
มิติหุ้น – ตลาดหุ้น Dow Jones เมื่อคืนปิดบวก 71 จุด (+0.16%) และ S&P500 ปิดระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ได้แรงหนุนจากหุ้น NVIDIA ด้านราคาน้ำมันดิบ BRT ปิดบวก 0.8% หลังมีรายงานว่ารัสเซียโจมตียูเครนด้วยอาวุธและโดรน
เมื่อคืนที่ผ่านมาสหรัฐฯ ประกาศ GDP 2Q25 พบว่าขยายตัว 3.3%QoQ ดีกว่านักวิเคราะห์ประมาณการณ์ไว้ที่ 3.1%QoQ พร้อมกับผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานที่ 2.29 แสนราย (ใกล้เคียงตลาดประเมินไว้) ในรายละเอียดพบว่าการบริโภคยังแข็งแกร่ง (+1.6%QoQ) โดยเฉพาะสินค้าคงทนกลับมาขยายตัว 2.6%QoQ จากก่อนหน้าที่ติดลบ (-3.7%QoQ) การนำเข้าลดลงอย่างมีนัยยะ (-30%QoQ) เทียบกับไตรมาสก่อนหน้าขยายตัว 38%QoQ อย่างไรก็ตามการลงทุนลดลงต่อเนื่องในส่วนที่เกี่ยวข้องกับภาคอสังหาฯ ส่วนการตอบรับของสินทรัพย์ต่างๆ พบว่า US Bond Yield ยังปรับลงสอดคล้องกับ US Dollar ที่อ่อนค่า หลักๆ ประเมินว่าตลาดให้น้ำหนักกับการปรับลดดอกเบี้ยของ FED มากกว่าตัวเลขที่ประกาศมาเมื่อคืนหรือตลาดอาจตีความว่าเป็นตัวเลขในอดีตไปแล้ว
ล่าสุด CME FED Watch ให้น้ำหนักราว 86% ที่ FED จะลดดอกเบี้ยในการประชุมเดือนกันยายน ด้านปัจจัยในประเทศวันนี้นักลงทุนจะให้น้ำหนักกับปัจจัยการเมือง โดยเฉพาะการพิจารณาดำรงค์ตำแหน่งนายกของนายกรัฐมนตีคนปัจจุบัน หากศาลตัดสินให้หลุดจากตำแหน่งเชื่อว่าตลาดจะปรับลงเล็กน้อยจากความกังวลการบริหารประเทศ แต่ก็เชื่อว่าไม่นานสภาก็จะพิจารณานายกคนใหม่และทำให้การบริหารประเทศกลับมาดำเนินได้เช่นเดิม แต่หากศาลตัดสินว่าได้ดำรงค์ตำแหน่งเช่นเดิม ระยะสั้นประเมินว่าตลาดก็จะมีแนวโน้มปรับขึ้นจากการผ่อนคลายความกังวล
โดยกลุ่มรับเหมาก่อสร้าง ค้าปลีก ธนาคารพาณิชย์มีโอกาสจะตอบรับเชิงบวก แต่อย่างไรก็ตามประเมินปัจจัยการเมืองเป็นเพียงระยะสั้น ปัจจัยที่จะกลับมามีผลมากกว่าได้แก่การเติบโตทางเศรษฐกิจและกำไรบริษัทจดทะเบียน คืนนี้รอติดตามดัชนีราคาผู้บริโภคของสหรัฐฯ (PCE) Bloomberg Consensus ประเมินไว้ที่ 2.6%YoY , Core PCE ที่ 2.9%YoY
วันนี้ประเมิน SET INDEX เคลื่อนไหวในกรอบ 1240 – 1260 ระหว่างวันตลาดน่าจะรอดูท่าทีการเมืองและหากทราบความชัดเจนจะมีการเคลื่อนไหวที่มีนัยยะมากขึ้นแต่ยังให้น้ำหนักเพียงระยะสั้น ในเชิงกลยุทธ์การลงทุนยังเน้นเพียงการ Trading ระยะสั้นมากกว่าเพราะตลาดยังไร้ปัจจัยผสานกับ PE ที่อยู่ระดับสูง (14x) Upside ยังน่าจะจำกัดและหากมีปัจจัยกดดันก็พร้อมจะปรับฐาน หุ้นแนะนำระยะสั้นอาจเลือกเก็งกำไรในกลุ่มรับเหมาก่อสร้าง (CK, STEC) การเงิน (MTC, SAWAD) ค้าปลีก (BJC, CPALL) อสังหาฯ (AP, SPALI)
CK (ซื้อ / ราคาเป้าหมาย 21.50 บาท)
CK มี Backlog กว่า 190,000 ล้านบาท ทำให้แม้ว่านับตั้งแต่ต้นปีจะยังไม่มีการเซ็นสัญญางานใหม่เข้ามาเพิ่ม จะยังเห็นการเติบโตของรายได้อีก 1-2 ปี และจากผลประกอบการงวด 2Q25 ที่ออกมาดีโดยเฉพาะรายได้ที่ยังสูงกว่า 10,000 ล้านบาท ทำให้เราปรับรายได้ทั้งปีขึ้นจากเดิม 9% มาอยู่ที่ 43,389 ล้านบาท และประเมินกำไรสุทธิได้ใหม่ที่ 1,840 ล้านบาท (+27%YoY)
AP (ซื้อ / ราคาเป้าหมาย 9.50 บาท)
ผู้บริหารยืนยันคงเป้าเปิดโครงการปี 2025 ที่ 6.5 หมื่นล้านบาท โดยใน 2H25 เหลือมูลค่าโครงการที่มีกำหนดรอเปิดอีก 5.3 หมื่นล้านบาท (1H25 เปิดแล้ว 18% ของเป้าปี) ซึ่งเรามองเป็นปัจจัยส่งเสริมต่อการฟื้นตัวของยอดขาย ประกอบกับคาดมีสัดส่วนการโอนคอนโด JV อัตรากำไรสูงที่มากขึ้น หนุนยอดโอนกรรมสิทธิ์ และอัตรากำไรขั้นต้นมีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้นใน 2H25 แม้จะยังมีการแข่งขันราคาในตลาดแนวราบที่สูงก็ตาม
ติดตามช่องทางมิติหุ้นเพื่อรับข่าวสารตลาดทุนได้ตามลิงค์ด้านล่าง
Web : https://www.mitihoon.com/
Facebook : https://www.facebook.com/mitihoon
Youtube : https://www.youtube.com/@mitihoonofficial7770
Tiktok : www.tiktok.com/@mitihoon