วันศุกร์ 6 กุมภาพันธ์ 2026

กรมเชื้อเพลิงฯ เปิดยุทธศาสตร์ปิโตรเลียม 2569 ลุยสำรวจแหล่งอันดามันเร่งดึงทุนใหญ่-เดินหน้า CCS ชูธงเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ

20

มิติหุ้น – กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ เผยทิศทางโครงการที่เดินหน้าต่อในปี 2569 เพื่อให้การบริหารจัดการปิโตรเลียม ของไทยสอดรับกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงผันผวนตลอดเวลา โดยดำเนินการต่อเนื่องจากปีที่ผ่านมาทั้งการเตรียมเปิดสำรวจฯ รอบที่ 26 ในทะเลอันดามัน หวังดึงทุนขนาดใหญ่เข้าลงทุน การนำร่องโครงการ CCS รองรับเป้าหมาย  Net Zero ตลอดจนการเตรียมแก้กฎหมายปิโตรเลียม หวังสร้างความต่อเนื่องทางพลังงาน กระตุ้นเศรษฐกิจการลงทุน  สร้างความมั่นคง เสถียรภาพทางพลังงานของประเทศ

วันนี้ (6 ก.พ. 2569) นายวรากร พรหโมบล อธิบดีกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ ได้แถลงผลการดำเนินงานที่สำคัญในปี 2568 ที่ผ่านมา พร้อมเปิดเผยทิศทางการดำเนินโครงการด้านการบริหารจัดการปิโตรเลียมของประเทศในปี 2569 นี้ จะเน้นยุทธศาสตร์ในการสร้างความต่อเนื่องด้านพลังงานเพื่อเกิดการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าที่สุด พร้อมกระตุ้นให้เกิด การลงทุน มุ่งสู่การสร้างความมั่นคงและเสถียรภาพทางพลังงานที่สอดคล้องไปกับแนวโน้มการพัฒนาเศรษฐกิจสู่ยุคคาร์บอนต่ำ โดยการดำเนินงานที่สำคัญในปี 2568 ซึ่งจะต่อเนื่องไปถึงปี 2569 ประกอบด้วย

การต่อระยะเวลาผลิตปิโตรเลียม ของแปลงสำรวจในทะเลอ่าวไทยหมายเลข B8/38 (แหล่งบัวหลวง) และแปลงสำรวจในทะเลอ่าวไทยหมายเลข B12/27 (แหล่งไพลิน) ซึ่งเกิดผลประโยชน์ต่อประเทศทั้งในด้านการสร้างรายได้ให้แก่รัฐ เกิดความต่อเนื่องของการผลิตปิโตรเลียม และสร้างความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศในภาพรวม

การเปิดให้ยื่นขอสิทธิสำรวจและผลิตปิโตรเลียม กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ ในฐานะหน่วยงานที่มีภารกิจในการสนับสนุน และเร่งรัดการจัดหาพลังงาน โดยการส่งเสริมและเร่งรัดการสำรวจและพัฒนาแหล่งเชื้อเพลิงธรรมชาติในประเทศ ได้ส่งเสริมการดำเนินการเปิดให้สิทธิสำรวจและผลิตปิโตรเลียมทั้งบนบกและในทะเลอย่างต่อเนื่อง โดยสำหรับการเปิดให้ยื่นขอสิทธิสำรวจและผลิตปิโตรเลียมสำหรับแปลงสำรวจบนบก (ครั้งที่ 25) ซึ่งภายหลังจากการออกประกาศเชิญชวนการเปิด ให้ยื่นขอสิทธิฯ ไปแล้วนั้น ได้มีผู้มายื่นขอสิทธิฯ จำนวน 5 ราย 8 คำขอ คาดว่าสามารถเกิดการลงทุนราว 2,500 ล้านบาท เกิดการจ้างงาน สร้างรายได้ในอุตสาหกรรมและธุรกิจต่อเนื่อง ซึ่งหากพัฒนาได้เชิงพาณิชย์จะมีปริมาณน้ำมันดิบประมาณ 5.76 ล้านบาร์เรล ก๊าซธรรมชาติประมาณ 20.7 ล้านล้านลูกบาศก์ฟุต ขณะนี้อยู่ระหว่างพิจารณาผู้ได้รับคัดเลือกเพื่อนำเสนอคณะรัฐมนตรี และคาดว่าจะสามารถให้สัมปทานปิโตรเลียมได้ภายในปี 2569

