วันจันทร์ 9 กุมภาพันธ์ 2026

SCB WEALTH ผนึก Baker & McKenzie จัดสัมมนา The Legacy Blueprint เสนอ 6C เสริมธรรมาภิบาลลดความขัดแย้งยกระดับการส่งต่อธุรกิจข้ามรุ่น

15

มิติหุ้น – SCB WEALTH ร่วมกับ Baker & McKenzie จัดงานสัมมนา The Legacy Blueprint ภายใต้ธีม Truth Trust Transition เพื่อถอดรหัสการวางรากฐานธุรกิจครอบครัวและการส่งต่อความมั่งคั่งอย่างยั่งยืนให้กับกลุ่มลูกค้า SCB Private Banking และกลุ่มลูกค้า Baker & McKenzie ท่ามกลางความท้าทายของเศรษฐกิจยุคใหม่และการเปลี่ยนผ่านธุรกิจจากรุ่นสู่รุ่น โดยนายศรชัย สุเนต์ตา (ที่ 5 จากขวา) รองผู้จัดการใหญ่ Deputy Head of High Net Worth and Affluent Banking ธนาคารไทยพาณิชย์  นางสาวศลิษา หาญพานิช (ที่ 6 จากขวา) ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ High Net Worth and Affluent Segment และรักษาการผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ Wealth and Insurance Capability Development  ธนาคารไทยพาณิชย์ นายอรรถพงศ์ พรธิติ (ที่ 7 จากขวา) Head of Private Banking Relationship Management ธนาคารไทยพาณิชย์ และ ดร.นิติ เนื่องจำนงค์  (ที่ 8 จากขวา) Head of Wealth Planning and Family Office  ธนาคารไทยพาณิชย์ ร่วมให้การต้อนรับวิทยากรรับเชิญ ได้แก่ ศาสตราจารย์พิเศษ กิติพงศ์ อุรพีพัฒนพงศ์ (ที่ 4 จากขวา) ประธานกรรมการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) และ นายนิติกานต์ รามนัฏ (ที่ 1 จากขวา) ทนายความหุ้นส่วน บริษัท เบเคอร์ แอนด์ แม็คเค็นซี่ จำกัด ได้ร่วมแบ่งปันมุมมองเชิงลึกเกี่ยวกับกรอบแนวคิด การออกแบบอนาคตของธุรกิจครอบครัว เพื่อให้การส่งต่อธุรกิจและความมั่งคั่งข้ามรุ่นเกิดขึ้นอย่างมั่นคง โปร่งใส และยั่งยืน

ศาสตราจารย์พิเศษ กิติพงศ์ อุรพีพัฒนพงศ์  ประธานกรรมการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) เปิดเผยว่า ธุรกิจครอบครัวยังคงเป็นรากฐานสำคัญของเศรษฐกิจและตลาดทุนไทย โดยปัจจุบันกว่า 76% ของบริษัทจดทะเบียน เป็นธุรกิจครอบครัว และมีสัดส่วนมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดรวมสูงถึง 48% ของมูลค่าตลาดรวม (Market Cap)  ขณะเดียวกัน ข้อมูลจากฝ่ายวิจัยตลาดหลักทรัพย์ฯ  ระบุว่า ในปี 2567 ธุรกิจครอบครัวสร้างการจ้างงานรวมกว่า 1.47 ล้านตำแหน่ง หรือคิดเป็น 74% ของการจ้างงานทั้งหมดของบริษัทจดทะเบียน สะท้อนบทบาทเชิงโครงสร้างที่ไม่เพียงขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจ แต่ยังสร้างเสถียรภาพให้กับตลาดแรงงานไทยในระยะยาว (ข้อมูล โดยฝ่ายวิจัยตลาดหลักทรัพย์ฯ เดือนมิถุนายน 2568)

อย่างไรก็ตาม ธุรกิจครอบครัวยังเผชิญความท้าทายเชิงโครงสร้าง โดยสถิติระดับโลกชี้ว่า กว่า 70% ของธุรกิจครอบครัวไม่สามารถส่งต่อกิจการได้สำเร็จ และมีอายุเฉลี่ยเพียง 15 ปี สาเหตุหลักมาจากการขาดการสื่อสาร ความไว้วางใจ การไม่วางแผนสืบทอด และการขาดเป้าหมายร่วมกันของสมาชิกในครอบครัว

ทั้งนี้ เพื่อรับมือกับความท้าทายดังกล่าว ศาสตราจารย์พิเศษ กิติพงศ์ ได้นำเสนอ 6C Framework เป็นแนวทางบริหารธุรกิจครอบครัวให้เติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน ประกอบด้วย 1)Corporate Structure คือโครงสร้างบริษัทและการถือหุ้นที่เหมาะสม พร้อมหลักธรรมาภิบาลและเอกสารทางกฎหมาย 2)Compensation  เป็นการจัดสรรผลตอบแทนอย่างเป็นธรรม ไม่จำเป็นต้องเท่าเทียม 3) Communication การสื่อสารอย่างสม่ำเสมอและรับฟังอย่างมีศิลปะ 4)Conflict Resolution คือ กลไกระงับข้อพิพาทและที่ปรึกษาเป็นคนกลาง 5)Care & Compassion ความเอื้ออาทร ความเข้าใจ และการเชื่อมโยงกับ CSR และ ESG 6) Change การปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงของกฎหมาย ธุรกิจ เทคโนโลยี และวิธีคิดในบริบทของเศรษฐกิจยุค AI ธุรกิจครอบครัวไทยจำเป็นต้องเร่งประเมินความพร้อมขององค์กร ลงทุนในบุคลากร เทคโนโลยี และระบบข้อมูล รวมถึงเปิดพื้นที่ให้ทายาทรุ่นใหม่มีบทบาทในการขับเคลื่อนองค์กร เพื่อสร้างการเติบโตที่ยั่งยืนในระยะยาว

