วันพุธ 21 มกราคม 2026

Google Cloud ปักหมุดไทย เปิดตัว Cloud Region แห่งใหม่ เสริมความมุ่งมั่นขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศสู่ยุค AI อย่างเต็มรูปแบบ

20

มิติหุ้น – กรุงเทพฯ ประเทศไทย วันที่ 21 มกราคม 2026 – Google Cloud ประกาศเปิดตัว Cloud Region แห่งใหม่ในไทยอย่างเป็นทางการ นับเป็นอีกหนึ่งในหมุดหมายสำคัญ ควบคู่กับการริเริ่มโครงการเชิงกลยุทธ์ของบริษัท อาทิ PanyaThAI (ปัญญาไท), ChaiyoGCP และแผนการจัดตั้งศูนย์กลางการเชื่อมต่อแห่งใหม่ (Connectivity Hub) ในภาคใต้ของไทย ซึ่งตอกย้ำความมุ่งมั่นอย่างลึกซึ้งในระยะยาวของ Google ในการร่วมพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัลที่ขับเคลื่อนด้วย AI ของประเทศ

Cloud Region แห่งใหม่ในกรุงเทพฯ เป็นส่วนหนึ่งของการลงทุนมูลค่า 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐของ Google เพื่อขยายโครงสร้างพื้นฐานทางเทคนิคระดับโลกมาสู่ประเทศไทย โดยจะให้บริการ Google Cloud ที่มีประสิทธิภาพสูงภายในประเทศ ซึ่งช่วยให้องค์กรต่าง ๆ สามารถสร้างข้อได้เปรียบในการแข่งขันใหม่ ๆ เพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของบุคลากร และยกระดับการให้บริการภาครัฐ นอกจากนี้ มีการคาดการณ์ว่าในช่วงระยะเวลา 5 ปีข้างหน้า Cloud Region แห่งนี้ จะสามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจให้กับประเทศไทยถึง 1.4 ล้านล้านบาท (4.1 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ) และทำให้เกิดการจ้างงานเฉลี่ย 130,000 ตำแหน่งต่อปี1

Karthik Narain ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายผลิตภัณฑ์และธุรกิจของ Google Cloud กล่าวว่า “Cloud Region แห่งใหม่ของเราในประเทศไทยได้นำโครงสร้างพื้นฐานระดับโลกแบบเดียวกันกับที่ขับเคลื่อนบริการของ Google ทั่วโลก มาให้แก่องค์กรธุรกิจ สตาร์ทอัพ และหน่วยงานภาครัฐของไทยโดยตรง การเข้าถึงเทคโนโลยี AI และระบบคลาวด์ชั้นนำของ Google Cloud จะช่วยวางรากฐานสำคัญให้องค์กรไทยเติบโตในยุค AI และสามารถสร้างสรรค์นวัตกรรมได้รวดเร็วยิ่งขึ้นพร้อมทั้งควบคุมและดูแลข้อมูลของตนเองได้มากขึ้น”

การปฏิบัติตามข้อกำหนดด้านความน่าเชื่อถือและการเก็บรักษาข้อมูลของอุตสาหกรรมที่มีการควบคุม

สำหรับภาครัฐและอุตสาหกรรมที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแล เช่น ภาคบริการทางการเงิน Cloud Region ในกรุงเทพ จะทำหน้าที่เป็นรากฐานที่เชื่อถือได้สำหรับการสร้างสรรค์นวัตกรรมที่ปลอดภัยและเป็นไปตามข้อกำหนด โดยประกอบด้วยความสามารถในการประมวลผลที่เชื่อมต่อถึงกันและตั้งอยู่ในประเทศ ช่วยตอบโจทย์ข้อกำหนดด้านการเก็บรักษาข้อมูลในประเทศที่ก่อนหน้านี้เป็นอุปสรรคต่อการนำระบบคลาวด์มาใช้ ด้วยความสามารถในการจัดเก็บและประมวลผลข้อมูลที่กำหนดไว้ภายในพรมแดนของไทย ภายใต้มาตรการการเข้ารหัสข้อมูลหลายชั้นที่เปิดใช้งานเป็นค่าเริ่มต้น ทำให้องค์กรเหล่านี้สามารถนำบริการของ Google Cloud มาใช้งานในวงกว้างได้อย่างมั่นใจ พร้อมเดินหน้าการเปลี่ยนผ่านรูปแบบธุรกิจสู่ยุคดิจิทัลไปพร้อมกับการปฏิบัติตามกฎระเบียบในประเทศอย่างครบถ้วน รวมถึงพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA)

