วันศุกร์ 13 กุมภาพันธ์ 2026
หน้าแรก บทวิเคราะห์

Pi Daily สถานการณ์หุ้นไทยปัจจุบันคล้ายคลึงกับปี 2022 (Tech สหรัฐฯ Underperform) และปีนั้นกระแสเงินทุนไหลเข้าตลาดหุ้นไทยชัดเจน (คล้ายปัจจุบัน) แต่แตกต่างตรงที่ปีนี้มีปัจจัยหนุนเกี่ยวกับเสถียรภาพทางการเมือง แม้มีปัจจัยหนุนจากข้างต้นแต่การปรับขึ้นมาของ SET INDEX ก็ยังเน้นใช้ความระมัดระวังเพราะ PE เริ่มสูงราว 15x แต่หากจะเก็งกำไรเน้นที่หุ้น Laggard และ Anti Oil (สายการบิน , โรงไฟฟ้า)

26

มิติหุ้น – ตลาดหุ้น Dow Jones เมื่อคืนปิดลบ 669 จุด ( -1.3%) ขณะที่ Nasdaq -2% ถูกกดดันจากหุ้นกลุ่ม Tech ท่ามกลางความกังวล AI ด้านราคาน้ำมันดิบ BRT ปิดลบ 2.7% หลังจาก IEA ปรับลดคาดการณ์ความต้องการใช้น้ำมันดิบทั่วโลกพร้อมกับสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่คลี่คลาย

เมื่อคืนที่ผ่านมาสหรัฐฯประกาศตัวเลขผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานที่ 2.27 แสนรายมากกว่านักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ที่ 2.2 แสนราย แต่อย่างไรก็ตามนักลงทุนดูจะไม่ได้ให้น้ำหนักเท่าใดนัก แต่สัญญาณที่แสดงออกในเมื่อคืนคือภาวะ Risk Off ขายแทบทุกสินทรัพย์ทั้งทองคำ หุ้น (AAPL -5% AMAZON -2.2% NVIDIA -1.6%) โดยพักเงินใน Bond สะท้อนผ่าน Yield ที่ปรับลง เป็นไปได้ว่านักลงทุนยังไม่มั่นใจเกี่ยวกับการลงทุนใน AI , Cloud ว่าเงินที่ใส่ลงไปจะกลับมาเป็นกำไรได้หรือไม่ (ระยะสั้นมองเป็นแรงกดดันต่อหุ้นอย่าง DELTA ในไทย) แต่หากไปดูหุ้นสหรัฐฯ จะพบว่า Sector ที่ Outperform ได้แก่กลุ่ม Consumer , Health เมื่อพิจารณาที่ปัจจัยในประเทศยังไร้ปัจจัยใหม่ๆนักลงทุนรอติดตามการจัดตั้งรัฐบาลนำโดยแกนนำอย่างพรรคภูมิใจไทย มีรายงานออกมาว่าทยอยพูดคุยกับหลายๆพรรคการเมืองอย่างพรรคเศรษฐกิจ คาดหลังจากนี้จะค่อยๆหารือกับพรรคการเมืองที่เหลือและจัดตั้งรัฐบาลได้ในที่สุด สำหรับตลาดหุ้นไทยวานนี้ปรับขึ้นแข็งแกร่ง +2.1% และนักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิมากถึง 1.05 หมื่นล้านบาทและทำให้สะสม YTD ซื้อไปแล้วราว 4.7 หมื่นล้านบาท สวนทางกับพื้นฐานที่ อาจไม่ได้แข็งแกร่งมากนัก (เศรษฐกิจขยายตัวต่ำและยังเผชิญกับโครงสร้างเศรษฐกิจ) แต่ก็เป็นไปได้ว่าสถานการณ์ปัจจุบันอาจคล้ายกับปี 2022 ที่ Tech สหรัฐฯ Underperform จากปัจจัยด้านดอกเบี้ยแต่ Flow ไหลเข้าสุทธิหุ้นไทยค่อนข้างต่อเนื่องและทำให้ SET Outperform สหรัฐฯแต่ปัจจุบันแตกต่างจากปี 2022 เล็กน้อยตรงที่การเมืองไทยค่อนข้างนิ่งและมีเสถียรภาพ หากจะให้เห็นภาพชัดก็คือไทยเป็นที่พักเงินชั้นดีในภาวะที่ Tech ผันผวน คืนนี้รอติดตามเงินเฟ้อสหรัฐฯ (CPI) Bloomberg Consensus คาดการณ์ไว้ที่ 2.5%YoY หากต่ำกว่าคาดการณ์จะเป็นปัจจัยหนุนตลาดหุ้นทั่วโลก วันนี้ประเมิน SET INDEX อาจพักตัวในกรอบ 1425 – 1450 คาดเผชิญแรงทำกำไรจากการปรับขึ้นมาแรงผสานกับราคาน้ำมันดิบที่ปรับลงจะเป็นแรงกดดันกับกลุ่มพลังงาน ในเชิงกลยุทธ์การลงทุนแม้จะมีปัจจัยหนุนเกี่ยวกับกระแสเงินทุนต่างชาติแต่ด้วย Forward PE 15x จึงไม่ควรประมาทกับการลงทุนหากรับความเสี่ยงต่ำควรทยอยทำกำไร แต่สำหรับนักลงทุนรับความเสี่ยงได้สูงเน้นเก็งกำไรในกลุ่มได้ประโยชน์น้ำมันปรับลง อาทิ สายการบิน (AAV BA) โรงไฟฟ้า (BGRIM GPSC) รวมไปถึงหุ้นที่ยัง Laggard อย่างเช่น (BBL KBANK BEM AP KTB BCH HMPRO)

HMPRO (ซื้อ / ราคาเป้าหมาย 8.50 บาท)

Valuation ที่น่าสนใจพร้อมปันผลระดับ 6% แม้คาดรายงานกำไรสุทธิ 4Q25 ที่ 1.5 พันล้านบาท (-11%YoY, +18%QoQ) ผลจากการลดลงของยอดขายสาขาเดิมจากกำลังซื้อผู้บริโภคลดลง โดยเฉพาะภาคตะวันออกเฉียงเหนือฐานสูงของความต้องการหลังน้ำท่วมภาคเหนือแต่คาดฟื้นตัว QoQ ตามปัจจัยฤดูกาล

AP (ซื้อ / ราคาเป้าหมาย 9.50 บาท)

4Q25 ผลประกอบการเติบโต QoQ ต่อเนื่อง หนุนจากกำหนดการเปิดโครงการใหม่ (รวม JV) ที่สูง 2.4 หมื่นล้านบาท รวม 22 โครงการ (คิดเป็นแนวราบ 87% และคอนโด JV 13%)

ติดตามช่องทางมิติหุ้นเพื่อรับข่าวสารตลาดทุนได้ตามลิงค์ด้านล่าง

Web : https://www.mitihoon.com/
Facebook : https://www.facebook.com/mitihoon
Youtube : https://www.youtube.com/@mitihoonofficial7770
Tiktok : www.tiktok.com/@mitihoon