วันอังคาร 10 กุมภาพันธ์ 2026

พลัง “งานรัก” วิวัฒน์เศรษฐกิจวัฒนธรรม

9

มิติหุ้น – “เครื่องเขินล้านนา” มรดกทางภูมิปัญญาวัฒนธรรมที่เกิดจากการนำ “ยางรัก” ธรรมชาติมาสร้างสรรค์งานศิลป์บนเครื่องใช้สอยต่าง ๆ โดยเฉพาะไม้ถัก ไม้แกะสลัก บ่งบอกถึงเอกลักษณ์และวิถีชีวิต ฐานะทางสังคม และพิธีกรรมของชาวล้านนามากว่า 100 ปี ซึ่งปัจจุบันมรดกอันทรงคุณค่าดังกล่าวกำลังจะเลือนหายไป ทั้งด้วยความนิยมที่ลดลง วัตถุดิบมีราคาสูง ที่สำคัญคือ ผู้สืบทอดภูมิปัญญาที่นับวันยิ่งน้อยลง ด้วยเหตุปัจจัยเหล่านี้จึงนำมาสู่การฟื้นฟูและยกระดับเครื่องเขินตั้งแต่กระบวนการต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ เพื่อให้ตอบโจทย์ต่อความต้องการของผู้คนตามยุคสมัย โดยยังคงคุณค่าอันโดดเด่นและภูมิปัญญาวัฒนธรรมอันล้ำค่าไว้ในผลิตภัณฑ์ และยังก่อให้เกิดรายได้แก่คนในชุมชน ผ่านโครงการวิจัยพลัง ‘งานรัก’ วิวัฒน์เศรษฐกิจวัฒนธรรมในประเพณีและพิธีกรรม จังหวัดเชียงใหม่-ลำพูน โดยการสนับสนุนจากหน่วยบริหารจัดการทุนด้านการพัฒนาพื้นที่ ภายใต้กำกับ สำนักงานเร่งรัดการวิจัยและนวัตกรรมเพื่อเพิ่มความสามารถการแข่งขันและการพัฒนาพื้นที่ (องค์การมหาชน) หรือ รวพ.

ศาสตราจารย์ปฏิบัติ ดร.เอกชัย มหาเอก รองอธิการบดี มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าวว่า จากการวิเคราะห์ข้อมูลเครื่องเขินล้านนาพบวิกฤตที่น่าเป็นห่วงสำหรับอุตสาหกรรมเครื่องเขินล้าน อยู่ในสภาวะที่เรียกว่า “ห่วงโซ่คุณค่าที่ล้มเหลวอย่างรุนแรง” เนื่องจากปัญหาทั้งเรื่องการนำเข้ายางรักซึ่งเป็นวัตถุดิบตั้งต้น การขาดคนสืบทอดภูมิปัญญาการทำเครื่องเขิน ตลอดจนปัญหาความต้องการของตลาดที่มีจำนวนน้อยลง ดังนั้นงานวิจัยในครั้งนี้จึงมุ่งเป้าไปที่การสร้างการมีส่วนร่วมกับพื้นที่ เพื่อเข้าไปฟื้นฟูระบบนิเวศของภูมิปัญญาและวัฒนธรรมงานเครื่องเขินขึ้นมาใหม่ ซึ่งได้ผลลัพธ์เป็นที่น่าพอใจ เพราะสามารถสร้างเครือข่ายการเชื่อมโยงภูมิปัญญาได้ตั้งแต่ระดับต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ อีกทั้งยังร่วมพัฒนาไปพร้อมกับผู้ประกอบการในการสร้างสรรค์ธุรกิจเพื่อเพิ่มมูลค่าของผลิตภัณฑ์ในบริบทของเศรษฐกิจสร้างสรรค์ซึ่งเป็นทุนทางวัฒนธรรมและภูมิปัญญาที่มีอยู่หลายชุมชนในภาคเหนือของประเทศไทย ซึ่งจากการดำเนินงานภายใต้กรอบงานวิจัยสำรวจเพื่อพัฒนาแนวทางการจัดการทุนทางวัฒนธรรมอย่างยั่งยืน เริ่มต้นจากการรวบรวมข้อมูลทางวัฒนธรรมทั้งหมดในพื้นที่เพื่อให้เกิดความร่วมมืออย่างเป็นรูปธรรม รวมถึงการสนับสนุนให้เกิดพื้นที่ทางวัฒนธรรมทั้งในรูปแบบออนไลน์และออฟไลน์ที่เกิดจากการขับเคลื่อนโดยวัฒนธรรมท้องถิ่นอย่างแท้จริง