Cloud Region แห่งใหม่ประกอบด้วยโซน 3 โซน จึงช่วยให้ระบบที่สำคัญต่อพันธกิจขององค์กรไทยมีประสิทธิภาพและความเสถียร ขณะเดียวกัน งานวิจัยยังระบุว่าการเปลี่ยนจากระบบภายในองค์กรมาใช้ Google Cloud ช่วยให้องค์กรไทยลดช่วงเวลาการหยุดทำงานของแอปพลิเคชันที่ไม่ได้วางแผนไว้โดยเฉลี่ยได้มากกว่า 50%2

คุณวรนุช เดชะไกศยะ ประธานกรรมการบริหารของ KASIKORN Business-Technology Group (KBTG) กล่าวว่า “KBTG มีภารกิจในการก้าวสู่การเป็นองค์กรเทคโนโลยีชั้นนำของภูมิภาค และการเปิดตัว Cloud Region แห่งใหม่ของ Google ในประเทศไทยถือเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยผลักดันเป้าหมายดังกล่าวให้ก้าวหน้าอย่างเป็นรูปธรรม ประการแรกคือเวลาในการตอบสนองของเครือข่ายที่ลดลงและประสิทธิภาพที่เพิ่มขึ้นจะช่วยให้ผู้ใช้ได้รับบริการด้านการธนาคารแบบดิจิทัลที่ตอบสนองได้ทันท่วงทีและรวดเร็วยิ่งขึ้น ประการที่สอง Cloud Region ในประเทศช่วยให้การปฏิบัติตามมาตรฐานการกำกับดูแลของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เป็นไปได้ง่ายขึ้น ซึ่งช่วยให้เราควบคุมการเก็บรักษาข้อมูลและความเป็นส่วนตัวได้อย่างมีประสิทธิภาพ และประการสุดท้ายคือช่วยให้เราเพิ่มประสิทธิภาพในการออกแบบและบริหารสถาปัตยกรรมระบบคลาวด์ได้อย่างคุ้มค่า ในขณะที่ยังคงมาตรฐานความปลอดภัยสูงสุดไว้ ซึ่งช่วยให้เราสามารถสร้างสรรค์นวัตกรรมได้เร็วขึ้นเพื่อมอบคุณค่าที่จับต้องได้ให้กับชาวไทย”

การเชื่อมโยงธุรกิจกับโอกาสในการเติบโตผ่านเครือข่ายระดับโลก

Cloud Region ในกรุงเทพฯ เชื่อมต่อเข้ากับเครือข่ายระดับโลกของ Google ซึ่งครอบคลุมกว่า 200 ประเทศและเขตแดน ด้วยเครือข่ายสายเคเบิลใยแก้วนำแสงทั้งบนบกและใต้น้ำรวมระยะทางกว่า 7.75 ล้านกิโลเมตร รวมถึงสายเคเบิลใต้น้ำ TalayLink ที่เพิ่งประกาศเปิดตัวไปเมื่อเร็ว ๆ นี้ ซึ่งเชื่อมต่อระหว่างประเทศออสเตรเลียและประเทศไทย การเชื่อมต่อที่มีแบนด์วิดท์สูงและเวลาในการตอบสนองในระดับมิลลิวินาทีของเครือข่าย ช่วยให้องค์กรสามารถมอบเวลาตอบสนองของแอปพลิเคชันที่รวดเร็วเป็นพิเศษ พร้อมยกระดับประสบการณ์ดิจิทัลที่สมบูรณ์ยิ่งขึ้นแก่ผู้ใช้ปลายทางในไทย

