Pi Daily ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ไม่สนใจการโจมตีธนาคารกลางสหรัฐฯ ของทรัมป์ แต่ให้น้ำหนักกับบริษัทจดทะเบียนมากกว่าที่ยังมีแนวโน้มเติบโตจาก AI ส่วนตลาดหุ้นไทยเผชิญหลายแรงกดดันทั้งเศรษฐกิจและบริษัทจดทะเบียนรายตัวกดดันให้หุ้น Underperform แต่เชื่อว่าหุ้นที่ปันผลสูงจะสามารถรักษาระดับราคาไว้ได้ ส่วน Copay คาดกระทบโรงพยาบาลจำกัด คืนนี้รอติดตามเงินเฟ้อสหรัฐฯ

14

มิติหุ้น – ตลาดหุ้น Dow Jones เมื่อคืนปิดบวก 86 จุด (+0.17%) ปิดระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ได้แรงหนุนจากการปรับขึ้นของหุ้น Technology โดยนักลงทุนมองข้ามความวิตกระหว่างทรัมป์กับ FED ด้านราคาน้ำมันดิบ BRT ปิดบวก 0.8% ได้แรงหนุนจากคาดการณ์ว่าอิหร่านจะกระทบการส่งออกน้ำมัน

เมื่อวานที่ผ่านมาแม้อาจจะมีรายงานว่าทางรัฐบาลสหรัฐฯ ได้กล่าวหาประธาน FED ในการใช้งบประมาณปรับปรุงสำนักงานใหญ่ของ FED ที่ค่อนข้างสูง พร้อมกับกล่าวหาว่าทาง FED มีการสร้างห้องอาหาร VIP และระเบียงสวนที่หรูหราเกินกว่าความจำเป็น แต่อย่างไรก็ตามหลายๆกระแสก็เชื่อว่าเป็นเพียงแรงกดดันที่อยากให้ประธาน FED ลดดอกเบี้ย แม้ในช่วงแรกตลาดหุ้นสหรัฐฯ จะปรับลงจากประเด็นนี้แต่ท้ายที่สุดก็กลับมาปิดบวกได้ แรงหนุนจากหุ้นอย่าง Alphabet +1% (Market Capitalization มากกว่า 4 ล้านล้าน $ เป็นครั้งแรก) รวมไปถึง Wallmart +3% หลังมีรายงานว่าประกาศร่วมมือกับ Alphabet ในการนำ AI มาช่วยลูกค้าเลทอกสินค้า ด้านราคาทองคำก็ปรับขึ้นทำจุดสูงสุดใหม่เป็นประวัติการณ์ได้แรงหนุนจากการลดดอกเบี้ยของ FED ประกอบกับสถานการณ์ไม่สงบในตะวันออกกลางและการโจมตีประธาน FED จากทรัมป์ มองแนวโน้มยังดีต่อเนื่องเพียงแต่ระหว่างทางอาจเผชิญการทำกำไรบ้างหลังจากนี้เชื่อว่าตลาดจะรอดูผลประกอบการ 4Q25 ที่ทยอยรายงานออกมารวมไปถึงคืนนี้จะมีการประกาศเงินเฟ้อสหรัฐฯ (CPI) Bloomberg Consensus คาดการณ์ไว้ที่ 2.7%YoY , 0.3%MoM พร้อมกับยอดขายบ้านมือหนึ่งที่ 7.16 แสนหลังคาเรือน (หากแย่กว่าคาดการณ์มองเป็นปัจจัยหนุนต่อตลาด) สำหรับปัจจัยในประเทศพบว่าวานนี้กลุ่มโรงพยาบาลปรับลงอย่างมีนัยยะ ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะว่าบริษัทประกันจะยกเลิกการขายประกันแบบเหมาจ่ายเปลี่ยนเป็นจ่ายร่วม (Copay) ซึ่งอาจกระทบรายได้ของกลุ่มโรงพยาบาลแต่อย่างไรก็ตาม คาดว่าผลกระทบจำกัดเพราะมีผลบังคับใช้กับกรมธรรม์ฉบับใหม่ที่ไม่มีผลย้อนหลังรวมไปถึงโรงพยาบาลที่ให้ลูกค้าระดับบนผู้ป่วยนั้นมีกำลังจ่ายอยู่แล้ว ราคาหุ้นที่ปรับลงมา อาจมองเป็นโอกาสสำหรับลงทุนระยะกลางแต่แนะรอติดตามผลประกอบการ 4Q25 ก่อนจะพิจารณาลงทุน วันนี้ประเมิน SET INDEX เคลื่อนไหวในกรอบ 1230 – 1250 การหลุดต่ำกว่า 1250 สร้างแรงกดดันเชิงลบในแง่จิตวิทยาประกอบกับตลาดหุ้นไทยขาดปัจจัยหนุนเพราะในเชิงพื้นฐานไม่ค่อยโดดเด่นจากเศรษฐกิจขยายตัวต่ำและนักท่องเที่ยวยังไม่มีสัญญาณเชิงบวก ในเชิงกลยุทธ์การลงทุนเน้นเลือกหุ้นที่มีปัจจัยหนุนเช่นในกลุ่มที่กระแสเงินสดมั่นคง มีปันผลระดับน่าพึงพอใจ อาทิ สื่อสาร (ADVANC) กลุ่มธนาคารพาณิชย์ (BBL KBANK KTB KKP SCB) เครื่องดื่ม (ICHI) นิคม (AMATA)

KKP (ซื้อ / ราคาเป้าหมาย 74.00 บาท)

มุมมองเชิงบวกต่อเสถียรภาพการเติบโตของกำไร การบริหารเงินกองทุนที่มีประสิทธิภาพผลักดันให้ ROE ปรับสูงขึ้นต่อเนื่องที่ 8.7%-9.0% ในปี 2025-27 สวนทางกับกลุ่มธนาคารที่คาด ROE จะเริ่มอ่อนตัวลงในปี 2026 รวมทั้งคาดผลตอบแทนเงินปันผลสูงที่ 6.7-7.4% ในปี 2025-27

SCB (ซื้อ / ราคาเป้าหมาย 146.00 บาท)

เงินกองทุนแข็งแกร่ง และแนวโน้มสินเชื่อชะลอตัว คาด SCB สามารถรักษาอัตราการจ่ายเงินปันผลสูงที่ 80% ทำให้มีความโดดเด่นที่ให้อัตราผลตอบแทนเงินปันผลสูง 8.2% ในปี 2026

ติดตามช่องทางมิติหุ้นเพื่อรับข่าวสารตลาดทุนได้ตามลิงค์ด้านล่าง

Web : https://www.mitihoon.com/
Facebook : https://www.facebook.com/mitihoon
Youtube : https://www.youtube.com/@mitihoonofficial7770
Tiktok : www.tiktok.com/@mitihoon