“จากการศึกษาของทีมวิจัยเกิดข้อค้นพบว่า ในพื้นที่อำเภออมก๋อย จังหวัดเชียงใหม่ มีพื้นที่ป่าต้นรักทั้งหมด 50,000 ไร่ แต่ชุมชนสามารถเข้าไปใช้ประโยชน์จากผืนป่าได้เพียง 300 ไร่ เนื่องจากส่วนที่เหลือเป็นพื้นที่รับผิดชอบของกรมป่าไม้ ขณะเดียวกันครูช่างหรือครูภูมิปัญญาส่วนใหญ่ก็เป็นผู้สูงอายุระหว่างราว 60-70 ปี จึงขาดผู้สืบทอดและต่อยอดองค์ความรู้ รวมถึงขาดการพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ตอบโจทย์ความต้องการของตลาดในปัจจุบัน และสิ่งที่น่ากังวลมากที่สุดคือ รายได้จากการขายเครื่องเขินมาจากการขายในช่วงเทศกาลท่องเที่ยวที่ค่อนข้างผันผวนและไม่แน่นอน สิ่งเหล่านี้ล้วนแต่เป็นปัจจัยที่ทำให้เครื่องเขินล้านนาสูญหายไป”

เมื่อได้ศึกษาถึงต้นตอของปัญหาจึงนำมาสู่แนวทางการไขคำตอบซึ่งเป็นกุญแจสำคัญที่จะนำพาวัฒนธรรมการทำเครื่องเขินล้านนาให้เดินหน้าต่อไปได้ นั่นคือ การทำให้มหาวิทยาลัยเป็นแกนกลาง “เชื่อมประสาน” เครือข่ายความร่วมมือให้ทุกองคาพยพสามารถเชื่อมโยงการทำงานร่วมกันได้ทุกภาคส่วน ทั้งชุมชนที่เป็นเจ้าของวัฒนธรรม ภาครัฐ ภาคเอกชน อีกทั้งยังได้ศึกษาแนวทางการสืบทอดวัฒนธรรมเครื่องเขินจากต่างประเทศ ได้แก่ เมียนมา จีน ญี่ปุ่น และเวียดนาม เพื่อถอดบทเรียนแนวทางการฟื้นฟูรากวัฒนธรรมที่ขาดหายไปและการพัฒนาต่อยอดองค์ความรู้ด้วยนวัตกรรม รวมถึงการทำงานกับภาครัฐโดยอาศัยการสนับสนุนเชิงนโยบายเพื่อหารือแนวทางดำเนินงานร่วมกัน โดยให้ความสำคัญกับการดำเนินงานใน 5 ชุมชน 5 อำเภอ ในจังหวัดเชียงใหม่ และ 1 ชุมชน ในจังหวัดลำพูน ซึ่งมีทั้งกลุ่มไทเขินที่อพยพมาจากสิบสองปันนาไม่มีองค์ความรู้เรื่องงานเขิน เนื่องจากในอดีตคนกลุ่มนี้ต้องทำนาเพื่อส่งส่วยให้ผู้มีอิทธิพล ซึ่งในแต่ละพื้นที่จะได้รับหน้าที่ต่างกันแม้จะเป็นไทเขินเหมือนกัน รวมถึงชุมชนผู้ผลิตเครื่องเขินและงานหัตถกรรม และชุมชนที่เป็นแหล่งวัตถุดิบ (น้ำยางรัก) ดังนั้นการฟื้นฟูรากวัฒนธรรมเครื่องเขินให้แก่คนไทเขินจึงเป็นโจทย์ที่ท้าทาย โดยหวังว่าการพลิกฟื้นวิกฤติเครื่องเขินล้านนาในครั้งนี้จะเป็นจุดพลิกผันให้ชุมชนสามารถนำรากวัฒนธรรมมาต่อยอดเพื่อนำไปสู่การยกระดับรายได้ของคนในชุมชนได้

