
มิติหุ้น – บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด (ASPS) เปิดเผยรายงานการวิเคราะห์ทิศทางตลาดทุน (Market Insight) ระบุว่าในช่วงนี้เป็นช่วง Global Rebalance ที่เม็ดเงินลงทุนไหลเข้าสู่ตลาดหุ้นเอเชียอย่างโดดเด่น โดยเฉพาะตลาดหุ้นไทยที่ปรับตัวขึ้นแรงที่สุดในโลกถึง +8.3% ในช่วงหลังการเลือกตั้ง (9 ก.พ. – 18 ก.พ. 2569) ตามมาด้วยเกาหลีใต้ ไต้หวัน ญี่ปุ่น และเวียดนาม แรงหนุนสำคัญมาจากกระแสเงินทุนต่างชาติ (Fund Flow) ที่เร่งตัวไหลเข้าตลาดหุ้นไทยในช่วงหลังเลือกตั้งสูงถึง 3.7 หมื่นล้านบาท ส่งผลให้ยอดซื้อสะสมตั้งแต่ต้นปีขยับขึ้นไปแตะระดับ 5.2 หมื่นล้านบาท โดยมี 20 หุ้นที่นักลงทุนต่างชาติซื้อสะสมอย่างโดดเด่น นำโดย BBL, CPALL, PTTEP, ADVANC, BH, GULF, PTT, TOP, BDMS, MINT, BANPU, KTB, ERW, COM7, IVL, CPN, LH, KTC, JMT และ GUNKUL
จับตาปม “คิวอาร์โค้ด” บนบัตรเลือกตั้ง ตัวแปรชี้ชะตารัฐบาลใหม่ อย่างไรก็ตาม หนทางสู่การจัดตั้งรัฐบาลใหม่ยังคงมีความท้าทาย โดยมีประเด็นที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิดคือ การฟ้องร้องกรณีการพิมพ์ “บาร์โค้ดและคิวอาร์โค้ด” ลงบนบัตรเลือกตั้ง ซึ่งถูกตั้งข้อสังเกตว่าอาจขัดต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 85 ที่ระบุให้การลงคะแนนต้องเป็นความลับ ซึ่งช่วงปลายเดือน ก.พ. ถึงต้น มี.ค. 2569 จะเป็นช่วงเวลาสำคัญต่อคำวินิจฉัยของศาลที่จะเป็นตัวกำหนดทิศทางเศรษฐกิจและการลงทุน โดยบล.เอเซีย พลัส ประเมินฉากทัศน์ (Scenario) ไว้ 2 แนวทาง ดังนี้:
- ฉากทัศน์ที่1: “เป็นโมฆะ” (หากตรวจสอบย้อนหลังได้) – หากพิสูจน์ได้ว่าระบบคิวอาร์โค้ดสามารถตรวจสอบย้อนหลังได้ว่าผู้ใดเป็นคนลงคะแนน จะถือว่าขัดรัฐธรรมนูญและต้องจัดการ “เลือกตั้งใหม่ทั้งประเทศ” ซึ่งจะทำให้เกิดภาวะสุญญากาศทางการเมืองยืดเยื้อไปอีก 3-4 เดือน ส่งผลกระทบเชิงลบต่อตลาดหุ้น และทำให้นักลงทุนต่างชาติชะลอการลงทุน รวมถึงกระทบการเบิกจ่ายงบประมาณ
- ฉากทัศน์ที่2: “รอด” (หากใช้แค่ยืนยันตัวตน) – หาก กกต. พิสูจน์ได้ว่าโค้ดดังกล่าวมีไว้เพื่อป้องกันการทุจริต เช่น บัตรผีหรือบัตรปลอม และไม่สามารถเชื่อมโยงกลับไปยังตัวบุคคลผู้ลงคะแนนได้ การเลือกตั้งจะสามารถเดินหน้าต่อไปได้ ซึ่งจะส่งผลให้ตลาดหุ้นตอบรับในเชิงบวกทันที เนื่องจากขจัดความเสี่ยงเรื่องสุญญากาศทางการเมือง และงบประมาณสามารถเบิกจ่ายได้ตามกำหนด
อัปเดตสถานการณ์เศรษฐกิจโลก ในด้านปัจจัยต่างประเทศ ตลาดยังคงได้รับอิทธิพลจากการรายงานการประชุมของธนาคารกลางสหรัฐฯ (FOMC Minutes) ที่ส่งสัญญาณว่าอาจยังไม่ปิดโอกาสขึ้นดอกเบี้ยหากเงินเฟ้อยังสูง ทำให้ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ กลับมาแข็งค่า และอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปี ทะลุ 4% ขณะที่ราคาน้ำมันดิบ WTI ปรับตัวพุ่งขึ้นกว่า 4% ทะลุ 65 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรล จากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลาง
ส่วนในภูมิภาคเอเชีย ประเทศญี่ปุ่นมีปัจจัยเชิงบวกจากการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ที่นำโดยนายกรัฐมนตรี ซาเนะ ทาคาอิชิ ที่ชนะการเลือกตั้งอย่างถล่มทลาย ซึ่งเตรียมเดินหน้านโยบายเศรษฐกิจเร่งด่วน เช่น การกระตุ้นงบประมาณและการลดภาษีอาหาร นอกจากนี้ ตลาดโลกยังได้รับข่าวดีจากผลประกอบการที่แข็งแกร่งของบริษัทชั้นนำอย่าง FIGMA และ BOOKINGS ที่มีรายได้เติบโตสูงกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้
ติดตามช่องทางมิติหุ้นเพื่อรับข่าวสารตลาดทุนได้ตามลิงค์ด้านล่าง
Web : https://www.mitihoon.com/
Facebook : https://www.facebook.com/mitihoon
Youtube : https://www.youtube.com/@mitihoonofficial7770
Tiktok : www.tiktok.com/@mitihoon


























