
มิติหุ้น – SCGP ปริมาณขายในอาเซียนเติบโตต่อเนื่อง คาดผลการดำเนินงานที่ดีขึ้นในอินโดนีเซียจะช่วยหนุนผลกำไรในปี 69-70 คงคำแนะนำ “ซื้อ”
ฝ่ายวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ ซีจีเอส อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) ระบุว่า เชื่อว่าความต้องการกระดาษบรรจุภัณฑ์ในประเทศยังคงแข็งแกร่งในไตรมาส 3/69 นำโดยการเติมสต็อกก่อนที่ปริมาณการใช้จะเพิ่มขึ้นในช่วงปลายปี และถึงแม้ตลาดจะกังวลว่าห่วงโซ่อุปทานอาจได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม แต่การดำเนินงานของ SCGP ในไตรมาสสามไม่ได้รับผลกระทบมากนัก ซึ่งบริษัทกล่าวว่าส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการเปลี่ยนเส้นทางการขนส่งสินค้าเพื่อหลีกเลี่ยงพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ ขณะเดียวกัน ปริมาณการใช้กระดาษบรรจุภัณฑ์ในเวียดนามและอินโดนีเซียยังคงเติบโตต่อเนื่อง โดยมีปัจจัยหนุนจากการเติบโตทางเศรษฐกิจของทั้งสองประเทศ
SCGP ให้ข้อมูลว่ากระดาษลูกฟูกเก่า (OCC) ที่นำเข้ามาจากสหรัฐฯ และสหภาพยุโรปมีราคาสูงขึ้น 9% qoq เป็น 181 เหรียญสหรัฐฯ/ตันในไตรมาส 3/69 และต้นทุนค่าขนส่งที่ยังอยู่ในระดับสูงทำให้บริษัทพยายามจัดหาวัตถุดิบจากในประเทศมากขึ้น ขณะที่ราคา OCC ในประเทศปรับตัวขึ้นถึง 47% qoq ในไตรมาส 2/69 จึงคาดว่าต้นทุนวัตถุดิบที่สูงขึ้นน่าจะสะท้อนในผลประกอบการไตรมาส 3/69 และอาจกดดันให้อัตรากำไร EBITDA ของธุรกิจกระดาษบรรจุภัณฑ์ลดลง qoq
นอกจากนี้ ต้นทุนที่ต้องจับตาอีกรายการหนึ่งคือราคาถ่านหินในอินโดนีเซีย ซึ่งปรับเพิ่มขึ้นอีก 6.1% qoq เป็น 86 เหรียญสหรัฐฯ/ตัน ซึ่งมองว่าอาจกดดันอัตรากำไร EBITDA ในไตรมาส 3/69 เช่นกัน
ฝ่ายวิเคราะห์ CGSI ระบุว่า แม้ว่าอัตรากำไรของธุรกิจกระดาษบรรจุภัณฑ์อาจต้องเผชิญกับแรงกดดัน แต่เชื่อว่าธุรกิจเยื่อเคมีละลายได้ (dissolving pulp) ของ SCGP จะยังคงมีปัจจัยหนุนจากราคาที่สูงขึ้นในภูมิภาค (ดัชนีราคาปรับเพิ่มขึ้น 2% qoq เป็น 909 เหรียญสหรัฐฯ/ตัน) ซึ่งขับเคลื่อนโดยอุปสงค์การนำเข้าที่แข็งแกร่งจากจีนเพื่อกักตุนสต็อกก่อนเข้าสู่ช่วงวันหยุดปลายปี ขณะที่ SCGP ให้ข้อมูลว่าผู้ผลิตเส้นใยวิสโคส (viscose) ในประเทศจีนมีอัตราการใช้กำลังการผลิตเฉลี่ยสูงถึง 80–90% ซึ่งสะท้อนถึงอุปสงค์ที่แข็งแกร่งในประเทศ
นอกจากนี้ การที่ราคาของเส้นใยโพลีเอสเตอร์ทรงตัวในระดับสูงยังช่วยให้เยื่อเคมีละลายได้เป็นที่ต้องการมากขึ้น เนื่องจากเส้นใยวิสโคสที่ผลิตจากเยื่อเคมีละลายได้เป็นผลิตภัณฑ์ทางเลือกที่สามารถแข่งขันกับโพลีเอสเตอร์ได้ในอุตสาหกรรมสิ่งทอบางประเภท
ฝ่ายวิเคราะห์ฯ เชื่อว่าตลาดรับรู้แนวโน้มที่ EBITDA ของ SCGP จะอ่อนตัวลง hoh ในครึ่งปีหลัง 69 แล้ว ซึ่งถือเป็นรูปแบบตามฤดูกาลปกติของบริษัท และถึงแม้ SCGP จะยังมีความเสี่ยงด้านต้นทุน แต่ยังคงแนะนำ “ซื้อ” ที่ราคาเป้าหมายเดิม 36.5 บาท เพราะเชื่อว่าธุรกิจในอินโดนีเซียจะมีผลการดำเนินงานดีขึ้นจากความพยายามในการยกเลิกการผลิตผลิตภัณฑ์ที่ไม่ทำกำไร การบูรณาการการผลิตกล่องกระดาษ และการดำเนินโครงการเพิ่มประสิทธิภาพ รวมถึงการแก้ปัญหาคอขวด (debottleneck) เพื่อเพิ่มปริมาณการขาย
ขณะที่ SCGP อาจมีการประเมินมูลค่าสูงขึ้นหากปริมาณการขายบรรจุภัณฑ์แข็งแกร่งกว่าคาด ส่วนความเสี่ยงด้านลบ (downside risk) จะมาจากต้นทุน OCC ที่สูงกว่าคาด
ติดตามช่องทางมิติหุ้นเพื่อรับข่าวสารตลาดทุนได้ตามลิงค์ด้านล่าง
Web : https://www.mitihoon.com/
Facebook : https://www.facebook.com/mitihoon
Youtube : https://www.youtube.com/@mitihoonofficial7770
Tiktok : www.tiktok.com/@mitihoon

