สำหรับการดำเนินงานในส่วนของต้นน้ำที่เป็นหัวใจหลักของการผลิตเครื่องเขินคือ ยางรัก ทีมวิจัยได้นำยางรักในพื้นที่มาวิเคราะห์คุณสมบัติโดยผลลัพธ์คือยางรักของประเทศไทยมีความเข้มข้นสูงและคุณภาพดีมาก ซึ่งมีสารเนื้อยางสูงถึง 70.3 เปอร์เซ็นต์ และนำผลลัพธ์ดังกล่าวไปหารือร่วมกับกรมอุทยานเพื่อสร้างเป็น “ธนาคารยางรักชุมชน” โดยใช้แนวคิดป่าชุมชน เพื่อให้ชาวบ้านสามารถเข้าไปใช้ประโยชน์พร้อมกับการอนุรักษ์ ส่วนกลางน้ำ ที่ทีมวิจัยได้เข้าไปส่งเสริมช่างฝีมือชุมชนเพื่อพัฒนาสถานะจากผู้ผลิตเป็นผู้ประกอบการทางวัฒนธรรม โดยเข้าไปหนุนเสริมทักษะที่จำเป็นในการทำเครื่องเขินเพื่อให้ตอบโจทย์ต่อความต้องการของตลาดในปัจจุบัน ด้วยการแลกเปลี่ยนการเรียนรู้ร่วมกันทั้งนักศึกษา อาจารย์ ครูช่างในชุมชน รวมถึงเยาวชนในพื้นที่เพื่อให้เห็นไอเดียของคนรุ่นใหม่ ด้วยการพัฒนาและออกแบบผลิตภัณฑ์ร่วมสมัย การสร้างแบรนด์ และการบอกเล่าเรื่องราวผ่าน Storytelling เพื่อให้ผู้ผลิตสามารถกำหนดราคาและมีช่องทางการตลาดที่มากขึ้น เพื่อให้ไปถึงปลายน้ำ เช่น การต่อยอดสู่การออกแบบผลิตภัณฑ์งานศิลปะร่วมสมัยที่ยังคงกลิ่นอายของวัฒนธรรมเครื่องเขินที่ตอบโจทย์ทั้งสายอนุรักษ์ที่เน้นเทคนิคดั้งเดิมชั้นสูงสำหรับตลาดนักสะสม ของตกแต่ง และเครื่องใช้ในพิธีกรรม และสายร่วมสมัยที่เน้นดีไซน์ที่ทันสมัยเหมาะกับไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ อย่างเครื่องประดับ และพวงกุญแจ

ผลลัพธ์จากความสำเร็จที่เห็นเป็นรูปธรรม คือ หมู่บ้านท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมไทเขินบ้านต้นแหนน้อย อำเภอสันป่าตอง จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งเป็นอีกหนึ่งความภูมิใจของคณะทำงานที่ได้เห็นรากของภูมิปัญญาและวัฒนธรรมท้องถิ่นได้รับการฟื้นฟูอีกครั้ง และยังสามารถสร้างรายได้ให้แก่คนในชุมชนได้อีกด้วย

“จากผลลัพธ์ภาพรวมของโครงการในทุกการลงทุน 1 บาท สามารถสร้างคุณค่ากลับคืนเป็น 7.44 บาท ซึ่งการเห็นภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของท้องถิ่นได้รับการฟื้นฟู เป็นความคุ้มค่าที่ได้มากกว่าผลลัพธ์ของตัวเลข จากจุดเริ่มต้นที่ต้องการให้ภูมิปัญญาท้องถิ่นที่กำลังจะเลือนหายไปได้รับการฟื้นฟูและสร้างรายได้ให้แก่คนในชุมชน ด้วยระยะการดำเนินงานตลอด 1 ปีที่ผ่านมา เราเห็นภูมิปัญญาการทำเครื่องเขินได้รับการสืบทอด เห็นโอกาสในการสร้างรายได้ทั้งจากผลิตภัณฑ์เครื่องเขินที่ได้ผสานไอเดียของคนรุ่นใหม่ หรือการทำโฮมสเตย์เป็นการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมเพื่อเปิดให้นักท่องเที่ยวได้มาเรียนรู้การทำยางรักที่เกิดจากความร่วมมือของภาคีทุกภาคส่วน” หัวหน้าโครงการฯ กล่าวถึงความสำเร็จที่เกิดขึ้น

สุดท้ายข้อค้นพบที่ได้จากการดำเนินงานในครั้งนี้พบว่า มหาวิทยาลัยคือตัวแปรสำคัญที่จะเข้าไปรวบรวมมรดกทางภูมิปัญญาและวัฒนธรรมเพื่อแลกเปลี่ยนและเติมเต็มองค์ความรู้ใหม่ ๆ หรือเรียกว่าการเป็นผู้ประสานงานระบบนิเวศที่ไม่ใช่แค่ผู้ทำวิจัย แต่ต้องเป็นผู้เชื่อมโยงและกำหนดทิศทางการทำวิจัยทั้งระบบ โดยต้องแก้ปัญหาตลอดทั้งห่วงโซ่คุณค่าเพื่อให้เกิดความยั่งยืนทั้งระบบ ซึ่งหัวใจสำคัญคือ การสร้างสรรค์งานร่วมกันทั้งมหาวิทยาลัย ชุมชน นักออกแบบ และศิลปินในพื้นที่

ติดตามช่องทางมิติหุ้นเพื่อรับข่าวสารตลาดทุนได้ตามลิงค์ด้านล่าง

Web : https://www.mitihoon.com/
Facebook : https://www.facebook.com/mitihoon
Youtube : https://www.youtube.com/@mitihoonofficial7770
Tiktok : www.tiktok.com/@mitihoon