วันพฤหัสบดี 19 กุมภาพันธ์ 2026
หน้าแรก ทองคำ-ฟิวเจอร์

ฮั่วเซ่งเฮง : พายุภาษีทรัมป์ กำลังเขย่าทั้งการเมือง การคลัง และเศรษฐกิจโลก “ทองคำ” ไม่อาจนิ่งเฉย

32

มิติหุ้น – ฮั่วเซ่งเฮงเปิดเผยว่า จากรายงานล่าสุดของรัฐบาลสหรัฐฯ ในเดือนมกราคมที่ผ่านมา ระบุว่าการขาดดุลงบประมาณลดลงจากปีก่อน ขณะที่รายได้จากภาษีศุลกากรพุ่งขึ้นมากกว่า 300% แตะ 30,000 ล้านดอลลาร์ในเดือนเดียว ดันยอดสะสมตั้งแต่ต้นปีงบประมาณขึ้นสู่ 124,000 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 304% เมื่อเทียบช่วงเดียวกันของปี 2025 ตัวเลขดังกล่าวช่วยลดแรงกดดันด้านการคลัง โดยการขาดดุลในเดือนที่ 4 ของปีงบประมาณลดลงเหลือ 95,000 ล้านดอลลาร์ (-26%) และทำให้ยอดขาดดุลสะสมลดลง 17% เหลือ 697,000 ล้านดอลลาร์ (หรือ 21% หากปรับตามปฏิทิน)

ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนว่า “ภาษีศุลกากร” กลายเป็นเครื่องมือพยุงฐานะการคลังของสหรัฐฯ ในช่วงที่หนี้สาธารณะยังสูงเป็นประวัติการณ์ โดยเบื้องหลังแรงหนุนหลักมาจากยุทธศาสตร์ทางการค้าของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งเริ่มบังคับใช้ตั้งแต่เดือนเมษายน 2025 ด้วยการขึ้นภาษีสินค้านำเข้าครอบคลุมหลายหมวด รวมถึงมาตรการภาษีตอบโต้รายประเทศ แม้ทำเนียบขาวจะผ่อนปรนสินค้าบางรายการผ่านการเจรจา แต่โครงสร้างหลักยังคงถูกใช้เป็นเครื่องมือกดดันทางการค้า

อย่างไรก็ตาม เงื่อนปมสำคัญอยู่ที่ศาลฎีกาแห่งสหรัฐอเมริกา (Supreme Court of the United States) ซึ่งกำลังพิจารณากรอบอำนาจในการจัดเก็บภาษี หลังศาลรับฟังคำโต้แย้งไปตั้งแต่ช่วงเดือนพฤศจิกายนปีที่ผ่านมา และเดิมทีตลาดคาดว่าจะมีคำตัดสินภายในเดือนมกราคมปีนี้ แต่จนถึงขณะนี้ยังไม่มีคำวินิจฉัยออกมา ความล่าช้าดังกล่าวยิ่งเพิ่มความไม่แน่นอนให้กับตลาด เพราะหากศาลตัดสินไม่รับรองมาตรการภาษีดังกล่าว รัฐบาลสหรัฐฯ อาจต้องคืนเงินภาษีที่จัดเก็บไปแล้ว ซึ่งจะกระทบรายได้ภาครัฐโดยตรง และอาจสร้างแรงสั่นสะเทือนต่อเสถียรภาพการคลังมากกว่าที่ตลาดประเมินไว้

ภาษีช่วยอุดรอยรั่ว แต่ความเสี่ยงยังไม่จบ

แม้รายได้จากภาษีศุลกากรจะช่วย “อุดรอยรั่ว” งบประมาณได้บางส่วน แต่ภาพรวมการคลังสหรัฐฯ ยังถูกกดดันอย่างหนักจากภาระดอกเบี้ยของหนี้สาธารณะ ซึ่งล่าสุดอยู่ที่ระดับ 38.6 ล้านล้านดอลลาร์ โดยเฉพาะดอกเบี้ยสุทธิที่ยังพุ่งสูงต่อเนื่อง เดือนเดียวแตะ 76,000 ล้านดอลลาร์ และยอดสะสมตั้งแต่ต้นปีงบประมาณอยู่ที่ 426,500 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้นจากปีก่อนอย่างมีนัยสำคัญ สะท้อนว่าต้นทุนการกู้ยืมของรัฐบาลยังคงเป็นภาระระยะยาว และทำให้พื้นที่ทางการคลังของสหรัฐฯ ยังคงเปราะบาง แม้รายได้จากการจัดเก็บภาษีจะเพิ่มขึ้นก็ตาม