นอกจากนี้ ในปี 2569 จะมีแผนในการเปิดให้ยื่นขอสิทธิสำรวจและผลิตปิโตรเลียมสำหรับแปลงสำรวจในทะเล
อันดามัน (ครั้งที่ 26) ซึ่งคาดว่าจะมีส่วนดึงดูดการลงทุนของผู้ประกอบการรายใหญ่ เนื่องจากพื้นที่บริเวณทะเลอันดามัน เป็นบริเวณที่ติดกับพื้นที่ที่มีการพบปิโตรเลียมมาก่อน จึงนับว่ามีโอกาสที่จะพบทรัพยากรทั้งน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติ ใต้ทะเลอันดามันได้เช่นกัน คาดว่าจะเกิดการลงทุนเริ่มต้นสำหรับการสำรวจประมาณ 300 – 1,200 ล้านบาท ซึ่งจะมี ส่วนช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ เป็นโอกาสดึงดูดทุนขนาดใหญ่เข้ามาร่วมพัฒนาแหล่งปิโตรเลียม ช่วยส่งเสริมความมั่นคง ด้านพลังงาน ซึ่งกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติได้ดำเนินการศึกษาประเมินศักยภาพปริมาณทรัพยากรปิโตรเลียม รวมทั้งกำหนดขอบเขตแปลงสำรวจแล้ว อยู่ระหว่างเสนอคณะกรรมการปิโตรเลียม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน และคณะรัฐมนตรีต่อไป

– การดำเนินงานของพื้นที่พัฒนาร่วมไทย-มาเลเซีย (MTJDA) โดยมีการจัดทำสัญญาแก้ไขเพิ่มเติมฉบับที่ 4 ของสัญญาซื้อขายก๊าซรรมชาติแปลง B-17-01 ทำให้สามารถขยายระยะเวลาการผลิตเพิ่มเติมของแปลงดังกล่าว ในช่วงปี 2571 – 2581 สร้างความมั่นคงทางพลังงานของทั้งสองประเทศ คาดว่าสามารถสร้างรายได้ให้รัฐบาลทั้งสองประเทศ จากค่าภาคหลวงประมาณ 546 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และส่วนแบ่งกำไรของรัฐที่ประมาณ 1,322 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยองค์กรร่วมไทย – มาเลเซีย และผู้ซื้อร่วมได้ร่วมลงนามในสัญญาดังกล่าวแล้วเมื่อเดือนธันวาคม 2568 ที่ผ่านมา

นอกจากนั้น ได้มีการจัดทำสัญญาแบ่งปันผลผลิตของแปลง A-18-01 และสัญญาอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง
เพื่อสนับสนุนให้เกิดการพัฒนาแหล่งก๊าซธรรมชาติอย่างต่อเนื่อง ภายใต้ความท้าทายทั้งด้านเทคนิค ต้นทุนที่สูงขึ้นโดยจะมีการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดักจับและกักเก็บคาร์บอน (CCS) เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด คาดว่าจะมีการลงทุนรวม 8,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และจะก่อให้เกิดรายได้โดยตรงแก่องค์กรร่วมไทย – มาเลเซีย ประมาณ 3.9 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ

– การดำเนินการเกี่ยวกับโครงการพัฒนาเทคโนโลยีการดักจับและกักเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (Carbon Capture and Storage: CCS) เพื่อสนับสนุนนโยบายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ในปี 2050 โดยประกอบด้วย

