วันศุกร์ 20 กุมภาพันธ์ 2026
หน้าแรก บทวิเคราะห์

ASPS ชี้ทุนต่างชาติไหลกลับเข้าหุ้นไทยกว่า 5.6 หมื่นล้านบาท แนะช้อน 16 หุ้น Laggard พื้นฐานดี – ชูหุ้นพลังงานรับอานิสงส์น้ำมันพุ่ง

25

มิติหุ้น – บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด (ASPS) เปิดเผยบทวิเคราะห์ประเมินทิศทางตลาดหุ้นไทยมีแนวโน้มเชิงบวกอย่างมีนัยสำคัญ จากกระแสเงินทุนต่างชาติ (Fund Flow) ที่พลิกกลับเข้ามาอย่างรวดเร็วหลังการเลือกตั้ง พร้อมรับปัจจัยหนุนจากทิศทางราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่ปรับตัวสูงขึ้น และค่าเงินบาทที่แข็งแกร่งสวนทางภูมิภาค

ความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ดันราคาน้ำมัน-ทองคำพุ่ง หนุนหุ้นกลุ่มพลังงาน นับตั้งแต่ต้นปี 2026 สินค้าโภคภัณฑ์ปรับตัวขึ้นแรง โดยราคาน้ำมันดิบ BRENT ปรับขึ้น 17.8% (YTD) ทะลุ 71 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ขณะที่ราคาทองคำปรับขึ้น 15.8% (YTD) เข้าใกล้ระดับ 5,000 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์ ซึ่งการเคลื่อนไหวในทิศทางเดียวกันนี้สะท้อนถึงความเสี่ยงเชิงภูมิรัฐศาสตร์ที่สูงขึ้น โดยเฉพาะความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านที่ทวีความรุนแรง สถานการณ์ดังกล่าวส่งผลให้เกิด Sentiment เชิงบวกต่อหุ้นกลุ่มพลังงานและโรงกลั่น โดยแนะนำ PTT, PTTEP, BCP และ IVL

เงินบาทแข็งค่าสวนทางดอลลาร์ รับอานิสงส์ Fund Flow และการดึงเงิน FCD กลับไทย แม้ดัชนีดอลลาร์ในตลาดโลกจะแข็งค่าขึ้น แต่เงินบาทกลับสามารถต้านทานแรงกดดันและมีทิศทางแข็งค่า ซึ่งเกิดจาก 2 ปัจจัยหลัก ได้แก่

  1. มีกระแสเงินทุนต่างชาติ (Fund Flow)ไหลเข้าตลาดหุ้นไทยแล้วกว่า 6 หมื่นล้านบาท (YTD)
  2. ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยระหว่างสหรัฐฯ และไทยที่แคบลงจากความคาดหวังว่าสหรัฐฯ จะลดดอกเบี้ย 2-3 ครั้ง ขณะที่ไทยอาจคงหรือลดเพียง 1 ครั้ง ทำให้คนไทยเริ่มลดการถือครองบัญชีเงินฝากเงินตราต่างประเทศ (FCD) และนำเงินกลับเข้าประเทศ บล.เอเซีย พลัส แนะนำหุ้นที่ได้ประโยชน์จากเงินบาทแข็งค่า แบ่งเป็นกลุ่มที่มีหนี้หรือต้นทุนสกุลเงินต่างประเทศ (เช่น GULF, BGRIM, EGCO, PTT, PTTEP, PTTGC) และกลุ่มที่เน้นนำเข้าวัตถุดิบ (เช่น TFG, TVO)

ต่างชาติคัมแบ็กหลังเลือกตั้ง แนะกลยุทธ์เก็บ 16 หุ้น Laggard เข้าพอร์ต จุดเปลี่ยนสำคัญของตลาดเกิดหลังจากการเลือกตั้งในวันที่ 8 ก.พ. 2026 เพียง 10 วันทำการ นักลงทุนต่างชาติกลับมาลุยซื้อสุทธิหุ้นไทยสูงถึง 5.6 หมื่นล้านบาท ซึ่งคิดเป็นกว่าครึ่งหนึ่งของยอดที่เคยขายทิ้งไปตลอด 1 ปี 4 เดือนที่ผ่านมา (ขายไป 1.1  แสนล้านบาท) โดยฝ่ายวิจัยฯ ประเมินต้นทุนเฉลี่ยของต่างชาติในรอบนี้อยู่ที่บริเวณ 1,430 จุด ซึ่งถือเป็นฐานแนวรับเชิงจิตวิทยาที่แข็งแกร่งหากดัชนีมีการย่อตัว

สำหรับกลยุทธ์การลงทุน เมื่อดัชนี (SET Index) ปรับตัวขึ้นมาใกล้ทะลุ 1,500 จุด การไล่ซื้อหุ้นที่ขึ้นไปมากแล้วอาจมีความเสี่ยง แนะนำให้ดักรอ “หุ้น Laggard” ที่มีพื้นฐานดี โดยผ่านการคัดกรองจาก 3 เกณฑ์ คือ

1) ราคายังไม่ฟื้นตัวเต็มที่เมื่อเทียบกับอดีต

2) Valuation ถูกลง (P/E ปรับลดลงมากกว่าราคาหุ้น)

และ 3) มีเม็ดเงินต่างชาติ (Smart Money) เริ่มทยอยเข้าซื้อสะสมในช่วง 9 – 18 ก.พ. 2026

โดยมี 16 หุ้นที่เข้าเกณฑ์น่าทยอยสะสม ได้แก่:

  • กลุ่มการแพทย์และท่องเที่ยว:BDMS, AWC, SHR
  • กลุ่มค้าปลีกและพาณิชย์:CPN, CBG, OSP, SINGER, MC
  • กลุ่มการเงิน:KTC, MTC
  • กลุ่มพลังงานและสาธารณูปโภค:RATCH, CKP, GUNKUL, EPG
  • กลุ่มนิคมฯ และโลจิสติกส์:AMATA, SJWD

อัปเดตตลาดต่างประเทศ: งบค้าปลีก-อสังหาฯ สหรัฐฯ โตแกร่ง ในส่วนของตลาดสหรัฐฯ Walmart (WMT) รายงานผลประกอบการไตรมาส 4 ปีบัญชี 2026 อย่างแข็งแกร่งด้วยรายได้ 1.9 แสนล้านดอลลาร์ (+6% YoY) หนุนจากธุรกิจ E-commerce ที่โตถึง 27% สะท้อนการดึงดูดฐานลูกค้าที่มีกำลังซื้อสูงได้มากขึ้น ขณะที่ Opendoor Technologies (OPEN) แพลตฟอร์มซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ รายงานรายได้ไตรมาส 4 สูงกว่าคาดถึง 24% (736 ล้านดอลลาร์) และตั้งเป้าจะผลักดันกำไรสุทธิให้พลิกกลับมาเป็นบวกได้ภายในสิ้นปี 2026 นี้

ติดตามช่องทางมิติหุ้นเพื่อรับข่าวสารตลาดทุนได้ตามลิงค์ด้านล่าง

Web : https://www.mitihoon.com/
Facebook : https://www.facebook.com/mitihoon
Youtube : https://www.youtube.com/@mitihoonofficial7770
Tiktok : www.tiktok.com/@mitihoon