สำหรับธุรกิจในไทยที่ต้องการขยายไปยังตลาดใหม่ เครือข่ายนี้จะช่วยให้ธุรกิจดังกล่าวสามารถถ่ายโอนข้อมูลจำนวนมากได้อย่างรวดเร็ว ปลอดภัย และคุ้มค่า ระหว่าง Google Cloud Regions ทั้ง 43 แห่งทั่วโลก ศูนย์ข้อมูลภายในองค์กรของตนเอง หรือสภาพแวดล้อมระบบคลาวด์อื่น ๆ เช่น Amazon Web Services (AWS), Microsoft Azure และ Oracle Cloud Infrastructure (OCI)

การย้ายระบบหลักที่สำคัญต่อการดำเนินธุรกิจไปยัง Google Cloud ช่วยให้องค์กรขนาดใหญ่ในไทยเพิ่มประสิทธิภาพการใช้จ่ายด้านเทคโนโลยีประจำปีได้มากกว่า 20% โดยเฉลี่ย3 โดยต้นทุนที่ประหยัดได้สามารถนำไปต่อยอดการลงทุนใหม่ในโครงการริเริ่มด้านข้อมูลและนวัตกรรม AI เชิงกลยุทธ์ เช่น โครงการภายใต้โปรแกรม PanyaThAI (ปัญญาไท) เพื่อช่วยให้องค์กรได้รับความได้เปรียบทางการแข่งขันและบรรลุเป้าหมายการเติบโตด้านรายได้

ประตูสู่ระบบนิเวศ AI ของ Google และอนาคตที่ขับเคลื่อนด้วย Agentic AI ของประเทศไทย

การเปิดตัว Cloud Region ในกรุงเทพฯ จะช่วยให้องค์กรไทยสามารถสร้างสรรค์นวัตกรรม AI ได้เร็วขึ้น ด้วยการใช้ประโยชน์จากโครงสร้างพื้นฐานที่ตั้งอยู่ในประเทศ องค์กรสามารถจัดการข้อมูลที่เป็นกรรมสิทธิ์ภายในประเทศอย่างปลอดภัยได้ ผ่านบริการต่าง ๆ อย่าง BigQuery ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มข้อมูลสู่ AI ของ Google Cloud เพื่อให้มั่นใจได้ถึงการปฏิบัติตามกฎระเบียบที่เกี่ยวข้อง อาทิ PDPA อย่างครบถ้วน

ในขณะเดียวกัน องค์กรยังสามารถเข้าถึงขีดความสามารถด้าน AI ระดับองค์กรขั้นสูงของ Google Cloud จากCloud Region อื่น ๆ ในเครือข่ายระดับโลกของ Google โดยใช้ Cloud Region ในกรุงเทพฯ เป็นเกตเวย์ ซึ่งครอบคลุมความสามารถต่าง ๆ ต่อไปนี้

  • Vertex AI ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มการพัฒนา AI ชั้นนำของอุตสาหกรรมจาก Google Cloud ที่ช่วยให้องค์กรต่าง ๆ สร้างและนำโซลูชันด้าน Agentic AI ไปใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ผ่านการขับเคลื่อนจาก Gemini 3 ซึ่งเป็นโมเดลที่ชาญฉลาดที่สุดของ Google ในปัจจุบัน พร้อมด้วยโมเดล Generative Media AI ที่ดีที่สุด เช่น Imagen และ Veo
  • Gemini Enterprise ศูนย์กลางของ Google Cloud สำหรับการใช้งาน AI Agent ที่จำเป็นในการดำเนินธุรกิจและเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน นำ Google AI ที่ดีที่สุดมาสู่พนักงานทุกคนผ่านอินเทอร์เฟซแชทที่ใช้งานง่าย ซึ่งช่วยให้ผู้ใช้ค้นพบและใช้ประโยชน์กลุ่ม Agent ที่หลากหลาย ทั้ง Agent ของ Google ที่สร้างไว้ล่วงหน้า, Agent ที่สร้างขึ้นเอง และ Agent พาร์ทเนอร์ภายนอก