1) โครงการศึกษาและพิสูจน์ทราบศักยภาพในการกักเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2)ในชั้นหินทางธรณีวิทยาในพื้นที่อ่าวไทยตอนบน มีเป้าหมายเพื่อนำไปสู่การพัฒนาเป็น Eastern CCS Hub ในการกักเก็บ CO2 โดย กรมเชื้อเพลิงฯ ร่วมกับ หน่วยงานของประเทศญี่ปุ่น (JOGMEG และ INPEX) เพื่อศึกษาและประเมินศักยภาพการกักเก็บ ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) ซึ่งภายหลังจากคณะรัฐมนตรีเห็นชอบในการเข้าสำรวจและมอบหมายภารกิจหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องเมื่อวันที่ 6 ม.ค. 2569 แล้วนั้น ปัจจุบันได้อยู่ระหว่างขออนุญาตนำเรือเข้าสำรวจ และคาดว่าจะสามารถสำรวจ วัดคลื่นไหวสะเทือนบริเวณอ่าวไทยตอนบนได้ภายในปี 2569

2) โครงการนำร่องดักจับและกักเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ แหล่งก๊าซธรรมชาติอาทิตย์ ผู้ดำเนินการคือ บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด หรือ ปตท.สผ. โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการศึกษามาตรการสนับสนุนทางด้านภาษีร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งคาดว่าจะได้แนวทางการดำเนินงานเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว ภายในปี 2569 และ ปตท.สผ. อยู่ระหว่างการออกแบบทางวิศวกรรม เพื่อก่อสร้างและติดตั้งวัสดุอุปกรณ์ที่จำเป็นในการดำเนินงานโดยคาดว่าจะสามารถเริ่มการอัดกลับ
ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) ได้ในปี 2571

– การปรับปรุงแก้ไขพระราชบัญญัติปิโตรเลียม พ.ศ. …. เพื่อให้เกิดความความต่อเนื่อง กระตุ้นเศรษฐกิจให้เกิดการลงทุน สร้างความมั่นคงและเสถียรภาพทางพลังงานของประเทศโดยรวม เนื่องจากกฎหมายปิโตรเลียมที่ใช้อยู่ในปัจจุบันเกิดขึ้นตั้งแต่ พ.ศ.2514 ซึ่งนานกว่า 50 ปีมาแล้ว จึงมีความจำเป็นต้องปรับให้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป

“กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติมุ่งมั่นอย่างต่อเนื่องเพื่อการสร้างความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศ ควบคู่ไปกับการดูแลรักษาสิ่งแวดล้อม และในปี 2569 กรมฯ มุ่งเน้นการขับเคลื่อนพลังงานภายใต้แนวคิด ‘ความต่อเนื่อง มั่นคง และเป็นมิตร ต่อสิ่งแวดล้อม’ โดยมีภารกิจหลักใน 3 มิติสำคัญ คือการรักษาฐานเดิม ด้วยการต่ออายุสัมปทานแหล่งปิโตรเลียมเดิม เพื่อให้การผลิตไม่หยุดชะงักและใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ให้คุ้มค่าที่สุด การเติมโอกาสใหม่ด้านการสำรวจและผลิตปิโตรเลียม แหล่งใหม่ ๆ เร่งกระตุ้นการลงทุนผ่านการเปิดสัมปทานรอบที่ 26 ในพื้นที่ศักยภาพสูงอย่างทะเลอันดามัน พร้อมปรับปรุงกฎหมายปิโตรเลียมให้ทันสมัย เพื่อสร้างแรงจูงใจให้ทุนใหญ่เข้ามาขับเคลื่อนเศรษฐกิจ และมิติก้าวสู่พลังงานสะอาด ยกระดับการบริหารจัดการสู่ยุคคาร์บอนต่ำด้วยโครงการนำร่องเทคโนโลยี CCS เพื่อตอบโจทย์เป้าหมาย Net Zero ของประเทศ” อธิบดีกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติกล่าวในท้ายที่สุด

ติดตามช่องทางมิติหุ้นเพื่อรับข่าวสารตลาดทุนได้ตามลิงค์ด้านล่าง

Web : https://www.mitihoon.com/
Facebook : https://www.facebook.com/mitihoon
Youtube : https://www.youtube.com/@mitihoonofficial7770
Tiktok : www.tiktok.com/@mitihoon