริการรอบทิศ
หลังงานจบ ทิ้งผลตอบแทนระยะยาว ทั้งฐานข้อมูลผู้ซื้อ ความสัมพันธ์ทางธุรกิจ ยกระดับมาตรฐานเมือง และโอกาสการลงทุนใหม่
รวมถึง บทสนทนา ที่ยังมีการพูดถึงต่อเนื่องในโลกออนไลน์ เช่น งาน Money20/20 Asia 2026 ที่มีการกล่าวถึง อย่างต่อเนื่อง และได้รับกระแสตอบรับเชิงบวก หรือ Net Sentiment ถึง 96.8% โดยการมีส่วนร่วมเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจนในช่วงวันงาน จากการเผยแพร่คอนเทนต์สรุป Session และ Key Takeaway จากงาน สะท้อนให้เห็นว่า คุณค่าของงานไม่ได้จบลงเมื่อประตูงานปิดลง แต่ยังสามารถขยายต่อไปยังผู้คนในวงกว้าง ผ่านเนื้อหาและบทสนทนาที่เกิดขึ้นต่อเนื่องหลังงานจบ
เบื้องหลังการดึงโอกาสเข้าประเทศ: บทบาท “National Bidder” บนเวทีโลก
หนึ่งในหน่วยงานที่มีบทบาทนี้คือ สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) หรือ ทีเส็บ ซึ่งทำหน้าที่เป็น “National Bidder” หรือผู้แทนประเทศไทย ออกไปชิงสิทธิ์การเป็นเจ้าภาพการจัดงานสำคัญในระดับสากล เพื่อนำ “ศักยภาพของไทย” ออกไปเสนอต่อโลก ยกระดับการจัดงานให้เกิดดีลธุรกิจจริง ปรับผู้เข้าร่วมให้เป็นการสร้างเครือข่าย และเสริมบทบาทประเทศไทยจากการเป็นเจ้าภาพการจัดงานให้สร้างผลกระทบทางเศรษฐกิจของประเทศ
ประเทศที่ชนะ ไม่ใช่แค่ประเทศที่ได้จัดงาน
การชนะสิทธิ์เป็นเจ้าภาพงานระดับโลกอาจเป็นข่าวใหญ่ แต่คำถามสำคัญกว่าคือ “ประเทศสามารถเปลี่ยนงานนั้นให้กลายเป็นอะไรได้บ้าง” เช่น สามารถสร้างรายได้ให้ธุรกิจในประเทศได้หรือไม่ ผู้ประกอบการท้องถิ่นได้เข้าสู่ห่วงโซ่ธุรกิจหรือไม่ เมืองได้รับการยกระดับอย่างไร งานนำไปสู่การลงทุนใหม่หรือได้ความร่วมมือทางธุรกิจมากเพียงใด และประเทศไทยสามารถสร้างความเชื่อมั่นในสายตานานาชาติได้มากขึ้นเพียงใด หรือกระทั่งสร้างจุดเริ่มต้นให้อุตสาหกรรมใหม่ได้หรือไม่
เพราะงานระดับโลกที่มีคุณค่า ไม่ได้สร้างไว้เพียงจำนวนผู้เข้าร่วม แต่ยังสร้างเครือข่าย ความรู้ มาตรฐาน ความเชื่อมั่น และเสริมศักยภาพในการแข่งขัน
การแข่งขันของประเทศในศตวรรษนี้ ไม่ได้วัดกันที่ค่าแรง หรือตัวเลขนักเดินทางหรือนักท่องเที่ยวอีกต่อไป แต่วัดกันที่ว่า “ประเทศใดสามารถดึงคน เงินทุน และเครือข่ายธุรกิจ เข้ามาได้มากกว่ากัน”
ไมซ์จึงไม่ใช่เพียงงานประชุม พิธีเปิด หรือกิจกรรมไม่กี่วัน แต่เป็นหนึ่งในสนามแข่งขันทางเศรษฐกิจของประเทศ เพราะท้ายที่สุด ประเทศไม่ได้ลงทุนกับ “ตัวงาน” แต่ลงทุนกับ “โอกาสทางเศรษฐกิจ” ที่งานนั้นๆ นำเข้ามาด้วย
ติดตามช่องทางมิติหุ้นเพื่อรับข่าวสารตลาดทุนได้ตามลิงค์ด้านล่าง
Web : https://www.mitihoon.com/
Facebook : https://www.facebook.com/mitihoon
Youtube : https://www.youtube.com/@mitihoonofficial7770
Tiktok : www.tiktok.com/@mitihoon


