นายนิติกานต์ รามนัฏ ทนายความหุ้นส่วน บริษัท เบเคอร์ แอนด์ แม็คเค็นซี่  จำกัด กล่าวถึง การจัดโครงสร้างธุรกิจครอบครัวเป็นกุญแจสำคัญของการบริหารความมั่งคั่งยุคใหม่ โดยมองว่า ความท้าทายด้านเศรษฐกิจและการเปลี่ยนผ่านธุรกิจจากรุ่นสู่รุ่นถัดไป การบริหารสินทรัพย์ (Assets Management Strategies) ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการลงทุนอีกต่อไป แต่ครอบคลุมถึงการวางโครงสร้างธุรกิจครอบครัวและการเพิ่มประสิทธิภาพความมั่งคั่ง (Family Business Structures & Wealth Optimization) อย่างรอบด้าน โดยประเด็นสำคัญคือการวางโครงสร้างธุรกิจครอบครัว (Family Business Structuring) เพื่อแยกทรัพย์สินส่วนบุคคลออกจากทรัพย์สินทางธุรกิจ ลดความเสี่ยงด้านกฎหมายและภาษี พร้อมสร้างความชัดเจนในการบริหารและการสืบทอดกิจการในระยะยาว

ในขณะเดียวกัน การวางแผน IPO และ Exit Strategy กลายเป็นอีกหนึ่งเครื่องมือสำคัญในการสร้างมูลค่าและเพิ่มสภาพคล่องให้กับธุรกิจครอบครัว ไม่ว่าจะเป็นการนำบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดทุน หรือการเตรียมทางเลือกในการขายกิจการบางส่วน เพื่อรองรับการเติบโตและการปรับโครงสร้างในอนาคต

นอกจากนี้ การวางแผนภาษีการรับให้และภาษีการรับมรดก (Gift Tax & Inheritance Tax Planning) ถือเป็นหัวใจของการส่งต่อความมั่งคั่งอย่างมีประสิทธิภาพ ช่วยลดภาระภาษีที่อาจเกิดขึ้น พร้อมรักษาความมั่นคงของทรัพย์สินครอบครัวข้ามรุ่นอย่างยั่งยืน ซึ่งการบูรณาการทั้ง 3 มิติ คือ โครงสร้างธุรกิจ การวางแผนทางออก และการบริหารภาษี จะช่วยให้ครอบครัวธุรกิจสามารถบริหารความมั่งคั่งได้อย่างเป็นระบบ รองรับการเปลี่ยนผ่าน และสร้างความมั่นคงในระยะยาว

ด้านดร.นิติ เนื่องจำนงค์ Head of Wealth Planning and Family Office  ธนาคารไทยพาณิชย์  เปิดเผยว่า ความท้าทายสำคัญของธุรกิจครอบครัวไทยในปัจจุบัน ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการเติบโตทางธุรกิจ แต่รวมถึงช่องว่างระหว่างรุ่น ความขัดแย้งภายในครอบครัว และความพร้อมของทายาทในการสืบทอดกิจการ แนวคิด Family Wealth Planning for Every Life Stage and All Generations จึงถูกเสนอเป็นกรอบการวางแผนหลัก เพื่อดูแลทรัพย์สิน ธุรกิจ และคุณค่าของครอบครัวให้เดินหน้าไปในทิศทางเดียวกัน

ทั้งนี้  การจัดการความขัดแย้งผ่านแนวทาง Alternative Dispute Resolution (ADR) ทั้งการไกล่เกลี่ยหรือการประนอมข้อพิพาทและการใช้กระบวนการอนุญาโตตุลาการ ถูกมองว่าเป็นเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพและเหมาะสมกว่าการใช้กระบวนการทางศาล ขณะเดียวกัน การจัดตั้ง Family Office เป็นศูนย์กลางในการดูแลทรัพย์สินของครอบครัวแบบองค์รวม เชื่อมโยงทั้ง ธุรกิจ – ทรัพย์สิน -คุณค่า และความสัมพันธ์ เพื่อสร้างความมั่งคั่งที่ยั่งยืน ไม่เพียงในเชิงการเงิน แต่รวมถึงการส่งต่อคุณค่าและความสัมพันธ์ให้เติบโตไปพร้อมกันในทุกช่วงชีวิตของทุกเจเนอเรชัน

ติดตามช่องทางมิติหุ้นเพื่อรับข่าวสารตลาดทุนได้ตามลิงค์ด้านล่าง

Web : https://www.mitihoon.com/
Facebook : https://www.facebook.com/mitihoon
Youtube : https://www.youtube.com/@mitihoonofficial7770
Tiktok : www.tiktok.com/@mitihoon