นอกจากนี้ ภาษีศุลกากรยังอาจสร้างแรงกดดันต่อเศรษฐกิจมหภาคของสหรัฐฯ ผ่านต้นทุนการผลิตและราคาสินค้าที่สูงขึ้น ซึ่งกระทบกำลังซื้อของผู้บริโภคโดยตรง และลดความสามารถในการลงทุนของภาคธุรกิจในบางอุตสาหกรรม หากภาระต้นทุนถูกส่งผ่านอย่างต่อเนื่อง อาจทำให้การขยายตัวของ GDP ชะลอลง และเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะเศรษฐกิจ “ชะลอตัวแบบเงินเฟ้อสูง” (stagflation risk) ซึ่งเป็นเงื่อนไขที่ตลาดการเงินมักตอบสนองด้วยความระมัดระวังมากขึ้น

อีกด้านหนึ่ง แรงสั่นสะเทือนจากมาตรการภาษีกำลังลุกลามสู่สนามการเมืองก่อนการเลือกตั้งกลางเทอม โดยทรัมป์เดินหน้ากดดันสมาชิกพรรครีพับลิกันให้สนับสนุนวาระภาษี แม้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งจำนวนมากเริ่มไม่พอใจกับค่าครองชีพที่ปรับตัวสูงขึ้น ล่าสุดแม้สมาชิกพรรครีพับลิกันส่วนใหญ่ได้โหวตหนุนมาตรการดังกล่าวถึง 210 เสียง แต่มีสมาชิก 6 รายที่โหวตร่วมกับพรรคเดโมแครตเพื่อผลักดันให้ยุติภาษีนำเข้าแคนาดา สะท้อนรอยร้าวภายในพรรคที่เริ่มชัดขึ้น ขณะเดียวกัน สภาผู้แทนราษฎรกำลังเตรียมพิจารณามาตรการภาษีต่อบราซิล เม็กซิโก รวมถึงภาษีฉุกเฉินในวงกว้าง ซึ่งอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อเสถียรภาพทางการเมืองและความต่อเนื่องของนโยบายการค้า

ขณะเดียวกัน ความเสี่ยงทางการเมืองที่เพิ่มขึ้นก่อนการเลือกตั้งกลางเทอม ยังอาจขยายผลกระทบของนโยบายภาษีให้รุนแรงขึ้น เพราะเมื่อการเมืองเริ่มแบ่งขั้วมากขึ้น ความต่อเนื่องของนโยบายการคลังและการค้าจะถูกตั้งคำถามทันที ความไม่แน่นอนเช่นนี้อาจลดความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่อเสถียรภาพงบประมาณระยะยาว และทำให้ตลาดประเมินความเสี่ยงของสหรัฐฯ ผ่านทั้งค่าเงินดอลลาร์และตลาดพันธบัตร ซึ่งเป็นจุดที่สามารถกระตุ้นแรงซื้อสินทรัพย์ปลอดภัยอย่างทองคำได้ในระยะถัดไป

เงินเฟ้อ ดอกเบี้ย และพันธบัตร ตัวแปรที่ตลาดจับตา

ข้อมูลจาก Federal Reserve Bank of New York ระบุว่าเกือบ 90% ของภาระด้านภาษีศุลกากรถูกแบกรับโดยภาคธุรกิจและผู้บริโภคในสหรัฐฯ ไม่ใช่ผู้ส่งออกต่างชาติ สอดคล้องกับผลประเมินของ Congressional Budget Office ซึ่งชี้ว่าธุรกิจสหรัฐฯ ดูดซับต้นทุนราว 30% ผ่านการลดกำไร ขณะที่อีก 70% ถูกส่งผ่านไปยังผู้บริโภค โดยอัตราภาษีเฉลี่ยพุ่งจาก 2.6% เป็น 13% และเคยทะยานขึ้นไปถึง 125% สำหรับสินค้านำเข้าจากจีน ก่อนลดลงมาอยู่ที่ 113%

