
มิติหุ้น – ในวันที่สภาพอากาศไม่เหมือนเดิม ฝนไม่ได้ตกตามฤดูกาล น้ำไม่ได้มาเป็นรอบ ๆ และภัยพิบัติไม่เลือกเวลา สิ่งที่น่ากลัวที่สุดอาจไม่ใช่น้ำที่กำลังจะท่วม แต่คือการที่เรา “รู้ช้า เตรียมช้า และทำงานแยกกัน”
นี่คือเหตุผลที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ลุกขึ้นมาผนึกกำลังกับภาครัฐ เอกชน นักวิชาการ และผู้เชี่ยวชาญนานาชาติ จัดเวทีเสวนา “กันก่อนท่วม: น้ำแปรปรวน เมืองต้องพร้อม” ณ คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาฯ เพื่อชวนสังคมไทยคิดใหม่ ทำใหม่ และขยับจากการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ไปสู่การ “ป้องกันล่วงหน้า” อย่างเป็นระบบ
ภัยน้ำไม่ใช่แค่ทรัพย์สินพัง แต่กระทบทั้งชีวิต
ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย นายกสภาจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวเปิดงานด้วยประโยคที่ชวนให้ทั้งห้องเงียบลงทันทีว่า ภัยน้ำไม่ใช่แค่บ้านพังหรือทรัพย์สินเสียหาย แต่มันทำลายชีวิตทั้งชีวิต ตั้งแต่การเรียน สุขภาพจิต ครอบครัว ไปจนถึงความเหลื่อมล้ำของสังคม และหากวันหนึ่งน้ำท่วมพื้นที่เศรษฐกิจชั้นในของกรุงเทพฯ ความเสียหายอาจพุ่งสูงถึง 10 ล้านบาทต่อนาที ตัวเลขที่ไม่มีใครอยากลองผิดลองถูก
จุฬาฯ จึงเลือกใช้จุดแข็งของตนเอง ทั้งองค์ความรู้แบบสหสาขา เครือข่ายระดับประเทศและนานาชาติ มาตั้งต้นเป็น “ตัวกลาง” เชื่อมทุกภาคส่วนเข้าด้วยกัน ผ่านการจัดตั้งศูนย์ “กันก่อนท่วม” ไม่ใช่เพื่อแทนที่หน่วยงานรัฐ แต่เพื่อช่วยเสริมพลัง ลดความซ้ำซ้อน และทำให้การตัดสินใจเรื่องน้ำตั้งอยู่บนฐานข้อมูลเดียวกัน
บทเรียนราคาแพงที่ไทยยังลืมไม่ได้
ด้าน รศ.ดร.วิทยา วัณณสุโภประสิทธิ์ คณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ ชี้ให้เห็นภาพชัดว่า ประเทศไทยกำลังเผชิญ “ฝนสุดขั้ว” น้ำเหนือ น้ำทะเลหนุน และฝนแช่ในเวลาเดียวกัน ตัวอย่างอย่างหาดใหญ่ที่ฝนถึง 80% ของทั้งปี เทลงมาในสัปดาห์เดียว หรือบทเรียนมหาอุทกภัยปี 2554 ที่สร้างความเสียหายสูงถึง 1.43 ล้านล้านบาท ซึ่งกว่า 90% กระทบภาคเอกชนโดยตรง
5 มิติ สร้างเมืองเสถียรภาพ คิดทั้งระบบ ไม่ใช่แค่เขื่อนกับปั๊มน้ำ
คำตอบจึงไม่ใช่แค่สร้างเขื่อนเพิ่มหรือสูบน้ำให้เร็วขึ้น แต่ต้องคิดให้ครบทั้งระบบ จุฬาฯ จึงเสนอกรอบความร่วมมือ 5 มิติ สู่ “เมืองแห่งความเสถียรภาพ” ตั้งแต่การเสริมโครงสร้างพื้นฐานด้วย AI และข้อมูลเรียลไทม์ การบริหารจัดการน้ำในระดับลุ่มน้ำ ไม่ใช่แยกตามจังหวัด การเรียนรู้จากนวัตกรรมระดับโลก การปรับตัวให้อยู่กับน้ำ และการใช้ข้อมูลอัจฉริยะเป็นฐานนโยบาย
กรุงเทพฯ ต้องรู้ก่อนน้ำมา
เวทีนี้ยังได้เสียงสะท้อนจาก ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าฯ กทม. ที่เล่าถึงการเตรียมพร้อมของกรุงเทพฯ ตั้งแต่การแก้จุดเสี่ยงน้ำท่วมกว่า 700 จุด ไปจนถึงการจำลองสถานการณ์ฝนตก 300 มิลลิเมตร เพื่อรู้ล่วงหน้าว่าเขตไหนจะหนักแค่ไหน และต้องรับมืออย่างไร พร้อมย้ำว่ากรุงเทพฯ แก้ปัญหาน้ำลำพังไม่ได้ หากไม่บูรณาการทั้ง 4 ลุ่มน้ำหลักของประเทศ
รู้ก่อน เตรียมก่อน ร่วมมือก่อน ลดความสูญเสียได้จริง
ทั้งหมดนี้สะท้อนความจริงข้อเดียวกันว่า ถ้าเรารู้ก่อน เตรียมก่อน และร่วมมือกันก่อน ความสูญเสียจำนวนมากจะไม่เกิดขึ้น และนี่ไม่ใช่เรื่องของใครคนใดคนหนึ่ง แต่คือเรื่องของเมือง ของประเทศ และของอนาคตลูกหลานเรา น้ำหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่ความเสียหายป้องกันได้ ถ้าเริ่มวันนี้ เพราะน้ำอาจหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่ความเสียหาย…ป้องกันได้ ถ้าเรา “กันก่อนท่วม” ตั้งแต่วันนี้






