โครงการ PanyaThAI (ปัญญาไท) ของ Google Cloud ได้รับการออกแบบขึ้นเพื่อสนับสนุนให้องค์กรไทยสามารถประยุกต์ใช้ขีดความสามารถด้าน AI ระดับองค์กร (Enterprise AI) ที่ล้ำสมัย พร้อมนำพิมพ์เขียวการเปลี่ยนผ่านธุรกิจ (Transformation Blueprint) ที่ผ่านการพิสูจน์ความสำเร็จมาแล้ว มาใช้เพื่อเร่งการพัฒนาและติดตั้งโซลูชันเชิงเอเจนต์ (Agentic Solutions) ซึ่งมุ่งเน้นการสร้างผลตอบแทนจากการลงทุน (ROI) ที่วัดผลได้ และสร้างมูลค่าที่เกิดขึ้นจริงในภาคส่วนเศรษฐกิจสำคัญต่าง ๆ

โครงการดังกล่าวได้เริ่มต้นขึ้นเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2568 โดยได้รับความร่วมมือจากองค์กรสมาชิกผู้ก่อตั้ง (Charter Members) จำนวน 15 แห่ง ได้แก่:Bitazza, จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, ทิพย กรุ๊ป โฮลดิ้งส์, Finnomena, ไทยสมุทรประกันชีวิต, SE-Education (SE-ED), Shop Global E-Commerce Company Limited, สยามพิวรรธน์, แสนสิริ, Skooldio, ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย, ไทยวาโก้, ทิสโก้ไฟแนนเชียลกรุ๊ป, TOPS และทรู ดิจิทัล กรุ๊ป

คุณเอกราช ปัญจวีณิน กรรมการผู้จัดการใหญ่ ทรู ดิจิทัล กรุ๊ป กล่าวว่า “การเปิดตัว Cloud Region ในประเทศไทยของ Google ถือเป็นหมุดหมายสำคัญสำหรับอนาคตของประเทศที่ขับเคลื่อนด้วย AI สำหรับ ทรู ดิจิทัล กรุ๊ป นี่คือรากฐานที่มั่นคงและปลอดภัยในการเชื่อมโยงและบริหารจัดการชุดข้อมูลขนาดใหญ่ เพื่อนำไปต่อยอดเป็นคุณค่าที่เกิดขึ้นจริงในสังคม นอกจากนี้ Cloud Region ยังช่วยสนับสนุนทิศทางการดำเนินงานแบบ AI-first ของเรา ซึ่งจะช่วยให้เราสามารถมอบบริการดิจิทัลที่ปรับเปลี่ยนให้เหมาะกับผู้บริโภคชาวไทยแต่ละรายได้มากขึ้น ที่สำคัญ ยังช่วยเปิดโอกาสในการเข้าถึงขีดความสามารถระดับแนวหน้าของ Google Cloud ให้กว้างขึ้น ซึ่งช่วยส่งเสริมให้ทั้ง SME องค์กร และภาครัฐสามารถสร้างสรรค์นวัตกรรมได้อย่างมั่นใจ ด้วยการผสานโครงข่ายการเชื่อมต่อเข้ากับการวิเคราะห์ข้อมูลบนระบบคลาวด์และ AI ทำให้เราสามารถเปลี่ยนเทคโนโลยีให้เป็นโซลูชันที่นำไปใช้ได้จริง ซึ่งจะยกระดับชีวิตของผู้คนและขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้ก้าวไปข้างหน้า”