ผลลัพธ์ที่ตามมาคือแรงกดดันเงินเฟ้อที่ยังทรงตัวสูงกว่าเป้าหมาย 2% ของธนาคารกลางสหรัฐฯ ส่งผลให้ Fed มีพื้นที่ในการผ่อนคลายนโยบายการเงินจำกัดมากขึ้น แม้ในปีก่อนจะเคยลดดอกเบี้ยรวม 0.75% เพื่อพยุงตลาดแรงงานก็ตาม ขณะเดียวกัน เจ้าหน้าที่ Fed บางส่วนประเมินว่าผลกระทบจากภาษีอาจเป็นเพียง “แรงกระแทกครั้งเดียว” ต่อระดับราคา แต่ในเชิงความเชื่อมั่น ตลาดยังเผชิญความผันผวนจากความไม่แน่นอนของนโยบายการค้า หลังมาตรการภาษีถูกปรับขึ้น–ชะลอ–ผ่อนคลายสลับไปมาอย่างต่อเนื่อง

ในมุมตลาดการเงิน ผลของภาษีศุลกากรไม่ได้สะท้อนแค่เงินเฟ้อ แต่ยังส่งผ่านไปยังความคาดหวังทิศทางดอกเบี้ยของ Fed โดยตรง เพราะหากแรงกดดันด้านราคายืดเยื้อ Fed จะถูกจำกัดพื้นที่ในการลดดอกเบี้ย และส่งผลให้พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ มีความผันผวนมากขึ้น ทั้งยังเพิ่มต้นทุนดอกเบี้ยของภาครัฐในช่วงที่หนี้สาธารณะยังอยู่ในระดับสูง การเคลื่อนไหวของอัตราผลตอบแทนพันธบัตร (treasury yields) จึงกลายเป็นตัวแปรสำคัญที่ตลาดจับตา เพราะเป็นทั้งสัญญาณสะท้อนความเสี่ยงการคลัง และเป็นแรงกำหนดทิศทางเงินทุนในตลาดโลก

จากปัจจัยดังกล่าวข้างต้น ได้สร้างแรงกดดันให้เกิดขึ้นพร้อมกันทั้ง 3 ด้าน อันได้แก่ ความไม่แน่นอนทางกฎหมายของมาตรการภาษีทรัมป์ ความเสี่ยงทางการเมือง และแรงกดดันด้านเงินเฟ้อ ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยที่ตลาดทองคำกำลังจับตา หากศาลฎีกาแห่งสหรัฐอเมริกาพิจารณาว่า มาตรการภาษีทรัมป์ไม่ชอบด้วยกฎหมาย และต้องถูก “ยกเลิก” ความผันผวนของดอลลาร์และพันธบัตรอาจหนุนแรงซื้อทองคำ อีกด้านหนึ่ง หากรายได้จากการจัดเก็บภาษีช่วยพยุงฐานะการคลัง และ Fed สามารถลดดอกเบี้ยได้ สภาพคล่องที่เพิ่มขึ้นก็อาจเป็นแรงหนุนทองคำได้เช่นกัน

ฮั่วเซ่งเฮงประเมินว่า ระยะสั้น ทองคำอาจผันผวนตามข่าวคำตัดสินของศาลฎีกาฯ และทิศทางดอกเบี้ย แต่ระยะกลางถึงยาว โครงสร้างความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นยังคงหนุนมุมมองเชิงบวกต่อทองคำ เพราะเมื่อใดก็ตามที่ “นโยบาย” กลายเป็นความเสี่ยง ทองคำมักถูกเลือกให้เป็นที่หลบภัยของนักลงทุน

ติดตามช่องทางมิติหุ้นเพื่อรับข่าวสารตลาดทุนได้ตามลิงค์ด้านล่าง

Web : https://www.mitihoon.com/
Facebook : https://www.facebook.com/mitihoon
Youtube : https://www.youtube.com/@mitihoonofficial7770
Tiktok : www.tiktok.com/@mitihoon