
มิติหุ้น – Pi Daily ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปรับลงแต่เป็นปัจจัยเฉพาะเกี่ยวกับกลุ่มการเงินหลังทรัมป์เรียกร้องให้ลดดอกเบี้ยบัตรเครดิต โดยที่เงินเฟ้อสหรัฐฯค่อยๆลดลง ดีกับทองคำและตลาดหุ้นในภาพรวม (ยังคงมองทองคำมีแนวโน้มขาขึ้น แต่ระหว่างทางอาจสลับย่อได้บ้าง) ในประเทศจำนวนนักท่องเที่ยว 11 วันแรกของ ม.ค. ยังคงลดลงเทียบกับปีก่อน การลงทุนเน้นที่กลุ่มปันผลสูงและระยะสั้นกลุ่มพลังงานอาจ Outperform ตามราคาน้ำมันที่ปรับขึ้น
ตลาดหุ้น Dow Jones เมื่อคืนปิดลบ 398 จุด (-0.8%) ถูกกดดันจากการปรับลงของหุ้นกลุ่มการเงินหลังจาก JP กล่าวถึงผลกระทบเพดานดอกเบี้ย ด้านราคาน้ำมันดิบ BRT ปิดบวก 2.5% ได้แรงหนุนจากสถานการณ์ในอิหร่านที่ยังยืดเยื้อเพราะกระทบการส่งออกน้ำมัน
เมื่อคืนที่ผ่านมาสหรัฐฯ ประกาศตัวเลขเงินเฟ้อ (CPI) พบว่าขยายตัว 2.7%YoY ใกล้เคียงกับที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ การลดลงของราคาพลังงานยังเป็นปัจจัยสำคัญในการช่วยกดดันเงินเฟ้อไม่ให้เร่งแรงจนเกินไป พร้อมกับการขยายตัวแบบเล็กน้อยของราคารถยนต์ใหม่และรถมือสองที่ลดลง (-1.1%MoM) ช่วยให้นักลงทุนคลายกังวลได้มากขึ้นเกี่ยวกับภาวะเงินเฟ้อ ส่งผลให้การเคลื่อนไหวของ US Bond Yield ยังคงอยู่ทิศทางขาลงซึ่งดีกับตลาดหุ้นและทองคำ (ราคาทองคำยังคงอยู่ทิศทางขาขึ้น) แต่อย่างไรก็ตามกับตลาดหุ้นกลับพบว่าหุ้นส่วนใหญ่ปรับลงไม่ว่าจะเป็น Technology หรือ Finance (MSFT -1.4% META -1.7% Amazon +1.6% VISA -4.5% JPM-4.2% MA-3.8%) ซึ่งอาจเป็นเพราะทรัมป์ระบุว่าจะต้องลดดอกเบี้ยบัตรเครดิตลงมาให้อยู่ที่ 10% จากปัจจุบันที่ 20% แต่อย่างไรก็ตามในความเป็นจริงแล้วอาจทำได้ยากเพราะประธานาธิบดีไม่มีอำนาจในการกำหนดเพดานดอกเบี้ยของเอกชนโดยตรง ดังนั้นการปรับลงอาจมองเป็นโอกาสสะสมในกลุ่มข้างต้นก็เป็นกลยุทธ์ที่น่าสนใจหลังจากนี้แนะรอติดตามผลประกอบการที่จะทยอยรายงานส่วนคืนนี้จะมีการรายงานดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) Bloomberg Consensus คาดการณ์ไว้ที่ 0.2%MoM และยอดค้าปลีกที่คาดการณ์ไว้ที่ 0.5%MoM หากแย่กว่าคาดการณ์จะเป็นปัจจัยสนับสนุนราคาทองคำและตลาดหุ้นในภาพรวม ส่วนปัจจัยในประเทศเมื่อวานที่ผ่านมากระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาได้รายงานจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติในช่วง 11 วันแรกของเดือน ม.ค. สะสมที่ 1.12 ล้านราย (-7%YoY) นักท่องเที่ยวมาเลเซียยังเป็นอันดับแรกที่ 1.17 แสนรายและจีนอยู่ที่ 1.12 แสนราย ซึ่งมองเป็นการเดินทางเข้ามาเฉลี่ย 1.01 แสนราย ดังนั้นเฉลี่ยของเดือน ม.ค. คาดว่าจะอยู่ในช่วง 3.16 – 3.2 ล้านราย (-11%MoM , -14%YoY) มองเป็นสัญญาณที่ยังไม่ค่อยดีเท่าใดนัก สำหรับตลาดหุ้นไทยปรับลงต่อเนื่องวานนี้ (-0.56%) โดยเผชิญการขายจากนักลงทุนสถาบัน -1.9 พันล้านบาท เป็นการปรับลงในหลายๆกลุ่มเช่น โรงพยาบาล ค้าปลีก การเงิน แม้ Valuation จะค่อนข้างถูกมากแล้วก็ตามมองเหตุการณ์ข้างต้นสะท้อนถึงความเชื่อมั่นที่ต่ำลง ซึ่งอาจเกิดจากเศรษฐกิจที่ขยายตัวไม่มากผสานกับนักลงทุนมีทางเลือกมากขึ้นในตลาดต่างประเทศรวมไปถึงกำไรบริษัทจดทะเบียนที่เติบโตต่ำ แต่ถึงอย่างนั้นเชื่อว่าหุ้นปันผลสูงจะยังคง Outperform วันนี้ประเมิน SET INDEX เคลื่อนไหวในกรอบ 1225 – 1240 อาจได้แรงหนุนสั้นๆจากกลุ่มพลังงานตามทิศทางราคาน้ำมันที่ปรับขึ้นแต่ Upside ยังดูจำกัดเพราะไร้ปัจจัยหนุนที่มีนัยยะ ในเชิงกลยุทธ์การลงทุนยังเน้น Theme ปันผลสูง ที่มีกำไรไม่ผันผวน อาทิ ธนาคาร (BBL KBANK KTB SCB KKP) สื่อสาร (ADVANC) รวมไปถึงเงินบาทที่อ่อนค่าจะดีกับกลุ่มส่งออก (ITC TU)
KKP (ซื้อ / ราคาเป้าหมาย 74.00 บาท)
มุมมองเชิงบวกต่อเสถียรภาพการเติบโตของกำไร การบริหารเงินกองทุนที่มีประสิทธิภาพผลักดันให้ ROE ปรับสูงขึ้นต่อเนื่องที่ 8.7%-9.0% ในปี 2025-27 สวนทางกับกลุ่มธนาคารที่คาด ROE จะเริ่มอ่อนตัวลงในปี 2026 รวมทั้งคาดผลตอบแทนเงินปันผลสูงที่ 6.7-7.4% ในปี 2025-27
SCB (ซื้อ / ราคาเป้าหมาย 146.00 บาท)
เงินกองทุนแข็งแกร่ง และแนวโน้มสินเชื่อชะลอตัว คาด SCB สามารถรักษาอัตราการจ่ายเงินปันผลสูงที่ 80% ทำให้มีความโดดเด่นที่ให้อัตราผลตอบแทนเงินปันผลสูง 8.2% ในปี 2026
ติดตามช่องทางมิติหุ้นเพื่อรับข่าวสารตลาดทุนได้ตามลิงค์ด้านล่าง
Web : https://www.mitihoon.com/
Facebook : https://www.facebook.com/mitihoon
Youtube : https://www.youtube.com/@mitihoonofficial7770
Tiktok : www.tiktok.com/@mitihoon




