เสริมทักษะ AI ให้แก่นักพัฒนาและผู้เรียนชาวไทยทุกกลุ่ม

ควบคู่กับการเปิดตัว Cloud Region แห่งใหม่ Google Cloud ยังประกาศว่านักพัฒนาซอฟต์แวร์ชาวไทยได้เข้าร่วมและสำเร็จการเรียนรู้จาก ห้องฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการแบบลงมือทำจริง (หรือ “Labs”) กว่า 110,000 ครั้ง ผ่านโปรแกรม ChaiyoGCP ที่น่าสนใจคือ มากกว่า 70% ของการฝึกอบรมที่จัดขึ้นในประเทศไทยตลอดช่วงปีที่ผ่านมุ่งเน้นไปที่เนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับ AI ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของนักพัฒนาซอฟต์แวร์ไทยในการยกระดับทักษะและเพิ่มความเชี่ยวชาญด้านการใช้แพลตฟอร์มและเครื่องมือ AI เช่น Vertex AI, Google AI Studio, Google Antigravity, Gemini Code Assist และ Gemini CLI

ในอนาคต ChaiyoGCP วางแผนที่จะเพิ่มจำนวนการฝึกอบรมที่ดำเนินการแล้วให้ได้อย่างน้อย 125,000 ครั้ง ภายในช่วงครึ่งแรกของปี 2026 ผ่านการขยายความร่วมมือกับ Google Developer Group จำนวน 6 แห่งในประเทศไทย

ChaiyoGCP เป็นโปรแกรมการศึกษาด้วยตนเองทางออนไลน์ที่ออกแบบมาสำหรับนักพัฒนาซอฟต์แวร์ในไทยโดยเฉพาะ โดยจะช่วยให้เข้าถึงห้องฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการแบบอินเทอร์แอกทีฟ พร้อมส่งเสริมการเรียนรู้ผ่านชุมชนของผู้เรียนและนักพัฒนาที่คอยแลกเปลี่ยนและให้การสนับสนุนซึ่งกันและกัน ห้องฝึกอบรมเหล่านี้กำหนดให้ผู้เรียนลงมือทำงานแบบสมจริงให้แล้วเสร็จผ่านคอนโซลของแพลตฟอร์ม Google Cloud ซึ่งช่วยให้ผู้เรียนได้รับทักษะที่นำไปใช้งานได้จริง ครอบคลุมทั้งด้านการประมวลผลแบบคลาวด์, การวิเคราะห์ข้อมูล, AI, การรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ และอื่น ๆ

นอกจากนี้ Google ยังได้เปิดตัว Google Skills ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มการฝึกอบรมใหม่ที่ใช้งานได้ฟรี โดยรวบรวมหลักสูตรและห้องฝึกอบรมกว่า 3,000 รายการ ไว้ในที่เดียว ครอบคลุมเนื้อหาจาก Google Cloud, Google DeepMind, Grow with Google และ Google for Education เพื่อขับเคลื่อนการยกระดับทักษะด้าน AI ในระดับชาติ ตัวอย่างเช่น ผู้เรียนที่ไม่มีพื้นฐานด้านเทคนิคสามารถเข้าถึงหลักสูตรการฝึกอบรมที่เกี่ยวข้องผ่าน Google Skills เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการรับรอง Generative AI (Gen AI) Leader ของ Google Cloud ซึ่งถือเป็นโอกาสสำหรับองค์กรไทยและบุคลากรในการตรวจสอบความพร้อมเชิงกลยุทธ์ของตนเองในการนำ Gen AI ไปประยุกต์ใช้

โครงการริเริ่มด้านการพัฒนาบุคลากรเหล่านี้สอดรับกับผลการวิจัยล่าสุดที่พบว่า 86% ของคนไทยสนใจการฝึกอบรมเพิ่มเติม เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการนำ AI ไปใช้ในบทบาทงานของตน4

ติดตามช่องทางมิติหุ้นเพื่อรับข่าวสารตลาดทุนได้ตามลิงค์ด้านล่าง

Web : https://www.mitihoon.com/
Facebook : https://www.facebook.com/mitihoon
Youtube : https://www.youtube.com/@mitihoonofficial7770
Tiktok : www.tiktok.com/@mitihoon